Showing posts with label Theatre. Show all posts

Miss Saigon มิสไซง่อน : หมองหม่น แข็งแรง วูบวาบ ไพเราะ

มิสไซง่อน: Miss Saigon (2012, Scenario, A)


เคยได้อ่านเรื่องนี้มาแบบคร่าวๆ แต่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัว ไม่เคยดูเวอร์ชั่นของประเทศอื่นๆ หรือกระทั่งต้นฉบับ ดังนั้นการไปชมมิสไซง่อน ฉบับซีนารีโอ เลยเป็นการเปิดบริสุทธิ์บทประพันธ์เรื่องนี้ของฉันซะเลย

ถ้าเทียบกับงานอื่นๆ ของซีนารีโอ เรื่องนี้ก็ถือว่าเดินเรื่องเร็วและกระชับกว่าทุกเรื่องที่เคยดู แต่เราก็ยังตามเนื้อเรื่องทันและเก็บสาระสำคัญได้เกือบครบถ้วน เว้นเสียแต่ฉากที่อยากจะเน้นก็จะอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้นนานมากๆ ซึ่งฉันว่าบางฉากมันไม่ค่อยจำเป็น

เรื่องเพลงก็เข้าใจคนสร้างล่ะว่ามันยากเพราะต้องแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษมาเป็นคำไทยในทำนองเดิม ทำให้ในบางท่อนเนื้อเพลงมันก็จะเยอะแยะ กลายเป็นภาระของผู้ร้อง และความลำบากของผู้ฟังที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วว่าร้องว่าอะไร แล้วทีนี้เรื่องนี้มันไม่มีบทพูดที่เป็นปกติเลยไง มันพูดกันเป็นเพลงหมด พอเราฟังไม่รู้เรื่องเราก็จะไม่รู้เรื่องไปด้วยไง โชคดีที่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษขึ้นให้ เลยต้องอาศัยมองซับทำความเข้าใจเอา ... แต่ที่ดีก็คือ เพลงเพราะ แปลออกมาได้ดูไม่ขัดเขินมากนัก กับบางเพลงก็ถือว่าแปลมาได้ดีเลย


The last night of the world อันนี้คือเพลงที่ติดหูแล้วก็ชอบมาก จำได้ว่ามันมีท่อน Solo Saxophone เลยกลับมาหาว่าชื่อเพลงอะไร แล้วก็เจอเวอร์ชั่นนี้เข้าให้ ไพเราะเสนาะสำเนียงยิ่งนัก


โปรดักชั่น ฉาก แสง ไฟ และดนตรีนั้นมลังเมลืองตามมาตรฐานคุณบอย และเท่าที่หาข้อมูลดูมิสไซง่อนฉบับประเทศอื่น เราก็เดินรอยตามต้นฉบับแทบไม่ผิดเพี้ยน ออกแบบฉากได้ดีมาก มีมิติและใช้มันอย่างคุ้มค่า บวกกับไลท์ติ้งที่คุมอารมณ์ความหม่นหมองในช่วงสงครามได้ ซึ่งก็ออกจะมืดหม่นกว่าเรื่องก่อนๆ ของค่ายนี้เช่นกัน

ฉากที่ชอบมากๆ คือฉากที่หน้าสถานทูตก่อนที่คริสจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากคิมไป มันมีมูฟเมนท์มากและคนออกแบบฉากนี้ก็ฉลาดที่จะเล่นกับชิ้นของฉากที่มีไม่มาก แต่สามารถเคลื่อนไหวให้อารมณ์ของคนที่อยู่นอกและในรั้วได้ ลามไปถึงฉากที่เฮลิคอปเตอร์ร่อนลงมานั่นมันก็บ้าระห่ำไมเคิล เบย์ มาเอง ตรึงตาผู้ชมได้อยู่ไม่น้อย

เรื่องนักแสดง มันก็ประหลาดๆ ตั้งแต่เอาน้องกันต์มาเล่นเป็นทหารอเมริกันแล้วแหละ คือระหว่างดูต้องพยายามบังคับใจให้เชื่อ แต่ในบางท่วงท่าก็อดคิดไม่ได้ว่านี่กูมาดูผู้กองยอดรัก ทหารเกณฑ์คนจนอะไรพวกนี้รึเปล่า แต่ถ้าตัดเรื่องความเหมาะสมออกไป น้องกันต์ก็เล่นได้ดีพอสมควร (บทมันไม่ได้มีอะไรมาก) เสียงร้องแข็งแรงขึ้น อาจจะด้วยเพราะคาแรกเตอร์และแนวเพลง ต่างจากตอนสี่แผ่นดินที่จะเข้าปากน้องกันต์มากกว่า, พี่คิว กับนิว มีพื้นที่ให้โชว์เสียงน้อยไปหน่อย, คุณเบน ชลาทิศ ขโมยละครเรื่องนี้ไปเป็นของตัวเองเลย และแก้ม กุลกรณ์พัชร์ เสียงใสมากๆ แต่ครึ่งหลังเริ่มล้าๆ มีร้องเสียงหลุดเล็กน้อยไปหลายจุด แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าประทับใจ

มีที่เสียดายอยู่หน่อย คือในช่วงท้ายเรื่องที่เป็นฉากอารมณ์และเข้มข้นทุกอย่างมันจะมากระจุกอยู่ตรงนี้ คือมันไล่อารมณ์ขึ้นมาเรื่อยๆ จนฉันเกือบได้ต่อมน้ำตาเแตกไปแล้วตอนที่คิมร่ำลาลูกชายก่อนจะส่งให้ไปอยู่กับพ่อ แต่พอถึงฉากไคลแมกซ์ที่คิมลั่นกระสุนฆ่าตัวตาย เราไม่ได้รู้สึกไปกับตัวละครขนาดนั้น เหมือนกับเรื่องที่เล่ามามันยังไม่มีน้ำหนักหรือแรงจูงใจมากพอที่เราจะเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะฆ่าตัวตายแล้วเหรอ มันเหมือนยังขาดอีกนิด อีกนิดเดียว

เขียนเหมือนจะว่าเยอะ แต่จริงๆ แล้วชอบนะ ที่ชอบไม่ได้เขียนเขียนแต่ตรงที่ไม่ชอบ ถือว่าแก้ตัวจากสี่แผ่นดินที่อ่อนด้อยเรื่องบท และการดำเนินเรื่อง (นี่ไม่รวมเรื่องการบิดเบือนชวนเชื่อนะเนี่ย) จริงๆ ก็น่าตลกดีเหมือนกันที่ผู้สร้างเจ้าเดียวกับสี่แผ่นดิน มาทำละครที่พูดถึงผลกระทบของสงครามที่เกิดกับคนธรรมดาปุถุชน ที่มีความเป็นมนุษย์มากๆ ขนาดนี้ แถมยังมีบางฉากที่ต้องแดกดัน "บางกอก" ที่น่าภูมิใจเมืองนี้ซะด้วย ฮี่ๆ

อ้อ ละครเริ่มตรงเวลามากค่ะ บอกว่าบ่ายสองก็เริ่มบ่ายสองเป๊ะ อย่าคิดอ้อยอิ่งเป็นอันขาด ไม่งั้นจะพลาดฉากแรกค่ะ
  

ขอให้สนุกกับละครเวทีเรื่องนี้ค่ะ :) 
 

สุขศาลา : มากกว่านี้ได้อีกน่าาา


สุขศาลา (2012, B)


"คืนอันโหดร้ายในโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ถูกปิดตายเพื่อป้องกันคนข้างในจากพายุโหมกระหน่ำ แต่ขณะเดียวเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อพบศพปริศนาปรากฏขึ้นภายในโรงพยาบาล เหตุการณ์โกลาหลจึงเกิดขึ้น สัญชาตญาณบีบบังคับให้ทุกคนเอาตัวรอด สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยความสุข บัดนี้เต็มไปด้วยเงือนงำและกลิ่นคาวเลือด อะไรคือต้นเหตุทั้งหมดของเรื่องที่เกิดขึ้น  ใครคือฆาตกร ใครจะรอดหรือใครจะตาย เรื่องราวทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดเผย ณ ที่แห่งนี้.......สุขศาลา"

ตั้งความหวังเอาไว้กับ "สุขศาลา" ละคอนเวทีประจำปี 2555 ของชาววารสารฯ ธรรมศาสตร์ เอาไว้ค่อนข้างเยอะ เพราะด้วยการตอบรับที่ค่อนข้างดี อันเป็นผลมาจากการทำประชาสัมพันธ์ชั้นเยี่ยม ที่ทำให้บัตรละคอนปีนี้ขายหมดก่อนเริ่มแสดง รูปแบบการประชาสัมพันธ์ก็แปลกใหม่และสร้างสรรค์มาก แถมยังได้ลงในสื่อที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งลงไทยรัฐ, a day, สปอตที่ Digital Gateway คือมันไปไกลมากในปีนี้ ต้องขอชื่นชมน้องๆ ทีมพีอาร์, สปอนเซอร์ ที่ทุ่มเททำกันสุดตัวจริงๆ 

ปีนี้เราตั้งใจไปดูสองรอบ รอบแรกจะดูในฐานะผู้ชม ส่วนรอบสองซึ่งเป็นรอบสุดท้าย จะไปเม้ามอยมิงเกิ้ลกับพี่น้องชาวคณะ คงไม่ได้ตั้งใจดูเท่าไหร่ พอกลับจากดูครั้งแรก (รอบที่5) ก็เลยขอเขียนแนะนำติชมในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง แล้วเดี๋ยวรอบสุดท้าย จะไปแรดๆๆ ให้เต็มที่เลย เย้!

บท
จะว่าเป็นส่วนที่น่าเสียดายที่สุดของละครปีนี้ก็ได้เลยแหละ เพราะดูเหมือนว่าจะใช้พล็อต "หมอ, โรงพยาบาล" ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งถ้าอ่านจากเรื่องย่อที่ปล่อยออกมาประชาสัมพันธ์ เราจะรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากเลย เรื่องราวที่ออกแนวสอบสวน ตามล่าหาความจริง หลอนนิดๆ แล้วเล่นกับ Space and Time จะยิ่งทำให้เรื่องมันสนุกและน่าติดตามขึ้นอีกเยอะ แต่สุขศาลาไม่ได้เดินตามพล็อตอันนั้น ข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา (โรงพยาบาล, ช่วงเวลาที่พายุเข้าแล้วออกไปไหนไม่ได้) ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ กลายเป็นว่าพายุฝนนั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะทุกคนก็อยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว 

ครึ่งแรกของละครดำเนินไปโดยที่เรื่องไม่ได้เคลื่อนไปข้างหน้าเท่าที่ควร แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจ บางฉากหมดเวลาไปกับไดอาล็อกที่ตัวละครพูดซ้ำไปซ้ำมาแต่เนื้อหาเหมือนเดิม (นฤมลพูดกับหมอปวิธ) จนพอเข้าครึ่งหลังเนี่ยแหละที่เรื่องมันค่อยหน้าติดตามมากขึ้น ปมทั้งหลายแหล่ผุดขึ้นและคลี่คลายลงในครึ่งหลังทั้งหมด ซึ่งเราก็เข้าใจนะว่าครึ่งแรกเนี่ยพยายาม บอกใบ้ คาแรกเตอร์ตัวละครและปมปัญหาทุกอย่างเอาไว้แบบเทาๆ กะว่าให้คนดูไปปะติดปะต่อกันเอาเอง มันก็เป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบนึงแหละ แต่ถ้าสามารถทำให้มันมีจุดน่าสนใจเพิ่มขึ้นมาได้ก็จะมีผลต่อความสนุกของผู้ชมมากขึ้น

เรื่องยุคสมัยก็เป็นอีกอย่างที่ยัง "ได้อีก" เราชอบบรรยากาศความโบราณเมื่อสมัย 50-60 ปีก่อนที่เห็นได้ผ่านฉาก เสื้อผ้า พร็อพ กระทั่งเพลงประกอบในเรื่องที่ก็เอาจุดเด่นของดนตรีในยุคนั้นมาล้อได้ดี แต่การออกแบบตัวละครเหมือนยังไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนั้นมากเท่าไหร่ เช่นบทนางพยาบาลนฤมล ที่ดูไม่เห็นจะเป็นผู้หญิงเมื่อห้าสิบปีก่อน หรือถ้ามีจริงๆ เธอก็คงจะเป็นอะไรที่เปรี้ยวน่าดูในสมัยนั้น วิธีคิด วิธีพูดและวิธีที่เธอแสดงออกมันเหมือนออกมาจาก MV ของปานธนพรซะมากกว่า และอีกเรื่องที่เราติดใจนิดหน่อยคือเรื่องการผลิตยา คือเรายังไม่ค่อยเชื่อ (คนอื่นอาจจะเชื่อก็ได้นะ) ว่าสุขศาลาเล็กๆ ในต่างจังหวัดจะมีศักยภาพถึงขั้นที่จะผลิตยาขึ้นมาได้ ทีนี้พอเราไม่เชื่อเรื่องนี้แล้ว เราก็ไปต่อไม่ได้แล้วอ่ะ เพราะว่ายังไงก็ยังติดอยู่ที่ว่า สุขศาลานี่เก่งพอที่จะผลิตยาได้เลยเหรอ 

ส่วนประเด็นเรื่องการตั้งถามถึงจรรยาบรรณแพทย์กับผู้ป่วยที่เป็นพลเมืองชั้น 2-3 ของสังคม ก็เห็นชัดขึ้นมาแต่ว่ามันไปได้ไม่สุด ถ้าจะขยี้เรื่องนี้แรงๆ เพื่อให้คนดูยังเอากลับบ้านไปคิดต่อแล้วส่งแรงกระเพื่อมบางอย่างต่อสังคม ก็น่าจะเพิ่มมิติ เพิ่มรายละเอียดให้เหล่าคนไข้ผู้ยากไร้เหล่านั้นซะหน่อย ให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย นี่ก็ประชาชน นี่ก็มนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า บทละครเองก็ได้ทำหน้าที่ตัดสินคนเหล่านั้นไปแล้วว่าเป็นคนชั้นสองผ่านการยัดคำพูดใส่ปากหมอไปเลยว่า "คนพวกนี้ไม่มีประโยชน์อันใดในสังคม" โยนความคิดสำเร็จรูปให้คนดูไปซะแล้ว 

มุขล้อเลียนการเมืองก็มีได้ยินบ้างประปราย เช่น "ดูไบ" หรือ "112" แต่มันก็ผิวเผินมาก ซึ่งก็โอเคแหละ เพราะว่าละครปีนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาสายการเมืองจ๋าอยู่แล้ว 

จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจว่าประเด็นหลักๆ ของเรื่องเนี่ยต้องการที่จะตั้งคำถาม หรือโยนประเด็นเรื่องจรรยาบรรณของแพทย์, เรื่องชนชั้นในสังคม หรือว่าจริงๆ ก็เป็นเรื่องความรักธรรมดาๆ กันแน่ เพราะว่าละคอนมันยังพาเราไปไม่สุดในซักทาง ทั้งๆ ที่ด้วยธีมเรื่องหมอ คนไข้ โรงพยาบาลเนี่ยมันทำอะไรได้เยอะมาก จะไปทางผีเลยก็ได้ เป็นทริลเลอร์ สืบสวน หรืออะไรก็ได้ มันเป็นได้หมด แต่ว่าสุขศาลา ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นอะไรในซักอย่างเลย

ส่วนที่ชอบก็มีนะ เราชอบที่ออกแบบเอาไว้เป็นสององก์ คือความลับ และความจริง แล้วมาเล่นกับการเปลี่ยนรายละเอียดฉากในละครครึ่งหลัง อันนี้ทำได้ดี แต่ถ้าบทแข็งแรงขึ้นมากว่านี้อีกหน่อยก็จะยิ่งดีมาก 

ฉาก 
ในรายละเอียดฉากทำได้สวยดี แต่ว่ามันดูแบนราบแล้วก็เตี้ยไปหน่อย เราอาจจะชินเพราะละครปีหลังๆ ถ้าไม่มีสองชั้นก็จะมีเล่นกับ Perspective ไปเลย แต่ปีนี้ฉากมันมาแบนๆ เรียบๆ แล้วก็พวกพร็อพบางอย่าง เช่น เคาน์เตอร์นางพยาบาล เอาออกบ้างก็ได้ อย่างเช่นฉากที่หมอปวิธเข็นพัทธมาชมแสงจันทร์ แต่พื้นที่ฉากตรงนั้นยังมีเคาน์เตอร์ตั้งอยู่ มันก็เสียอารมณ์ไปนิดนึง แต่เราเข้าใจว่ามันคงลำบากมากถ้าจะยกเข้ายกออก ถ้าแก้ได้ก็แก้ละกัน

ไฟ
การออกแบบแสงทำได้ดี สามารถกำหนดอารมณ์ของเรื่องได้ แล้วก็มีรูปแบบไฟที่สร้างสรรค์เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่เรามีอยู่น้อยนิด แต่รอบที่เราไปดู (รอบ 5) มีปัญหาเรื่องการเฟดไฟอยู่เหมือนกัน คือจังหวะการเฟดเอาท์มัน 1-2-3 ชัดมากจนเราเดาทางออก หรือบางทีการเติมไฟก็วูบวาบมากไปหน่อย 

การแสดง 
หมอปวิธเล่นได้ดี แต่ในบางฉากก็จะดูโดดออกมาจากฉากไปเลย เหมือนกับพยายามอยู่คนเดียว รีแอ็คของตัวอื่นในฉากไม่ได้เท่ากับหรือมากกว่าหมอปวิธ มันก็เลยดูตลกๆ แล้วก็ คนดูหลายคน (ที่นั่งข้างๆ เรา) ยังแยกไม่ออกระหว่างพยาบาลวิภา กับพยาบาลนฤมล อาจจะด้วยรูปร่างหน้าตา ความสูงเท่ากัน ชุดก็ใส่เหมือนกัน เสียงก็คล้ายๆ กัน มันก็เลยจะสับสนนิดหน่อย 

เพลง
ตั้งแต่ปล่อยเพลง "คร่ำครวญ" ออกมาก็ประทับใจเลย เพลงเนื้อหาดีมาก แล้วก็เห็นกว่ากระแสต่อเพลงนี้ได้รับคำชื่นชมมาเยอะอยู่ ส่วนเพลงในเรื่องมันไม่ได้มีพื้นที่ให้โชว์เท่าไหร่ เพราะฉากมิวสิคัลมีแค่ 2-3 ฉากเอง แต่ชอบที่ออกแบบเพลงให้มันเข้ากับยุคสมัยนั้น มีสีสันและสนุกดี เห็นว่ามีคีย์บอร์ดเล่นสดอยู่ข้างหลังด้วย ชื่นชมจ้ะ

อื่นๆ ใดๆ 
นอกจากเรื่องข้างบน ส่วนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เช่นสูจิบัตรและของที่ระลึกดีมากเลย เข้ากับคอปเซ็ปต์แล้วก็มีประโยชน์ให้คนใช้กรอกแบบประเมินได้ด้วย น้องๆ น่าจะคิดมาดี (ใช่มั้ย 555) เรื่องการพีอาร์พูดไปแล้วว่ามันสุดยอดมาก นอกจากนั้นก็สวยงามตามสมควร 


ถ้านับตั้งแต่เราเข้าคณะมา เห็นละครคณะมาหลายเรื่อง ทุกๆ ปีมันก็จะมีพัฒนาการใหม่ๆ มาทำให้เราตื่นเต้นได้อยู่เสมอ วิธีคิด วิธีทำของแต่ละปีมันก็จะเป็นความทรงจำส่วนตัวของแต่ละปีที่ทำยังไงก็ไม่มีทางเหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างนึงก็คือความตั้งใจแล้วก็ความฝัน เราสร้างทุกอย่างขึ้นมาจากศูนย์จนกระทั่งถึงวันที่คนดูปรบมือให้กับฉากสุดท้ายของละคร ประสบการณ์ระหว่างทางตรงนี้จะทำให้เราเก่งและแกร่งขึ้น และคำวิจารณ์จากผู้ชมไม่ใช่หอกดาบที่ทิ่มแทง แต่เป็นใบมีดที่จะเหลาให้เราแหลมคมขึ้น ต้องเปิดใจ ยอมรับ และปรับปรุงตัวเองให้ได้ในทุกทีที่มีโอกาสนะ

ถ้าผ่านละครเวทีมาได้ เธอก็เป็นเด็กวารสารฯ ที่แข็งแกร่งคนนึงแล้วล่ะ ยินดีด้วย :) 



วงกฎ: ไม่ใช่ทางออก หรือไม่มีทางออก

วงกฎ, 2012 (A) 


ปกติจะไปดูละครนิเทศเหมือนเป็นธรรมเนียมเป็นหน้าที่ ยิ่งช่วงสมัยเรียนที่เราต้องทำละคร ยิ่งต้องไปดู ช่วหลังๆ มานี้ไปดูทุกปี (ยกเว้นปีที่แล้ว) แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่เราสนใจกับเนื้อหาละครที่ประชาสัมพันธ์ออกมา ดูแปลกตาแตกต่างจากละครนิเทศทุกๆ ปี ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจเพิ่มเติมให้ซื้อตั๋วไปดู และเมื่อดูจบก็ไม่รู้สึกว่าผิดหวังแต่อย่างใด

วงกฎเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแบบสมมติ (ที่ผู้สร้างออกตัวเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเล่นเลยว่าไม่ได้มีความตั้งใจจะไปพาดพิงหรือหมายถึงสิ่งใดเป็นพิเศษ นี่คือเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น) ณ เมืองวฤตต์ ประเทศที่ผู้สร้างใบ้ให้เราพอนึกภาพออกว่ามันคงจะเป็นหมู่เกาะอยู่แถวๆ เอเชียใต้ใกล้กับมัลดีฟส์ ประเทศที่ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ (หรือที่เรียกกันว่าคิง) ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ประชาชนอกอยากปากแห้ง และกำลังถูกไล่ที่เพื่อก่อสร้างอะไรซักอย่าง ทำให้ประชาชนไม่พอใจในผู้ปครอง และเริ่มออกมาเรียกร้องให้ผู้ปกครองเห็นใจและช่วยเหลือพวกตนบ้าง

ขนานกับเหตุการณ์ข้างบน "ธรรศ" ผู้บัญชาการทหารของวฤตต์ ร่วมกันกับ "พฤกษ์" วางแผนอย่างลับๆ ที่จะทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะเขามองเห็นข้อบกพร่องหลายอย่างในการบริหารบ้านเมืองของคิง หากแผนดังกล่าวสดใสเป็นจริงขึ้นมาได้ คิง ควีน และเหล่ารัชทายาทก็จะต้องคืนอำนาจ และลดลงมาเป็นสามัญชนคนธรรมดาทั่วไป และบ้านเมืองก็จะก้าวสู่การปกครองแบบใหม่โดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ 

แต่แผนของธรรศไม่เป็นไปดังหวัง ด้วยอะไรก็ตามแต่ ในวันที่เขากำลังจะลงมือเปลี่ยนการปกครอง เขากลับถูกกล่าวหาจาก "ญาดา" องค์รัชทายาทและคนรักของเขา ทำให้เขาต้องโทษจำคุกในข้อหา "ล่วงเกินองค์รัชทายาท" ชีวิตบทถัดไปของทรรศจึงไปเกิดขึ้นในคุก ซึ่งที่นั่น เขาได้เจอกับอาทิตย์ อดีตผู้นำฝ่ายบริหาร ที่ถูกเขาจับเข้าคุกด้วยข้อหากบฏ ทั้งสองได้พบความจริงบางอย่าง และร่วมมือกันที่จะทำการใหญ่ ล้มอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อเมืองวฤตต์อีกครั้ง

ในขณะที่นอกคุก ทุกฝั่งอำนาจต่างก็กำลังพยายามทำทุกอย่างที่จะรักษาอำนาจ หรือขึ้นไปสู่อำนาจให้ได้ ทางวัง ที่แม้คิงจิรัสย์วรทัตจะกำลังล้มป่วยด้วยอาการประหลาดที่ไม่หายขาดซักที แต่องค์ญาดารัชทายาทผู้เป็นลูกรักของพ่อ ก็ได้ลองใช้วิธีการ "แจกเงิน" เพื่อช่วยเหลือประชาชนแบบเฉพาะหน้าไปก่อน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ประชาชนลดความเคืองแข้นต่อผู้ปกครองลงมาแล้ว และอีกด้าน พฤกษ์ ก็ยังคงดำเนินการสานต่อความตั้งใจที่จะปฏิวัติล้มราชบัลลังก์ ด้วยเพราะเขาคิดว่า "ประเทศชาติรอไม่ได้แล้ว" 

ความซับซ้อนเกี่ยวพันกันของขั้วอำนาจ กับชื่อละคร "วงกฎ" เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดี ต้องชมการตั้งชื่อละครปีนี้เลยแหละที่เราเชื่อว่าคงคิดมาเยอะ คำว่า "วงกต" "วง" กฎ" มันวนเวียนเป็นวงกลม และให้ความรู้สึกที่มีความหมายทุกครั้งที่ได้อ่านหรือเห็น และมันก็ขมวดรวมละครทั้งเรื่องเอาไว้ได้ในคำเดียว รวมไปจนถึงฉากจบ ที่ถ้าเราย้อนกลับมานึกว่า อ๋อ นี่เรากำลังดูละครเรื่อง "วงกฎ" เราก็จะไม่แปลกใจในตอนจบที่เราได้ดูเลย 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบเห็นละครนักศึกษา/นิสิต ที่ให้ประเด็นบางอย่างที่ชวนให้คนดูกลับมาคิดทบทวนและมองออกไปในสังคมที่เราอยู่ อย่างตอนที่เราทำเอง เราก็ทำก็เขียนด้วยความคิดแบบนั้น (แม้ว่ามันจะออกมาแบบอ่อนและเบาบางมากก็ตาม) ดังนั้น กับ "วงกฎ" เลยต้องถือว่าแหวกขนบละครนิเทศเท่าที่ฉันเคยเห็นเคยดูมา ละครปีนี้กล้าที่จะเอาเรื่องหนักอย่างเรื่องการเมือง การปกครอบ ระบอบ และอำนาจ ขึ้นมาเล่าโดยยังรักษาจุดแข็งของความเป็นละครนิเทศคือฉากมิวสิคัล และความโรมานซ์เอาไว้ได้ และอีกอย่างที่ดีคือ ละครไม่ได้จะชี้นำหรือเข้าข้างสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษ ไม่ได้พยายามจะโน้มน้าวคนดูให้เข้าข้างใคร ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากและเรามองเห็นเหตุผลในทุกการเลือกตัดสินใจของพวกเขา คือเอาง่ายๆ ว่าไม่ได้มีใครดีสุดขั้วชั่วสุดขีด ทุกคนมีเหตุผลของตน และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนดูจะตัดสินเอาเองว่า เราควรเลือกที่จะเข้าข้างและสร้างทางออกให้กับเรื่องในแบบของตัวเองอย่างไร 

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เราชอบมากก็คือเพลงประกอบทั้งหมดที่เพราะเลอค่ามาก ดนตรีมีความหลากหลายแต่ก็ยังเข้ากับเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่อง และพออยู่ในฉากมิวสิคัลแล้วมันดูมืออาชีพมาก และอีกอย่างคือคอสตูมทั้งหมดทั้งมวล โดยเฉพาะของฝ่ายหญิงที่ดีงามมาก อยากจะติดต่อขอซื้อกระโปรงของอองซอมหญิงที่เล่นเป็นนางกำนัล

เรื่องมุขตลกปีนี้ก็ไม่ได้แพรวพราวมากเท่าไหร่  อาจด้วยเพราะแนวเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจริงจัง แต่ผู้สร้างแกก็ยังมีแก่ใจปั้นตัวละคร "สมควร" มากะเอาฮาและเบรคอารมณ์ผู้ชมไม่ให้ขมเกินไป แล้วก็ยังมีนักโทษสาวสองคนที่ผู้ชมจะชอบเป็นพิเศษ เราไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าจะเต้นอะไรขนาดนั้น (คือมันดูหลุดจากฉากนั้นไปเลย) แต่เราชอบในแง่ที่มันก็เป็นความสมจริงอย่างหนึ่งของฉากในคุกชาย ที่แน่นอนว่ามันคงไม่ได้มีแต่ผู้ชายอย่างเดียวหรอก เป็นอีกเรื่องที่ถ้าเอามาเป็นอีกประเด็นหนักได้เลยนะ เช่นเดียวกันกับการสร้างตัวละครผู้หญิงทุกคนในเรื่องนี้ให้มีบางอย่างที่ค่อนข้างจะก้าวหน้า และมีบทบาทมากในเรื่อง ซึ่งฉันว่าผู้สร้างน่าจะตั้งใจ

จะมีติดอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องเสียง ที่มันยิ่งเป็นปัญหามากกับวงกฎเพราะว่าละครดำเนินเรื่องด้วยไดอาล็อกเสียเป็นส่วนใหญ่ (ฉากมิวสิคัล โชว์พลังอองซอมมีน้อยมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ) ดังนั้น ในหลายฉากโดยเฉพาะฉากสำคัญ ผู้ชมมีโอกาสที่จะตามเรื่องไม่ทัน หรือไม่เข้าใจความคิดของตัวละครนั้นไปเลย (คุณพี่ที่นั่งข้างๆ ฉันต้องหันไปถามลูกสาวข้างๆ บ่อยมากว่าเมื่อกี๊เค้าพูดอะไรนะ เอาจริงๆ บางฉากฉันก็ฟังไม่รู้เรื่อง) บวกกับ Blocking ในบางฉากที่ไม่ช่วยให้เสียงมันออก, ไมค์ดันไปรับเสียงของตัวละครที่ไม่ใช่ตัวสำคัญในฉากนั้นมากกว่า เช่นฉากที่คิงแกครางๆ ร้องไห้อยู่บนเตียง กลายเป็นเสียง Ambience ที่คนดูมองหาว่ามันคือเสียงอะไร เพราะมันดังและเด่นมาก ฉันเดาเอาว่า ถ้าแก้ Blocking และนักแสดงโปรเจ็คต์เสียงออกมามากกว่านี้ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง (แต่ก็เห็นใจนะเพราะว่าโรงละครใหญ่มาก ถ้าเทียบกับหอเล็ก ของละคอนวารสารฯ เราแล้วมันเล็กกว่ากันเยอะเลย) 

ส่วนรอบที่เราดู (รอบ 6) มีคิวลั่น, ผิดคิว เอฟเฟ็คต์พลาดเยอะมากจนสามารถเปลี่ยนฉากเคร่งเครียดให้ตลกได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่จนใจ เชื่อว่าพยายามกันเต็มที่แล้วแต่หน้างานอะไรมันก็เกิดขึ้นได้จริงๆ แต่ก็ชื่นชมที่แก้ไขสถานการณ์กันได้ดี โดยเฉพาะไหวพริบและแอ็คติ้งของน้องที่เล่นเป็น "เรือนอำไพ" นั้นช่วยละครเอาไว้ได้เยอะ 

รู้สึกโอเคมากกับละครนิเทศปีนี้ ชื่นชอบ ชื่นชม เป็นกำลังใจให้ และปรบมือให้ดังๆ เลย


ปล. ส่วนเจ้า "ธรรศ" พระเอกของเรื่อง เธอเปล่งประกายมากจริงๆ ภูมิใจในตัวเธอ แต่ถ้ากล้ามเธอจะล่ำกว่านี้อีกหน่อยคงจะดูเป็นทหารหาญมากกว่านี้นะ :P