วันที่ฉันป่วย

1:30 PM NidNok Koppoets 0 Comments


ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด
เสียงจากโทรศัพท์ที่ผมตั้งปลุกเอาไว้ดังขึ้น
นำผมกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง หลังจากที่ได้ไปท่องเที่ยวอยู่ในความฝันเสียนาน
จริงๆ ก็ไม่นานเท่าไหร่หรอก เพราะผมเพิ่งนอนเมื่อตอนเกือบตีสาม
และเจ้านาฬิกาจำเป็นมันต้องทำหน้าที่ของมันตอนแปดโมงเช้า
ผมลุกขึ้นจากเตียงอย่างไม่เต็มใจ เพราะทั้งร่างกายและจิตใจของผมมันดื้อดึงที่จะทิ้งตัวลงนอนใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น
แต่ความเป็นจริงและปากท้องคอยรั้งเอาไว้ไม่ให้ผมเถลไถลไปมากกว่านี้


เช้าวันนี้ทุกอย่างรอบกายผมมันยังคงปกติเช่นทุกวัน
แต่ที่จะแปลกไปก็คงเป็นบางอย่างภายในตัวของผม
เมื่อข้างในคอมันจะเจ็บแปลบๆ ทุกครั้งที่ผมกลืนน้ำลาย
แถมยังมีของเหลวเหนียวๆ ไหลออกมาจากโพรงจมูกของผม … น่าเกลียดชิบหาย
หนักไปกว่านั้นคือในกบาลของผมมันปวด ตุ๊บ…ตุ๊บ…ตุ๊บ
ถึงตอนนี้ ไม่ต้องเป็นหมอผมก็พอเดาออก … ป่วยเสียแล้วสิเรา


ผมจำได้ว่าเมื่อคืนผมเพลียมาก เพราะนอกจากงานประจำที่ "ต้อง" ทำแล้ว
ผมดันไปรับปากกับเพื่อนคนหนึ่งของผมไว้ ว่าผมจะไปถ่ายรูปบรรยากาศที่ร้านอาหารที่เธอคนนั้นเพิ่งเปิดใหม่
ผมต้องลากสังขารจากที่ทำงานย่านลาดพร้าว ไปถ่ายรูปที่ร้านเธอแถวๆ พุทธมณฑล
และย้อนกลับมาที่คอนโดที่อยู่บนถนนเส้นเดียวกับที่ทำงาน
แค่เดินทางอย่างเดียวก็ทำผมเหนื่อยพอตัวแล้ว


พอไปถึงที่ร้าน เธอคนนั้นก็คอยควบคุมการทำงานของผมทุกฝีก้าว
เธอจะชี้นิ้วสั่งว่าอยากได้ภาพมุมนั้นมุมนี้ แล้วผมก็จะทำตามอย่างว่าง่าย
บางทีภาพมุมเดิมที่ถ่ายไปแล้ว แต่เธอคนนั้นไม่พอใจ เธอก็จะให้ผมไปถ่ายใหม่ จนกว่ามันจะ "ใช่" สำหรับเธอ 


กว่าจะได้ภาพตามที่เธอคนนั้นต้องการครบถ้วน เวลาก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม
พอถึงบ้าน ผมก็ง่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
คอยเลือกภาพ แต่งภาพ สุดท้ายก็ไรท์มันใส่แผ่นซีดีสีชมพู สีที่เธอคนนั้นชอบ
แล้วผมก็ผลอยหลับไป … ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ปิดคอมฯ


หลังวางสายจากก้อย รุ่นน้องที่ออฟฟิศที่ผมโทรไปบอกว่าวันนี้จะไม่เข้าไปทำงานเพราะป่วยหนัก
ผมกลืนพาราไปสองเม็ด และทิ้งตัวลงนอนได้อย่างง่ายดาย
แต่สักพัก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ผมเอื้อมมือไปหยิบมันอย่างไร้เรี่ยวแรง ในใจคิดอยากจะกดทิ้ง
 

แต่…
ชื่อที่แสดงอยู่หน้าจอกลับทำให้ผมหยุดความคิดนั้น แล้วรีบกดรับสายทันที


"ว่าไง"

"นี่ยังไม่ตื่นอีกเหรอป่าน สายแล้วนะ"

"อื้อ เราไม่ค่อยสบายอ่ะ วันนี้เลยไม่ไปทำงาน"


"อ้าว แล้วเป็นอะไรมากมั้ย"

"สบายมาก แค่หาเรื่องโดดงานก็เท่านั้น" ผมพูดพร้อมกับสั่งขี้มูกระลอกยักษ์ออกจากโพรงจมูก

"เออ เราไรท์ซีดีให้แล้วนะ บางภาพก็แก้ให้มันสวยขึ้น ไว้ตอนเย็นเราเอาไปให้ที่ร้านแล้วกัน"

"จะ ไหวเหรอ ถ้ายังไง ปอยไปเอาที่คอนโดป่านก็ได้นะ เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ต้องไปส่งแม่ทำธุระแถวนั้นอยู่แล้ว ป่านรออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวเที่ยงๆ ปอยเข้าไป"

"เอ้อ … "

"ตามนั้นนะป่าน ไปนอนต่อเหอะ"

เธอวางสายไป เหลือแค่ผมที่ยังงงๆ อยู่กับบทสนทนาเมื่อครู่ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จริงๆ ก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผมคุยกับเธอคนนั้น – - ปอย ผู้หญิงที่ผมสนิทด้วยมากที่สุด

...

ผมกับปอยรู้จักกันเพราะระบบเอนทรานซ์ที่พาเรามาใช้คณะและมหาวิทยาลัยร่วมกัน
ปอยเป็นคนพูดเก่ง ยิ้มง่าย จึงไม่แปลกที่เธอจะมีเพื่อนเยอะแยะ
ต่างจากผมที่ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยมีเพื่อนใหม่ จะมีก็แต่เพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน
ปอยชอบชวนคนนู้นคนนี้คุยไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็มาถึงตาของผม
ปอยทักผมว่าดูเงียบๆ มีปัญหาทางบ้านหรือเปล่า ดูดิ ประโยคแรกมันก็กวนตีนผมแล้ว
พอผมนั่งงงปอยก็บอกว่าล้อเล่น แล้วก็ชวนผมคุยต่อ
เราไม่ได้คุยกันทุกวัน แต่คุยกันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน
และก็น่าแปลก ที่ผมไม่รำคาญความกวนตีนของปอย แต่กลับรู้สึกว่ามันตลกดี

จนสุดท้าย ปอย ก็กลายเป็นเพื่อนใหม่คนเดียวของผม แต่ผมเป็นแค่หนึ่งในเพื่อนหลายๆคนที่ปอยมี
พอเรียนจบ ปอยช่วยให้ผมได้ทำงานที่บริษัทที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ก็เพราะความรู้จักคนเยอะของมัน
ส่วนปอยเองกลับไปเรียนต่อด้านบริหารที่อเมริกา
ผมไม่ได้เจอหน้าปอยกว่าสองปี และติดต่อกันผ่านอีเมลเพียงสี่ฉบับ
แต่เมื่อถึงวันที่ปอยกลับ ผมไปรับปอยที่สนามบิน
ปอยยังคงไฟแรงเหมือนเดิม เพราะแค่อาทิตย์เดียวที่มันกลับมาเหยียบบ้านเกิด
ปอยก็มีโปรเจ็คต์จะทำร้านอาหาร สิ่งที่มันใฝ่ฝันมาตั้งแต่สมัยอยู่ชั้น ป.3 (มันเคยเล่าให้ผมฟัง)
และหนึ่งปีหลังจากนั้น ร้าน "เจริญนคร" ของปอยก็เสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเป็นร่าง
(ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องตั้งชื่อนี้)

ปอยโทรหาผม ขอร้องให้ผมไปเป็นช่างภาพ เก็บภาพสวยๆ เพื่อเอาไปโปรโมทร้านและทำเมนู
จริงอยู่ที่ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ
แต่การที่ต้องไปถ่ายภาพในในที่ที่ไกลขนาดนั้น แถมยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลา
และมีคนคอยชี้นิ้วสั่งให้ถ่ายตรงนู้นถ่ายตรงนี้
ถ้าไม่ใช้ปอย ผมคงไม่ทำให้แน่ๆ

บ่อยครั้งที่ผมต้องยอมทำอะไรหลายอย่างที่ผมไม่ชอบ แต่พอปอยเอ่ยปากขอร้อง ผมก็ต้องยอมทุกครั้งไป
ผมทำเพราะผมมีความสุขที่ได้เห็นปอยยิ้ม ปอยจะรู้ไหมนะว่ายิ้มของมันเป็นรอยยิ้มเดียวที่ทำให้ผมยิ้มได้
ปอยแทบจะไม่เคยร้องไห้ ครั้งเดียวที่ผมเห็นปอยร้องไห้หนักๆ ก็ตอนที่มัน "อกหัก" นั่นแหละ
ผมยังจำได้ วันนั้นผมกำลังเล่นเกมอยู่ที่หอกับไอ้วิม เพื่อนอีกคนของผม สักพักก็มีเสียงคนเคาะประตู
พอผมเปิดประตูออกไปก็พบปอยยืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง
คืนนั้นปอยร้องไห้ไม่หยุด มันบอกผมว่าไม่ต้องถามอะไร ปล่อยให้มันร้องไห้ของมันไปเรื่อยๆ
ผมทำตามอย่างว่าง่าย
(ส่วนไอ้วิม เอาเบอร์โทรของผู้ชายคนนั้นแล้วโทรไปเคลียร์กับมันให้รู้เรื่อง แม่งก็เป็นห่วงปอยไม่แพ้ผม)
ปอยร้องไห้จนหลับไป ขนาดปอยหลับตาอยู่ผมยังรับรู้ได้ตาดวงตาคู่นั้นคงแดงแจ๋
แก้มขาวๆ ยังคงเปียกอยู่ สงสารปอยจับใจ
ในหัวของผมมีความคิดมากมายวิ่งชนกันไปมาสะเปะสะปะ แต่เท่าที่ผมพอจะประมวลออกมาได้ ผมกำลังคิดว่า
ถ้าเป็นผม ปอยจะไม่ต้องร้องไห้อย่างนี้

นี่ผมชอบปอยเหรอ … ผมก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าผมสบายใจเวลาที่อยู่ใกล้เธอ
รู้สึกอยากจะทำทุกๆ อย่าง ที่มันจะทำให้ปอยมีความสุข ให้ผมได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ไปนานๆ
ถ้ามันจะแปลว่าผมชอบปอย ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะครับ ผมไม่ค่อยใส่ใจกับคำจำกัดความเสียเท่าไหร่
เช้าวันรุ่งขึ้นปอยตื่นมาพร้อมกับรอยยิ้ม ความเศร้าของเธอคงหลับไหลไปในภวังค์แห่งความฝัน
ปอยยังคงร่าเริงเหมือนทุกๆ วันที่เธอเป็น เว้นก็แต่ ผมรู้สึกได้ว่าในใจปอยไม่เหมือนเดิม
ภายใต้รอยยิ้มที่สดใส แต่ลึกๆข้างในใจของเธออาจจะแสนเงียบเหงา
เพราะเธอกำลังเจ็บปวด และคงอีกนานกว่าบาดแผลครั้งนี้ของเธอจะหายไปง่ายๆ
ผ่านมาหลายปี … มาจนถึงตอนนี้ ผมยังคงเชื่อว่าหัวใจของปอยกำลังค่อยๆ ดีขึ้น
มันยังคงปิดปรับปรุง เพื่อดูแลให้มันกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ส่วนผม ถ้าถามว่าผมยังชอบปอยอยู่มั้ย … ผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าความรู้สึกผมมันเท่าเดิม
ไม่เพิ่ม ไม่ลด
หน้าที่ของผมคือการอยู่ข้างๆ ปอย คอยช่วยเหลือเวลาปอยมีปัญหา (ส่วนใหญ่ปอยจะช่วยผมเสียมากกว่า)
ได้เฝ้ามองรอยยิ้มเดิมๆ ที่มีให้ทุกครั้งที่เราเจอกัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม
ก็ผมบอกแล้วไง … ผมไม่ใส่ใจกับคำจำกัดความ

...

ก๊อก … ก๊อก … ก๊อก
เสียงดังจากหน้าประตูปลุกผมตื่นขึ้นอีกครั้ง
มองไปที่นาฬิกาแขวนผนัง นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เธอคงจะมาแล้วสินะ
ผมลุกขึ้นไปเปิดประตู หัวกบาลของผมยังคงปวด ตุ๊บ…ตุ๊บ อยู่ไม่หยุดหย่อน
เปิดประตูออกไป ก็พบเจ้าของรอยยิ้มสดใสคู่เดิม ยืนอยู่ตรงหน้าผม

"โหย หน้าซีดเชียวป่าน อาการหนักนะเนี่ย" เธอคงเป็นห่วงเรา

"เอ้อ บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร จะเข้ามาข้างในมั้ย"

"ไม่ล่ะ ต้องรีบไปรับแม่ เดี๋ยวต้องพาแกไปซื้อของอีก ไม่ว่ากันนะ"

"เออ ไม่เป็นไร งั้นรอเดี๋ยว เดี๋ยวไปเอาซีดีให้"

ผมเดินไปหยิบแผ่นซีดีสีชมพูที่วางอยู่ที่โต๊ะคอมฯ ที่ยังคงเปิดต่อเนื่องจากเมื่อคืน

"เอ้า ถ้ามีภาพไหนไม่ชอบก็บอกนะ จะได้แก้ให้"

"อื้ออ ขอบใจมากนะคะคุณเพื่อนรัก" เธอพูดแล้วยิ้มหวานแบบเดิมๆให้ผม แล้วก็ยื่นถุงบางอย่างใส่มือผม

"เอ้านี่ ปอยซื้อมาให้ เขาว่ากันว่าใครได้กินโจ๊กเจ้านี้จะหายป่วยทุกรายไป เอาไปอุ่นกินนะป่าน ปอยไปก่อนนะ หายไวไวนะ"

เธอพูดจบก็จัดแจงปิดประตูห้องให้เสร็จสรรพ โดยไม่ปล่อยให้ผมได้พูดอะไรซักคำ
หัวกบาลของผมก็ยังคงปวด ตุ๊บ … ตุ๊บ อยู่ไม่หยุดหย่อน
ที่โพรงจมูกของผมก็ยังคงมีขี้มูกระลอกแล้วระลอกเล่าไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ
ลำคอด้านในของผม(ที่ผมมองไม่เห็น)มันคงแดงและทำงานอย่างหนักกว่าจะกลืนโจ๊กเย็นๆ เข้าได้แต่ละคำๆ
ผมกินโจ๊กที่ไม่ได้อุ่นจนเกลี้ยงชาม ตามด้วยพาราอีกสองเม็ด
แล้วก็ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเหมือนเดิม
หมอนนุ่มๆ และความอุ่นจากผ้าห่มทำให้ผมรู้สึกสบายตัว
ลมหายใจที่เคยติดขัดเนื่องจากมันปะทะเข้ากับระลอกขี้มูกเริ่มคลี่คลาย ผมเริ่มหายใจคล่องขึ้น
เสียงตุ๊บ … ตุ๊บ ที่ดังอยู่ในหัวค่อยๆ เบาลง พาราเซตามอลคงเดินทางไปถึงที่หมายแล้วกระมัง
ผมซุกตัวเพื่อกระชับร่างกายกับผ้าห่มอีกครั้ง
แล้วผมก็ผลอยหลับไป …

*แด่ ปอย และ ป่าน สหายถ่ายภาพของฉัน ในคืนที่ฉันหายใจไม่ออก*



ขอขอบคุณ
*ปอย สำหรับชื่อร้านอาหารอันแสนจะอภินิหารอลังการของมึง
*ป่าน ผู้ชายที่ชี้นิ้วสั่งให้กูถ่ายนู่นถ่ายนี้ แน่สิ ก็มึงเป็นบอสนี่
*วิม สำหรับชื่อแรกที่นึกถึงตอนที่คิดชื่อเพื่อนป่านและปอย
*ก้อย เลื้อยเข้ามาอยู่ในเรื่องจนได้
*เทย สำหรับแผ่นซีดีสีชมพู
*จ้อย ถึงไม่มีชื่อในเรื่องแต่ก็เลิฟ ขอบคุณมากสำหรับการเดินทางไกล อินเตอร์โซน – อินเตอร์ปาร์ค ในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
*มุก กับทริปเล็กๆ ที่เซเว่นโซนบี
*หนู ผู้กำลังครุ่นคิด
*รี่ ผู้กำลังเผชิญหน้ากับความเหงา (รึเปล่า)
*จิ๋ว ผู้ที่เป็นสายสืบเรื่องรถเมล์ให้ข้าพเจ้า 555
*ตั๊ก/ตาล สำหรับรถป๊อปลิตเติ้ลเมอร์เมท




(เรื่องนี้เขียนและโพสต์เอาไว้ในสเปซ, เว็บบล็อกที่นิยมกันในสมัยนั้น, เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2550) 

0 comments: