Showing posts with label Workshops. Show all posts

Social Media For Creative Artists Workshop Part 2 : เนื้อหาล้วนๆ


สืบเนื่องจากบล็อกที่แล้ว กลัวมันจะยาวมาก เลยยกภาควิชาการ แบบไม่สรุป ไม่อีดิท ใดๆ ทั้งสิ้นมาไว้ในบล็อกนี้ สิ่งที่ท่านได้อ่านคือเลคเชอร์ดิจิตัลของฉันที่พิมพ์ยิกๆ ระหว่างการอบรม ดังนั้นถ้ามันจะดิบถ่อยอย่างไรขอได้โปรดอภัยกวางน้อยตัวนี้ด้วยเถิด (โห กล้าเรียกตัวเองเป็นกวาง 555)

ใน Workshop จะแบ่งออกเป็น 4 หรือ 5 Session (ที่มีคำว่าหรือเพราะว่าไม่แน่ใจว่ามันเท่าไหร่กันแน่ แฮ่ๆ) เนี่ยแหละ โดยจะไล่ไต่ลำดับความเข้มข้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงแรกที่เป็น Overview ให้เราเห็นภาพรวม ของ Social Media เห็นเทรนด์ และความเป็นไปในปัจจุบัน แล้วเมื่อเราเข้าใจสื่อตัวนี้มากขึ้นแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงที่ว่า แล้วเราจะเอามันมาเชื่อมโยงกับ Portfolio ของเราได้ยังไง มันจะมีประโยชน์และช่วยเราได้มากแค่ไหน จนสุดท้าย คือช่วงของการลงมือคิดและทำ ระดมสมองจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพื่อให้ได้แผนการใช้ Social Media ในการโปรโมทตัวเอง, ผลงาน, สินค้า, บริการ ฯลฯ ตามสไตล์คนสายครีเอทีฟ

ส่วนความคิดเห็นเล็กน้อยของฉันต่อ Workshop นี้ คือจากที่เคยได้ไปนั่งฟัง Session ที่เกี่ยวกับเรื่อง Social Media และ Digital Marketing มาบ้างเล็กน้อย (ย้ำว่าเล็กน้่อยจริงๆ) รู้สึกว่าในห้อง Workshop ห้องนี้มีความแตกต่าง เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้าฟังหัวข้อประมาณนี้จะเป็นคนที่มาจากสายธุรกิจ มาร์เก็ตติ้ง หรือแม้กระทั่ง HR แต่รอบนี้ประชากรส่วนใหญ่ในห้องล้วนเป็นพลเมืองสายครีเอทีฟ ทั้งดีไซน์เนอร์ ก๊อปปี้ไรท์เตอร์ ครีเอทีฟ ฯลฯ เพื่อนๆ พี่ๆ บางท่านเองก็เพิ่งสมัครเป็นสมาชิก FB หรือ ทวิตเตอร์ด้วยซ้ำ ยิ่งพอเมื่อได้ทำงานกลุ่ม พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็เลยได้เห็นมุมมองของคนสายครีเอทีฟที่มีต่อเทคโนโลยี เห็นเทคนิควิธีคิดหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ ไอเดียพลุ่งพล่าน กิมมิคเพียบ แต่ก็ถ้อยทีถ้อยทาศัยและเล่นไปตามเกมของโลกดิจิตัล ตรงนั้นล่ะที่ฉันรู้สึกว่า ห้องเรียนห้องนี้ไม่ธรรมดา

 มาเข้าห้องเรียนนี้ไปด้วยกันค่ะ :)


Session 1: Get to know Social Media
(ช่วงนี้จะเป็น Bullet สั้นๆ เป็นทิปเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับโลกออนไลน์)

- สำหรับมือใหม่หัด Social Media ไปที่สองเว็บนี้เลย
      - www.faceblog.in.th
      - www.Socialbakers.com

- facebook ไม่ใช่หน้าข่าว แต่เป็น community ต้องทำให้คนรู้สึกว่าอยากเข้ามาคุยกันในนี้

- อย่าอัพเดตบ่อยเกินไป มันจะ flood

- การที่เพจที่คุณเอซดูแลมีอยู่เพียบ เช่น จาก Portfolios*Network มาสู่ Creativejobsthailand เป็นเพราะว่าเนื้อหา และกลุ่มเป้าหมายต่างกัน การยัดเยียดสารที่เป้าหมายไม่ต้องการ ก็เสี่ยงต่อการโดน unlike, unfriends, unsubscribe ได้

- ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การโพสต์ (โดยทั่วๆ ไป) คือ 9-11 โมง และ ห้าโมงเย็นเป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงใกล้เลิกงาน คนเริ่มไม่โฟกัสกับงาน

- แต่ถ้าเป็นคนในสาย creative จะคึกคักช่วงห้าทุ่มเป็นต้นไป แปลกประหลาดไปจนถึงตีสี่ มันไม่เป็นเวลาจริงๆ

- เราต้องรู้ว่า target เรามีพฤติกรรมแบบไหน เพื่อให้ง่ายทั้งต่อการเลือกเนื้อหาที่จะโพสต์ และเวลาที่โพสต์

- Avatar ของเพจเรานั้นสำคัญมาก จะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น

- ทำตัวเป็นเหมือนแหล่งช้อปปิ้ง เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้คนเข้ามาเลือกซื้อ หาสิ่งที่เขาจะเอาไปทำต่อ

- Quality vs Quantity ... ได้สมาชิกจริง แต่ไม่ได้ลูกค้า

- stop begging อย่าเอาเพจตัวเองไปโพสที่เพจใหญ่ มันดูน่าสงสาร

- twitter for beginner เข้าไปที่ twitter.kapook.com / thaifollow.com / mashable

- web 3.0 ข้อมูลมันจะวิ่งเข้ามาหาเรา หรือมันคิดได้เองว่าเราอยากรู้อะไร เป็นเว็บในอนาคต ซึ่งทวิตเตอร์มันเกือบๆ แล้ว

- klout สำหรับเช็คตัวเองว่าประสิทธิภาพของเราบน Social Media เป็นอย่างไรบ้าง

- understand Behavior, not technology

Session 2: Online Self Promotion, How to?

องค์ประกอบของ Portfolio ที่ดี
1. ผลงาน
2. contact ว่าจะสามารถติดต่อได้อย่างไร
3. ประวัติของเรา ทำอะไรมาบ้าง ลูกค้าคือใครบ้าง สร้าง Reputation ของเรา
4. Blog จะมาเล่า Process ความคิด ขั้นตอนในการทำงานเป็นอย่างไร
5. ข้อมูลการอบรม การเรียนการสอน การสัมนา ที่เราเคยไปสอน ไปบรรยาย จะช่วยเพิ่มความดูเป็น expert ให้คุณ

- Portfolio is not online photo sharing

- Behance.com = Online Portfolio ลูกค้าและดีไซเนอร์ระดับอินเตอร์ แต่ยังไม่ได้ลูกค้า หรือเพื่อนที่เป็นคนไทยมากนัก http://www.behance.com

SEO = ทำคีย์เวิร์ด + ชื่อเว็บ เพื่อทำให้คนสามารถเข้าถึง และหาเจอเว็บเราได้

Session 3: Welcome to digital culture! 
by K.Surasak Lhuengusakul

We must use digital Tools
* Social Media

* Deal
* Blog
* Application/Game
* Location Base
* Video Channel
* Internet Tv
* Mobile

People are now in digital era!!
เพราะ digital culture ทำให้ทุกคนยกมือได้ง่าย ดังนั้นทุกคนก็เลยต่างยกมือ สิ่งที่จะทำให้เราโดดเด่นได้ คือ Content ที่เราต้องทำก็คือ ให้ Value กับ content ของเรา

Developing Content "ต้องสามารถสร้างอะไรบางอย่าง แล้วรู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน"

Step1: Content Objective

Who = Target Audiences

Insights = To draw target audiences attention! คนที่เราอยากจะคุยกับเขา สนใจเรื่องอะไร

Case>> Angry Whooper by Burger King

Step2: Type of Content

Values มีสองแบบคือ
Functional - Emotional ทั้งสองมีผลที่จะทำให้คนส่งต่อ แชร์ต่อ บอกต่อ

Step3: Content Tools

* Text: Blogging/ Advertorial/ News/ Tweet/ Quote
* Image: Photo/ Screenshot/ Spy-Shot/ Fan photo
* Sound: Songs/ Voice clip/ Podcast/ Radio
* Video: Commercial/ Viral/ Review/ Interview/ Channel
* Interactive (2 ways communications): Game/ AR/ Application/ Quiz = web2.0 เช่น สร้างวิดีโอ ที่ทิ้งคำถามไว้ช่วงท้าย เช่น "ถ้าเป็นคุณ จะทำอย่างไร" ก็ทำให้เกิด Interaction ได้แล้ว

Step4: Rules of thumb
* Relevant to target audiences' interests and BRAND ต้องเกี่ยวข้องกับความสนใจของทาร์เก็ต
* Valuable Provide value to Target audiences
* Sociable Easy to spread into Social media สร้างให้เกิด conversation ขึ้นในสังคม

Step5: Content Launching
Put Outstanding content to outstanding people who interested your content >> ต้องวางในที่ๆ ทาร์เก็ตเราอยู่ และพึ่งพา Influencer

- scoop.it >> Influencer จะใช้งานตรงนี้เยอะ

- Be outstanding when they are searching >> GOOGLE is 83.82% Market share

case>> กรุณาฟังให้จบ ของพี่แช่ม แช่มรัมย์ ใช้พลังของ Search Engine เป็นกระแสจากนอกเมืองสู่ในเมือง ทำให้ยอดวิวใน Youtube สูงสุดในบรรดา mv ด้วยกัน, โฆษณาไทยประกันชีวิต 25% comes from 'SEARCH'

Step6: content Conversation
สร้างให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดการกระจาย >> แล้วก็ได้สื่อออฟไลน์มาช่วย

case>> คันหู, สมาคมมุขเสี่ยว, คำผวน เพราะ คนอยากเข้ามาแชร์ของๆ ตัวเอง

- อยากให้คนเข้ามา complain ที่เพจ เพราะว่าเราสามารถควบคุมได้

- เว็บไซต์ Thaitrend สำหรับตรวจสอบ conversation

Step7: Content Relationship
มีความผูกพัน ถ้าเขาชอบเรา เขาจะบอกต่อ

case>> Room39

Step8: Content Measurement

* Reach ถึงใครบ้าง
* Participation
* Sharing
* Effectiveness

Check at = google analytics/ hootsuit/ bit.ly 

Session4: DIY-SM workshop
(เข้ากลุ่มทำงาน ตามที่ได้พล่ามเอาไว้เมื่อบล็อกที่แล้ว)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



สรุปโดยสั้น การจะทำการตลาดในโลกออนไลน์ให้ได้ดี ก็คือ

Give value
which relevant
to target audiences




Social Media For Creative Artists Workshop Part 1 : ประสบการณ์ล้วนๆ

เมื่อวันอาทิตย์ (18 September 2011) ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเวิร์กชอป Social Media for Creative Artists เป็นส่วนหนึ่งของ "การชุมนุมทางความคิดประจำปี หรือ Creativity Unfold, 2011" (#Cu2011) คิดว่ามีประโยชน์ดี ก็เลยมาบันทึกเอาไว้ในบล็อกเผื่อจะมีประโยชน์กับใครต่อใครบ้าง


ย้อนความไปที่การสมัครก่อน คือจริงๆ ตัว Creative space workshop ที่จัดขึ้นทั้งหลายแหล่เนี่ย เราสามารถเข้าร่วมได้ฟรี แต่ทางผู้จัดเขากำหนดกติกาเอาไว้นิดหน่อยว่า คุณจะต้องจ่ายเงินมัดจำกันเบี้ยวเอาไว้ก่อน 1000 บาทสำหรับคนทั่วไป และ 500 บาทสำหรับนักเรียน นักศึกษา แล้วถ้าคุณเข้าร่วมกิจกรรมจนจบ ก็จะได้เงินคืนไปเต็มๆ เป็นวิธีการที่ได้ผลดี เพราะเท่าที่ดูจากในห้องเรียนที่เราเข้า คนมากันแน่นห้อง และส่วนใหญ่ก็อยู่กันจนจบ


พอได้รู้ข่าวเรื่องกิจกรรมนี้ก็รีบเปิดหา Workshop ที่น่าสนใจที่มีให้เลือกหลายแขนง เช่น ด้านการทำหนังสือก็อยากเข้าของ Computer Arts (สมัครไม่ทัน ฮือออ) ด้านหนังก็มีของเป็นเอก ว่าด้วยหนังใหม่ของแก "ฝนตกขึ้นฟ้า", Third Class Citizen ของพี่เต๋อพี่ต่อก็มาในหัวข้อ "อินดี้แต่แมส" สุดท้ายหาที่ลงตัวได้ก็คือ SM for creative artists อันนี้แหละ ส่วนวิธีการสมัครไม่ค่อยเข้าใจมาก เพราะฝากเพื่อนที่ทำอยู่ TCDC ช่วยสมัครให้ ก็ต้องขอบพระทัยมา ณ ที่นี้ด้วย :)

ตัดภาพมาที่ Workshop เลยละกัน กิจกรรมเริ่มต้นตอนบ่ายโมงตรง หนุ่มสาวก็ทยอยมาลงทะเบียนกันให้คึกคัก ทุกคนแบกโน๊ตบุ๊กมาคนละตัว (เป็นกติกาที่เขากำหนดเอาไว้) จากนั้นก็มาจับจองที่นั่งที่เขาจัดเอาไว้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ 8 กลุ่ม นั่งโต๊ะไหนก็จะได้ทำงานร่วมกับคนที่เผลอมานั่งโต๊ะเดียวกันนี่หละ

รอไม่นานกิจกรรมก็เริ่ม วิทยากรในช่วงแรกคือคุณ ธนบูรณ์ สมบูรณ์ (@aceimage) เจ้าของเว็บ Portfolios.net ที่พึ่งของคนสายครีเอทีฟในเมืองไทย การบรรยายในช่วงนี้จะเน้นเรื่องประสบการณ์ของวิทยากรมากกว่า เพราะเท่าที่ฟังคุณเอซแกก็คลุกคลีตีโมงและผ่านโลกดิจิตัลมาพอสมควร จนตกผลึกและเกิดเป็นไอเดียที่ทำให้เกิดเว็บอย่าง Portfolios.net รวมไปถึงเว็บไซต์ แฟนเพจ และแคมเปญในโลกดิจิตัลอีกเพียบ


จบในส่วนของคุณเอซ พิธีกรก็ประกาศว่า พัก 15 นาทีนะคะ มีของว่างทานกันได้เลย เฮ้ย! เรียนฟรีมีของกินด้วย งานนี้ดีจริง ว่าแล้วฉันและคุณป๊อป (ผู้ที่รู้จักกันแบบบังเอิญจากทวิตเตอร์) ก็ไปต่อแถวโซ้ยของว่างกาแฟซะหน่อย เอาให้อิ่มทั้งสมอง อิ่มทั้งท้องไปเลย


จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของวิทยากรรับเชิญ คุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล (@jexep) มาสรุปรวบรัดแนวคิดเพื่อให้เราเข้าใจ Digital Culture ดียิ่งขึ้น ก่อนที่เราจะกระโดดลงไปเล่นกับมัน โดยคุณจิ๊บได้ยกตัวอย่างเคสที่ดังๆ ทั้งในระดับเมืองไทยและระดับโลกมาประกอบการบรรยาย บรรยากาศคล้ายการนั่งเรียนวิชามาร์เก็ตติ้งที่อาจารย์พูดเก่งๆ


จบช่วงอาจารย์สอน ก็ต้องลงมือคิดและทำจริง เจ้าโต๊ะที่นั่งกันเป็นกลุ่มๆ ได้ใช้งานก็คราวนี้ แต่ละกลุ่มจะต้องเสนอเรื่องที่อยากจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการช่วยโปรโมท เพื่อให้เป็นที่รู้จัก โดยใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาสองสามชั่วโมงให้เต็มที่ กลุ่มเราได้ไอเดียจากพี่คนนึง เสนอเกี่ยวกับเรื่อง "ดินเดินทาง" คือพี่เค้าทำธุรกิจเกี่ยวกับเซรามิค และจากประสบการณ์ที่ได้เห็นในอเมริกา ที่นั่นค่อนข้างจะส่งเสริมให้เด็กๆ ได้จับดิน เล่นดินที่เป็นดินจริงๆ ไม่ใช่ดินสังเคราะห์อย่างดินน้ำมันและอื่นๆ พี่เค้าก็เลยลองคิดดูเล่นๆ ว่า งั้นเราน่าจะทำเป็นบริการเอาดินไปให้เด็กๆ เล่น ให้ปั้นกันให้เต็มที่ จากนั้นเราจะเอามาเผา มาเคลือบ แล้วก็ส่งให้เด็กๆ เป็นที่ระลึก

เราว่าน่าสนใจมากเพราะธุรกิจนี้มันเล่นได้จากหลายแง่ คือจะพูดในเชิงว่ามันเป็นสื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ เป็นการส่งเสริมทฤษฎีการเรียนรู้ของเด็กก็ได้ เอาเรื่องธรรมชาติมาจับก็ได้ มุมของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ได้ คือเอาจริงๆ ถ้าเอาโปรเจ็คต์มาเหลาให้คมๆ ล่ะก็น่าจะรุ่งได้ไม่ยากนะ



ทีนี้กลุ่มเราก็เริ่มระดมสมองกันว่า แล้วจะเอาโปรเจ็คต์นี้มาเล่นกับ Social Media ได้ยังไง ต่างคนก็ต่างเสนอกันมาหลายทาง อาจจะมีหลงประเด็นไปบ้างเพราะเราไปเสียเวลากับคอนเซ็ปต์ของธุรกิจมากไปหน่อยจนไม่มีเวลามาคิดเรื่องวิธีการสื่อสาร แต่ถ้ามองข้ามเรื่องนั้นไป ฉันว่ามันดีมากที่ได้ฟังความเห็นจากเพื่อนร่วมกลุ่มที่หลากหลาย ทุกคนมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ที่พร้อมจะแชร์ น่าเสียดายที่มีเวลาให้คุยกันน้อยไปหน่อย

หมดเวลาการประชุมกลุ่มก็ต้องออกไปนำเสนองานหน้าห้อง มีเวลานำเสนอกลุ่มละ 2 นาที (โฮ่ย!) เมื่อครบทุกกลุ่มวิทยากรทั้งสองท่านก็เลือกโปรเจ็คต์ผู้ชนะ ได้รางวัลเป็นคำแนะนำคอนซัลต์จากคุณเอซ 2 ชั่วโมง ซึ่งโปรเจ็คต์นั้นก็คือชุมชนคนรักหนัง Movie Museum ของกลุ่มที่นั่งข้างหลังเรา :)


จบงานอย่างเป็นทางการ กลุ่มฉันก็มีการแลกเบอร์แลกนามบัตรกันให้คึกคัก ไอ้เราไม่มีนามบัตรกับเขาก็เขียนชื่อเขียนเบอร์ไปตามเรื่อง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีโอกาสได้ติดต่อกันอีกหรือเปล่า อย่างไรเสียครั้งหนึ่งเราเคยได้ร่วมโต๊ะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ดวงชะตาเราคงต้องกันไปแล้วล่ะ ^^

พล่ามแพล่มมายาวเหยียด ทั้งหมดนั้นคือลำดับซีเควนซ์สิ่งที่เกิดขึ้นใน Workshop นะคะ ที่จะได้อ่านในบล็อกลำดับถัดไปคือเลคเชอร์ที่เราพิมพ์ไว้ล้วนๆ (Workshop ยุคดิจิตัลนี่นะ ก็ต้องบันทึกแบบดิจิตัล ฮี่ๆ) อ่านรู้เรื่องไม่รู้เรื่องอย่างไรก็ขอได้โทษสกิลชวเลขของข้าเจ้าด้วย

ขอให้ทุกท่านอิ่มเอมกับการเรียนรู้ :)