Showing posts with label travel. Show all posts

เที่ยวญี่ปุ่นช่วง Golden Week ก็ไม่ได้แย่นะ


เนื่องจากตอนจองตั๋วไปญี่ปุ่นรอบนี้ เป็นการจองช่วงโปรโมชัน ไม่มีเวลามาศึกษาหาข้อมูลอะไรเลย เปิดปฏิทินไทย เห็นวันหยุดยาวๆ เพิ่มวันลาเข้าไปอีกนิดหน่อย เอาเว้ย ได้หลายวันอยู่ ก็คลิกจองเรียบร้อย ก่อนจะมารู้ว่า ช่วงที่เราไปนั้น มันตรงกับช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ของชาวญี่ปุ่นเขาพอดีพอดิบ จริงๆ มันคือวันที่ 3-6 พ.ค. แต่เนื่องจากมันติดวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ ด้วย เลยอาจจะนับตั้งแต่วันที่ 2 ลากยาวไปถึง อาทิตย์ที่ 10 พ.ค. เลยก็ได้ (ปี 2558)

นั่นมันทั้งทริปกูเลยนะ!

ก่อนไปจึงโดนไซโคอย่างหนัก ทั้งจากสิ่งมีชีวิต คือเพื่อนฝูง ที่พร้อมใจกันกดดันว่า มึงเที่ยวไม่สนุกแน่ๆ เพราะคนมันจะเยอะ เยอะมาก เยอะที่สุด เหมือนมึงเป็นตัวมอดดิ้นรนอยู่ในถังข้าวสารอย่างนั้นแหละ ไม่มีที่จะเดินเลย ไปฝึกวิชาลอยตัวก่อนดีมั้ย

อีกทางคือจากสิ่งไม่มีชีวิต คือไอ้พวกระบบจองบัตรล่วงหน้า ที่มองไปทางไหนก็เต็ม ยิ่งตอนจองบัตร Express เพื่อเข้า Universal Studio Japan ที่โอซาก้า แม่งเหลืออยู่วันเดียวคือวันที่ 2 พ.ค. ส่วนวันที่ 3-6 นั้นเต็มแบบถ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์มันแตกได้มันคงแตกไปแล้ว

ชิบหาย แพนิกสุดๆ ถึงกับต้องไปพนมมือขอกับกระดูกแม่ ให้ช่วยเคลียร์ทางให้หน่อยเวลาจะเดินทาง จะได้ไม่ต้องพบเจอคนเยอะมาก (แม่มึงเป็นตำรวจจราจรเหรอ อีห่า)

แต่ก็นะ ตั๋วมันจองไปหมดแล้ว จะเปลี่ยนก็คงทำไม่ได้ ต้องเดินหน้าลุยสถานเดียว จึงไปเที่ยวทั้งๆ ที่แม่งเป็นอาทิตย์ดอกทองอย่างนั้นแหละ และเมื่อกลับมา ก็พบว่า เฮ้ย มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น 

ดังจะสรุปไว้เป็นข้อๆ เนื่องจากขี้เกียจเรียบเรียง



1. คนเยอะจริง เพราะมันเป็นวันหยุด แต่มันเป็นวันหยุดของญี่ปุ่นไง ไม่ใช่ของประเทศอื่น มันเลยเยอะไปด้วยคนญี่ปุ่น คนจีนไม่ค่อยเห็น คนไทยไม่ค่อยเจอ (อาจจะเป็นด้วยที่ที่เราไปเที่ยวด้วยแหละมั้ง) ความโหวกเหวกจนเกินงามตามฉบับไทยจีนจึงไม่ค่อยเจอ เจอแต่คนรีบๆ เดินเร็วๆ คนแก่ เด็ก และคู่รัก

2. ถ้าไม่ชอบเด็ก อาจจะไม่เหมาะกับการเที่ยวช่วงนี้ เพราะเด็กเยอะ เป็นช่วงที่ผู้ปกครองพาเด็กออกไปเที่ยว ส่วนหนึ่งเพราะมันตรงกับวันเด็ก และวันแม่ ของญี่ปุ่นด้วย

3. ทั้งทริปเจอเด็กเปรตแค่คนเดียว บนเรือเฟอร์รี่กลับจากนาโอชิมา เป็นเด็กชายญี่ปุ่นสองคน มากับพ่อแม่ครบ แม่งเป็นพี่น้องเล่นกันไง คนพี่ไม่เท่าไหร่เพราะโตแล้ว แต่คนน้องน่าจะราวสามขวบ พอเล่นกับพี่แล้วสะใจก็กรี๊ดออกมา แล้วมึงสะใจถี่มาก กรี๊ดเหมือนเจอไอดอล AKB48 บางทีแม่งก็ครางเหมือนจะร้องไห้ แต่พอหันไปดูคือเป็นการส่งเสียงแสดงความพึงพอใจของน้องเค้า มองไปที่โอก้าซัง นางก็เล่นโทรศัพท์อยู่ คุณแม่ มึงเงยหน้ามามองโลกบ้าง คนเค้ามองมึงทั้งเรือแล้วค่ะ

4. นอกนั้นแล้ว เป็นเด็กที่โอเค ก็ซนตามวัย แต่ดูท่าทางดูแลตัวเองได้ ไม่โยเย ไม่เป็นภาระ แก้มแดงน่ารักกันแทบทุกคน


5. เราเจอคนไม่เยอะมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราดันไปเที่ยวเมืองที่เขาไม่ค่อยไปเที่ยวกัน ไปเมืองออนเซ็นบ้านนอก เจอแต่คนญี่ปุ่นล้วนๆ, ไปฮิโชิมา มีแต่คนญี่ปุ่นและฝรั่ง, นาโอชิมา มีแต่ครอบครัว คนแก่ และฝรั่งท่าทางฐานะดี วันที่เข้าโอซาก้าและโตเกียวเท่านั้นแหละ ที่ได้ประสบภัยคนเยอะตามสถานีรถไฟ และห้าง ส่วนร้านอาหารทั่วไปก็ไม่ได้คนเยอะ ต้องต่อคิวครั้งเดียว คือตอนไปกินโอโคโนมิยากิ ที่ฮิโรชิมา แล้วคนญี่ปุ่นจากต่างเมืองทุกคนก็คิดแบบเรา เลยต้องต่อคิวร่วมกับคนญี่ปุ่นนับร้อย แต่ก็เป็นแถวที่มีระเบียบดี และเข้าบริหารจัดการดี ทำให้ไม่ได้ต้องรอนานนัก

6. วันที่กังวลที่สุด คือตอนไป USJ แต่พอเอาเข้าจริง มันก็เป็นปริมาณคนระดับมาตรฐานที่เราจะเจอตามธีมปาร์คนะ ยิ่งพอซื้อบัตร Express เข้าไป ยิ่งสบายมากๆ ไม่ต้องรอเลย เล่นครบได้ภายในเวลาครึ่งวัน

7. ส่วน Harry Potter ที่ต้องกดบัตรคิวเข้า ทีแรกเราไม่ได้กะจะไปกด เพราะว่าซื้อบัตร Express มาแล้ว ได้ทำการเลือกรอบเข้าในเว็บไซต์ไปแล้ว (ซึ่ง ณ วันจอง มันเหลือรอบเดียวคือ 19.00 น. เย็นมากกก) แต่ซักสิบเอ็ดโมง เดินเล่นไปจนถึงตู้ที่เขาให้กดจองรอบเข้าแฮร์รี่ เลยไปใช้สิทธิ์บัตรแบบธรรมดาลองกดเข้าไปดูหน่อย ปรากฏว่าได้รอบ 13.10 น. อ้าว ก็คนไม่เยอะหนิ (เคยเห็นรีวิว บางคนมากดแต่เช้า ได้รอบ 17.00 น.) เลยเป็นโชคดี ได้เข้าแฮร์รี่สองรอบ กลางวันและกลางคืน สาแก่ใจไปเลย

8. ที่ไม่ดีของโกลเด้นวีคก็มี คือ รถไฟเต็ม ทีแรกตั้งใจว่าจะตีตั๋วรถนอน Sunrise Seto จากทาคามัทสึเข้าโตเกียว อุตส่าห์ไปจองตั๋วตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง พนักงานบอกว่า ตั๋วขายหมดไปนานแล้ว เพราะมันตรงกับโกลเด้นวีคนะมึงนะ อีโง่ (คำหลังเดิมเอง) เลยต้องเปลี่ยนแผนด่วน จองโรงแรมเพิ่มหนึ่งคืน แล้วนั่งชินคังเซนเข้าโตเกียวแทน

9. ชินคังเซนก็เต็มเหมือนกัน แต่ก่อนขึ้นชินคังเซนนี่สามารถเลือกที่นั่งได้อย่างมีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว เพราะมันโล่งมาก นั่งสบาย ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาเห็นสภาพชินคังเซนเหมือนรถเมล์สาย 542 ที่เต็มหมดทุกที่นั่ง และมีคนยืนจับราวตามทางเดินไปตลอดทาง

10. พอเราเริ่มปรับตัวได้ เลยจะไปรอก่อนรถไฟมาประมาณ 5-10 นาทีก่อนทุกครั้ง เพื่อต่อคิวไว้ก่อน เอาให้แน่ใจว่ากูต้องได้นั่งแน่ๆ ซึ่งก็ไม่เคยมีปัญหาเลย ได้นั่งตลอด เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยวไกจินอย่างเรา

11. ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทุกอย่างเปิดทำการหมด แถมทุกร้านมีโปรโมชัน Golden Week Sale กันถ้วนหน้า ไม่รู้ว่าแม่งติดป้ายหลอกรึเปล่า แต่เราผู้เป็นทาสการตลาด เห็นป้ายแดงที่ไหน วิ่งเข้าใส่ทุกที่ และเท่าที่ดูราคามันก็ถูกนะ บางร้านลด 50% เลยด้วย (แต่ต้องทำใจกับการต่อคิวจ่ายเงินนิดนึง เพราะแถวมันยาวมาก)

12. ที่พักดูเหมือนจะหายาก แต่ก็พอหาได้ อย่างตอนที่ต้องจองโรงแรมเพิ่มอีกคืน ในใจคิดว่าแม่งต้องไม่มีเหลือว่างแน่ๆ แต่พอเช็คดู อ้าวก็ว่างหลายที่ แถมราคาถูกกว่าตอนจองมาทีแรกซะอีก

13. อากาศดี แดดแรง ท้องฟ้าสวยทุกวัน เจอฝนตกหนึ่งวัน มืดๆ ครึ้มๆ อีกสองวัน นอกนั้นแดดล้วนๆ ถ่ายรูปสนุกมาก ตัวก็เกรียมมากเช่นกัน (ไม่รู้โดยทั่วไปเป็นแบบนี้ทุกปีรึเปล่านะ)

14. งานเทศกาลเยอะมาก ที่เจอเองก็เช่น Castle Festival ที่ฮิเมจิ (เห็นน้องขวัญแก้วไป ปราสาทโอซาก้าก็มีงาน) มีงานเทศกาลดอกไม้ที่ฮิโรชิมา พอเข้ามาโตเกียว ก็มีงานแห่ศาลเจ้าที่อากิฮาบะระ และอาซากุสะ สนุกเราสิ


โดยสรุป ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวตามเมืองใหญ่ เน้นแลนด์มาร์ค กินอาหารร้านดัง การไปเที่ยวช่วงโกลเด้นวีค มันไม่ได้เลวร้ายเลยนะ อย่างที่บอกว่า ที่เยอะมันคือคนญี่ปุ่น มันจึงไม่จอแจมากเท่าไหร่ และคนมันเยอะก็จริง แต่เขาก็ไม่ได้มายุ่งอะไรกับเรานะ (คนญี่ปุ่นเขามีความเป็นส่วนตัวของเขาอยู่เยอะ) มันก็เลยต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างใช้ชีวิต เราแค่อย่าไปเป็นภาระเกะกะเขา เท่านั้นก็น่าจะพอ


ปีหน้าถ้าให้ไปช่วงโกลเด้นวีคอีกก็ไปนะ สำหรับเราไม่มีปัญหาเลย




JP14 EP.17: Namida - น้ำตา

17.
涙
NAMIDA น้ำตา 


"ที่นี่ดีจัง รู้สึกเหมือนอยู่ Top of the world..." 

Mount Wakakusa (若草山 Wakakusayama) อยู่ตรงกลางระหว่างที่เที่ยวสำคัญของนาราสองแห่ง คือวัดโทไดจิ และศาลเจ้า Kasuga Shrine มีความสูงประมาณ 350 เมตร ทำให้เขาแห่งนี้เป็นอีกที่ท่องเที่ยวที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองนาราได้ ตัวภูเขาเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนได้ 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงซากุระบาน และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (แหม ช่วงพีคทั้งนั้น) เพื่อรักษาหญ้าที่ขึ้นบนภูเขาไม่ให้ถูกทำลายจากการท่องเที่ยวที่หักโหม จากนั้นในวันเสาร์ที่สี่ของเดือนมกราคมของทุกปี ทุ่งหญ้าบนภูเขาก็จะถูกเผา ในเทศกาลย่างภูเขา Wakakusa Yamayaki (山焼き) โดยพอเผาหญ้าเสร็จก็จะมีการจุดพลุฉลองเพื่อเป็นการปลอบใจคนรักหญ้า ตบบ่าแล้วบอกว่า เออเดี๋ยวมันก็ขึ้นใหม่นะมึง ทำใจซะ

โชคดีที่เรามาที่นี่ในช่วงที่เขาเปิดให้เข้าพอดี จึงไม่รีรอที่จะซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปเดินเขา คุณป้าที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วบอกว่า ป้าว่าหนูซื้อน้ำซักขวดแล้วค่อยเดินขึ้นไปดีกว่า เพราะว่าข้างบนไม่มีอะไรขาย แล้วเดี๋ยวหนูจะเหนื่อย ป้าเป็นห่วงกันล่วงหน้าขนาดนี้ก็เลยเดินไปซื้อน้ำอย่างว่าง่าย ผลคือทำให้เป้กูหนักขึ้นมาอีกประมาณสามขีด ตกลงคิดถูกรึเปล่าวะที่ซื้อน้ำขึ้นมาเนี่ย...

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงพอดี พวกเด็กๆ ที่เจอตรง Nara Park ก็มารวมตัวกันที่นี่เพื่อกินข้าวเที่ยง แต่ละคนก็จะถือเบนโตะอาหารกลางวันที่โอก้าซังเตรียมมาให้อย่างดี นั่งกินกันตรงเนินเขากว้างๆ นั่นแหละ ไม่มีใครกลัวแดด กลัวร้อนอะไรทั้งนั้น ภาพที่เห็นเลยเป็นเนินเขาชันๆ สีเขียวตุ่นๆ ขอบด้านข้างเป็นต้นไม้ใบสีแดงสดเรียงเป็นแถว ด้านบนเป็นท้องฟ้าสีฟ้าจัดเหมือนมันอั้นมาหลายวัน และจุดเล็กๆ สีส้ม สีแดง กระจายอยู่เต็มเนินเขานั้นคือเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังจับกลุ่มกินข้าวกันอยู่

ยังไม่ได้เดินขึ้นก็รู้สึกว่าตรงนี้มีเสน่ห์แล้ว...


เมื่อเปลี่ยนกอเอี๊ยะแผ่นใหม่เพื่อประคบเย็นบรรเทาปวดเรียบร้อย ก็เดินไต่ทางเดินที่เขาทำเป็นบันไดเดินสะดวกมุ่งหน้าสู่ด้านบน มีเพื่อนร่วมเดินทางไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนนี่แหละที่แข่งกันวิ่งขึ้นไป แหม พลังของเด็กเก้าขวบนี่มันแข็งแกร่งเหลือเกินนะมึง อย่าอายุยี่สิบเจ็ดเหมือนกูบ้างนะมึง (ไปแขวะน้องเขาทำไม)

ทางเดินขึ้นไม่มีความลำบากลำบนอะไรเลย เพราะเขาทำทางเอาไว้ให้อย่างดี เลยคิดว่า เวลาอายาเสะขึ้นมาถ่ายละครบนนี้ก็คงต้องเดินขึ้นมาทางนี้เหมือนกันกับเรา เธอคงไม่แกรนด์ถึงขึ้นโรยตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เพราะขี้เกียจเดินหรอกมั้ง พอคิดอย่างนั้นเลยยิ้มกับตัวเองอีกแล้ว คือคิดเอง เออเอง ยิ้มเองอยู่คนเดียวทั้งวันแหละวันนั้น

เดินมาไกลมากจนเหมือนเพิ่งผ่านช่องแคบมะละกาไปเมื่อกี๊ ก็เริ่มได้ยินเสียงคึกคัก มีเด็กวิ่งขึ้นวิ่งลงเยอะขึ้น เป็นสัญญาณว่าเราน่าจะเข้าใกล้อะไรซักอย่าง เลยกัดฟันเดินขึ้นไปต่อ พอก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ภาพข้างหน้าเป็นลานหญ้ากว้างๆ ภาพเดียวกับที่เคยเห็นในซีรีส์ โอ๊ยยยยยยย มาถึงแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ณ จุดนี้ ที่ถึงแม้ว่าจะขึ้นมาโคตรไกล แต่มันเป็นเพียงแค่ครึ่งทางสู่จุดสูงสุดของ Mount Wakakusa แต่หลายคนก็เลือกจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้แล้วล่ะ เพราะว่าไฮไลท์ของลานตรงนี้คือ มันเป็นจุดชมวิวเมืองนาราแบบ 180 องศา ที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้ามาวันที่อากาศเป็นใจอย่างวันนี้ที่เรามา จะมองเห็นเมืองไปไกลแบบสุดลูกหูลูกตา มีบางจังหวะที่คิดว่าเห็นสระบุรีอยู่แว๊บๆ

ตรงเนินนี้แหละ ที่อายาเสะในบทฟุจิวาระ เคยพูดกับทามากิ ฮิโรชิ เอาไว้ประมาณว่า "เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ ฉันก็จะขึ้นมามองเมืองนาราบนนี้ และรู้สึกว่าเมืองมันส่งกำลังใจมาให้ฉัน" ตอนที่ดูละครก็รู้สึกว่า โอ๊ย ไดอาล็อกโคตรเลี่ยน อะไรจะมามองเมืองแล้วได้กำลังใจขนาดนั้น ฟังเพลงพี่เบิร์ดก็ได้กำลังใจเหมือนกัน แต่พอได้มายืน แล้วภาพข้างหน้าเป็นจุดหลังคาเล็กๆ ของบ้านเรือนในเมืองนารา มีภูเขาใหญ่โอบล้อมทั้งเมืองเอาไว้ เออ มันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราหายใจได้เต็มปอดจริงๆ และเราหลงรักเมืองนี้เข้าให้แล้วจริงๆ ด้วย

ภาพข้างหน้าคือวิวเมืองสุดอลังการ แต่พอมองไปข้างหลัง ก็พบสิ่งที่ทำให้ท้อแท้ เพราะมันเป็นทางเดินทอดยาวสู่จุดสูงสุดของภูเขา Mount Wakakusa ประเมินด้วยตาคิดว่าอย่างต่ำก็มีสิบนาทีแหละวะ แต่มาขนาดนี้แล้วยังไงก็ต้องไปต่อ จะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ ยาแก้ปวดก็มี กอเอี๊ยะก็มี ลุยไปเลยโว้ย อย่าไปกลัว

จึงเดินทางต่อขึ้นมา ซึ่งทางเดินช่วงบนเนี่ยมันดีมากสำหรับการชื่นชมดื่มด่ำระหว่างทาง เพราะเราสามารถมองซ้ายมองขวา หรือครีเอททางเดินของเราเองได้เลย ไม่ได้ถูกบังคับไต่บันไดมาเหมือนเมื่อช่วงต้น ตลอดทางเดิน ยังมีกลุ่มเด็กผู้ชายวิ่งขึ้นเขากันแบบโคตรแข็งแรง ไอ้คนไหนที่มันขึ้นยอดไปแล้วมันก็ตะโกนลงมาเรียกเพื่อน ไอ้พวกเพื่อนก็วิ่งแข่งกันขึ้นไป คิดว่าน้องๆ ก็คงรู้สึกถึงความพีคเหมือนเรา เด็กผู้ชายสามคนมันยืนอยู่บนเนินเขา มองไปทางฝั่งที่เป็นภูเขาอีกลูก แล้วหันมาบอกเพื่อนว่า "สุดยอดไปเลยนะ" แล้วเด็กสามคนก็ป้องปากตะโกน "ยะโฮ้ววววววว" ที่ตรงนั้นมันคงเป็นที่สุดของน้องแล้วจริงๆ พี่ก็รู้สึก พี่เข้าใจ

ในที่สุดก็ปีนขึ้นมาจนถึงยอดสุดของภูเขา ข้างบนนี้มีคนไม่เยอะมาก นอกจากแก๊งค์เด็กที่ขึ้นมาแป๊บๆ แล้วก็ลงไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคุณลุงที่มานั่งคุยกัน ข้างบนนี้มีกวางอยู่เยอะเลย เป็นกลุ่มกวางอินดี้ที่ปฏิเสธการลงไปอยู่ในที่แมสด้านล่าง แกเลยมานั่งเคี้ยวหญ้าหงับๆ อยู่บนยอดเขาซะเลย แต่กวางอินดี้ก็นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เจอพี่คนนึงแกซื้อยากิโซบะใส่กล่องมา คงกะว่าจะมานั่งกินชมวิวชีวิตดี๊ดีอยู่บนยอดเขา แต่กินไปได้สามคำเจอกวางเข้ามาป่วน เราต้องเข้าไปช่วยกันกับแกไล่กวาง จากนั้นแกก็เก็บอาหารทุกสิ่ง แกบอก ไม่กินแล้ว เดี๋ยวไปกินข้างล่างก็ได้ โธ่ลุง...

เราเข้าไปจับจองเก้าอี้ตัวนึงหันหน้าเข้าหาภูเขาอีกลูก เก้าอี้ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ช่วยบังแดด ตรงนี้คงเป็นชัยภูมิที่ดีให้เรานั่งพักซักหน่อย ก่อนจะมาถึงที่นี่ เราเตรียมแผนว่าจะไปชะโงกทัวร์ตรงโน้นตรงนี้ แต่พออยู่ตรงนั้น ตอนนั้น ไม่มีใจอยากไปที่อื่นแล้วเลย เวลาไปเที่ยว เราก็อยากจะเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เที่ยวหลายๆ ที่ จะได้รู้สึกว่าคุ้มที่มา แต่ ณ ตรงนั้น เรารู้สึกแล้วล่ะว่ามันอิ่มแล้ว มันเหมือนหัวใจถูกเติมเต็มแล้ว ฟังดูน้ำเน่าเนอะแต่คิดแบบนั้นจริงๆ

นั่งอยู่เฉยๆ ซักพัก ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดเสียงตัวเองเอาไว้ มาเที่ยวคราวนี้เราใช้วิธีคุยกับตัวเองแล้วบันทึกเสียงเอาไว้ เพราะมันเก็บความคิดเราได้ทันกว่าการเขียน มีบางช่วงที่อยู่บนเครื่องบิน บนรถไฟ และตอนนั่งรอหมอก็จะหยิบไดอารีขึ้นมาเขียนบ้าง แต่พอหมดวันก็ต้องเล่าทุกอย่างที่ตัวเองได้เจอให้ตัวเองฟังบันทึกเก็บไว้ และก็ทำให้เรามีชุดความทรงจำเพียงพอที่จะกลับมาเรียบเรียง เขียนบันทึกลงในบล็อกแห่งนี้อีกทีนึง

เราพูดคุยกับตัวเองอยู่นาน นานจนรู้สึกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าณ ที่ตรงนั้นมีตัวเราอยู่ตรงนั้นจริงๆ อืม...เรามาถึงแล้วจริงๆ ด้วย ที่เคยคิดเคยหวังเอาไว้นี่มันเป็นจริงจนมันจะจบและแยกย้ายกลับบ้านกันแล้วนะ การนั่งคุยกับตัวเองบนยอดเขานั้นช่วยให้เราได้ทบทวนสี่วันก่อนหน้าว่าเราไปเหยียบ ไปเดินที่ไหนมาบ้าง และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เราก็จะโบกมือลาเมืองนี้ ประเทศนี้แล้ว

เราเชื่อว่าถ้าการเดินทางเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง ตอนที่เราอยุ่บนยอดเขานั่นมันเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องแล้วล่ะ สี่วันก่อนหน้ามีทั้งวันที่สนุกมากๆ เนือยมากๆ และเหนื่อยมากๆ บางวันเหมือนเป็นภาพที่เกิดจากการตั้งกล้องทิ้งไว้หนึ่งชั่วโมงแล้วปล่อยให้แอ็คชั่นมันไหลไปโดยไม่มีอะไรมากำกับ แต่กับตอนนั้น ใจเราเต้นแรงที่สุด รู้สึกกับมันที่สุด และอีกเดี๋ยว หนังเรื่องนี้ก็จะเข้าสู่ช่วงคลี่คลาย และจบลง เต็มไปด้วยข้อความขอบคุณมากมายใน End Credit

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . 


วันนี้นั่งเขียนเรื่องของวันนั้น เลยได้เปิดเสียงตัวเองฟัง ตัดเนื้อหาออกไปก็จะเจอว่า วันนั้นเราเสียน้ำตาไปเยอะเหมือนกัน 

แต่เป็นน้ำตาของความสุขนะ
:)

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .








JP14 EP.16: kengaku - ทัศนศึกษา

16.
見学
KENGAKU ทัศนศึกษา


นักเรียน...นักเรียนเต็มไปหมดเลย 

ตามที่เกริ่นเอาไว้แล้วว่านารานั้นก็คืออยุธยาของบ้านเรา ใครที่สมัยเรียนไม่ได้มาอึทิ้งไว้ที่อยุธยาถือว่าเรียนจบมาแบบไม่ครบเช็คลิสต์ (ลิสต์บ้านมึงสิ) นักเรียนทั่วฟ้าเมืองญี่ปุ่นต่างก็มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายกันที่นารานี่แหละ เพราะที่นี่คือเมืองหลวงเก่า มีพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่า วัดโบราณ และกวาง (เดี๋ยวๆ กวางนี่ไม่น่าเกี่ยว...) ให้มาศึกษา และแน่นอนว่า ทำรายงานส่งด้วยจ้ะ

การไปทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่นนั้นก็ทำกันตั้งแต่ยังเป็นลูกเจี๊ยบหมวกเหลืองเหมือนบ้านเรานี่แหละ แต่เท่าที่เคยอ่าน ดูเหมือนว่าเด็กญี่ปุ่นจะถูกฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองมากกว่าบ้านเรา ถ้าเป็นวัยอนุบาลหรือประถมต้น จุดประสงค์หลักของการไปทัศนศึกษาคือการฝึกให้เด็กๆ ได้ดูแลตัวเองนอกสถานที่ไกลมือพ่อแม่มากกว่าที่จะไปเอาความรู้ เวลาไปเที่ยวโรงเรียนก็จะนัดผู้ปกครองให้ไปเจอกันที่สถานีรถไฟซักที่ มากันครบคุณครูก็พาออกเดินทางขึ้นรถไฟไปด้วยกัน โบกมือบ๊ายบายโอก้าซังของเจ้าซะ 

แต่ถ้าเป็นเด็กอนุบาลไทยนี่จะไปทัศนศึกษาทีนี่งานใหญ่ยิ่งกว่าขอวีซ่าอเมริกา ทางโรงเรียนต้องจัดรถบัสที่ปลอดภัย เบาะนุ่มเหมือนนอนอยู่บนอัลปาก้า อาหารของว่างต้องอย่าให้ขาด แต่ไม่เป็นไรแม่จัดเซ็ทของว่างไว้ให้ในเป้หนูแล้วลูก งานอัพเดตภาพสดโดยทีมงานฝ่ายสื่อของโรงเรียนต้องอย่าให้พลาดแม้แต่เสี้ยววินาที ไม่งั้นคุณพ่อคุณแม่มาเม้นถามแน่ๆ ว่าน้องอะตอมหายไปไหนคะ ครูใหญ่คงต้องเริ่มทบทวนนโยบายติดกล้องวงจรปิดไว้บนหน้าผากนักเรียน เพื่อให้พ่อแม่มอนิเตอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

แหม ก็ไปแซวเค้า...

ส่วนถ้าโตมาหน่อยก็จะเริ่มฮาร์ดคอร์ขึ้น จากเดิมที่นั่งรถไฟไปด้วยกัน ก็เปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟไปเจอกันที่สถานีปลายทางเลยนะเอ็ง ระหว่างนั้นก็ดูแลตัวเองนะว่าต้องไปยังไง พวกนี้ใช้ได้สำหรับการเที่ยวเมืองใกล้ๆ ไปไม่ยาก และมีเลเวลหนักสุดคือยกชั้นไปเที่ยวโอกินาว่ากันอะไรแบบนั้นเลย ในหนังและซีรี่ส์ญี่ปุุ่นเกี่ยวกับพวกนักบิน หรือแอร์ จะชอบมีฉากนักเรียนไปเที่ยวแบบนี้บ่อยๆ

ตลอดทางเดินพื้นราบและชันในตัวเมืองนารา เราจะเจอเด็กๆ เต็มไปหมด ถ้าเป็นเด็กมัธยมก็ใส่เครื่องแบบหล่อสวยกันมาเลย ถ้าเป็นเด็กประถมก็แบ่งแถวหมวกแดงหมวกขาวเวรี่ญี่ปุ่น เท่าที่สังเกตคือ เด็กๆ จะถูกปล่อยให้เดินแบบอิสระเลย ไม่ได้มีใครนำทัวร์ หรือว่าถ้ามีคงผ่านช่วงอธิบายประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะภาพที่เห็นคือน้องๆ เดินกันเป็นกลุ่มๆ แต่จะหากันเจอเพราะว่าใส่เสื้อ หรือมีสัญลักษณ์บางอย่างเหมือนกัน 

คิดว่าการมาทัศนศึกษายกชั้นที่นารามันคงต้องฮิตมาก ถึงขั้นมีบริการถ่ายภาพหมู่อยู่ตรงหน้าทางเข้าวัดโทไดจิ มีแสตนด์ตั้งแบบถาวรเลย คุณครูก็จะเรียกนักเรียนขึ้นไปเป็นห้องๆ ครูใหญ่กับครูประจำชั้นอยู่แถวหน้า เอ้า แอ๊คหนึ่งหน้านิ่ง แอ๊คสองยิ้ม แอ๊คสามฟรีสไตล์ เอ้า เสร็จแล้วครับ ห้องต่อไปเชิญเลย...

พนิตชนกผู้มีความรื่นรมย์กับตัวเมืองนารามากเป็นอย่างยิ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้เห็นกลุ่มเด็กๆ เดินทำท่าเรียนรู้ยิ่งมีความสุข คือเห็นน้องขี้พี่ก็มีความสุขอ่ะ เลยอยากจะเก็บภาพเอาไว้หน่อย ระหว่างรอข้ามถนน เห็นน้องๆ เสื้อส้มกลุ่มหนึ่งยืนปรึกษากันอยู่ ถือสมุดเล่มสีส้มเป็นแผนที่เมืองนาราที่น้องวาดเอง ดูน่ารักดี เลยหันไปจะขอถ่ายรูปหน่อย พอเราพูดด้วยเท่านั้นแหละ น้องแม่งหันไปปรึกษากัน แล้วส่งตัวแทนหันกลับมาบอกเราว่า "พี่คะ พอจะมีเวลาว่างซัก 2-3 ชั่วโมงมั้ยคะ" 

จริงๆ คือแค่ 2-3 นาทีโว้ยยยย...

ค่ะ น้องๆ กลุ่มนี้กำลังทำงานส่งครูกันอยู่ คิดว่าคงเป็นวิชาภาษาอังกฤษ เพราะน้องๆ ต้องสปีคอิงลิชเพื่อทักทายเหยื่อ เท่าที่สังเกตคือพวกฝรั่งจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เพราะพอพูดว่าชาวต่างชาติ เด็กเอเชียอย่างเราก็ต้องนึกถึงฝรั่งหัวทองกันก่อนอยู่แล้ว เห็นพี่ฝรั่งบางคนโดนทัก "พอจะมีเวลาว่างซักแป๊บมั้ยคะ" ไปประมาณสี่สเตชั่น จะปฏิเสธก็ไม่ได้ สรุปแกก็ต้องพูดเหมือนเดิมทำการบ้านให้น้องๆ ไปจนครบสี่กลุ่ม ครูคงงงว่าประเทศกูนี่มีแต่อีจอห์นมาเที่ยวหรือไงวะ ทำไมนักเรียนถามอยู่คนเดียว

เลยมาคิดเองว่า เออ ถ้าเราไม่เข้าไปคุยกับน้องก่อน เราก็คงถูกมองข้ามเหมือนกันแหละ หน้าตาแบบเปลือกโลกฟิลิปปินส์ขนาดนี้ 

แม้น้องๆ จะมากันห้าคน แต่คนที่สปีคจริงๆ จะมีแค่สองคนเท่านั้น น้องถามว่าเราชื่ออะไร ซึ่งเรื่องชื่อนี่คือยากมาตั้งแต่ตอนไปหาหมอแล้วใช้เวลากว่า 5 นาทีในการทำให้คนญี่ปุ่นสะกดชื่อเราถูก ขนาดเขียนเป็นคาตาคานะให้ แกก็ยังอ่านชื่อไม่ถูกอยู่ดี สุดท้ายเลยลดชื่อตัวเองให้เหลือ "นิโนะ" ตัดตัวสะกดและความบาลี สันสกฤตทุกสิ่งออกไปให้หมด เป็นชื่อที่มินิมอลคินโฟล์คมาก พอมาเจอน้องนักเรียนเลยบอกว่าชื่อนิโนะ แต่เขียนชื่อจริงให้ในสมุดตอนที่น้องยื่นมาให้เซ็นชื่อ 

สมุดที่น้องยื่นมาตีเป็นช่อง 9 ช่อง แสดงว่าวันนี้ต้องล่าเหยื่อไกจิน (ย่อมาจาก 外国人 GAIKOKUJIN แปลว่า ชาวต่างชาติ) ให้ได้ 9 คน อีกหน้านึงเป็นแผนที่โลก น้องให้เราจิ้มว่ามาจากที่ไหน เราชี้แล้วบอกว่า "ไท นอท ไทวัน" น้องพยักหน้าหงึกๆ คล้ายจะบอกว่า ไม่รู้จักค่ะ

จากนั้นน้องก็ยิงคำถามแบบที่ฟังโคตรยาก ว่ามากี่วัน, มาทำอะไร, ไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง, ชอบญี่ปุ่นมั้ย จากนั้นก็เสร็จ เราคุยกับน้องต่อนิดหน่อย ได้ความว่าน้องๆ มาจากเกียวโต มาเที่ยวนาราและต้องคุยกับไกจินส่งคุณครูเป็นงานกลุ่ม 

ก่อนบ๊ายบายกัน น้องเปิดกระเป๋าเป้แล้วหยิบถุงพลาสติกยับๆ ผูกโบสีแดงยื่นให้เรา แล้วบอกว่าขอบคุณมาก เราหยิบถุงนั้นมาดู ข้างในเป็นนกกระดาษโอริกามิสองตัว และกระดาษใบเล็กๆ ระบายสีเอาไว้น่ารักเลย พร้อมข้อความ "Thank you so much. Have fun staying in Japan" เรารับมาแล้วบอกน้องๆ ว่าน่ารักมาก เราจะเก็บไว้อย่างดีเลย เด็กๆ ยิ้ม เราถ่ายรูปร่วมกันรูปนึง ก่อนที่น้องจะวิ่งไป 

วันนั้นเราเป็นไกจินผู้ให้สัมภาษณ์ไปอีกหนึ่งกลุ่ม คราวนี้เป็นเด็กโตขึ้นมาหน่อย คุณครูเป็นคนจัดแจงพาเราเข้าไปหาเด็กเพราะแกคงเห็นเรายืนถ่ายรูปนานจนมั่นใจว่าเอ็งไม่ใช่คนบ้านเดียวกับข้าแน่ๆ คุยกับครู พอบอกว่าเรามาจากเมืองไทย แกทำท่าเป็นช้างใส่เราเลยแล้วบอกว่า "เมืองไทยที่ช้างเยอะๆ ใช่มั้ย" อยากจะบอกครูว่าช้างเยอะจริงค่ะแต่ไม่ต้องแสดงบทบาทสมมติเป็นช้างกลางแจ้งขนาดนี้ก็ได้ ลูกศิษย์มองอยู่ค่ะครู...


สรุปแล้วโดนไปสองกลุ่มถ้วน และโดนเล็งแล้วหันไปซุบซิบกันว่า ใช่ป่ะวะ...เอามั้ยวะ... อีกหลายกลุ่ม อยากจะเข้าไปบอกน้องว่า เออ กูนี่แหละ ก็เดี๋ยวจะโดนหาว่าหยาบ จึงตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไปแม้จะใกล้เที่ยง (อ้อ ขายังเป๋อยู่นะคะ) ท้องเริ่มหิวแต่ด้วยการคำนวณอย่างถ้วนถี่ เราจะข้ามมื้อกลางวันนี้ไปเลยเพราะเงินไม่พอ (โถถถถถถถถถถ) เราจะซื้อน้ำหนึ่งขวด แล้วขึ้นไปกินวิวบนภูเขาแทน ใช่ ทั้งขาเป๋ๆ แบบนี้แหละ ไหนๆ จะมาทางนี้แล้วต้องไปให้สุด

ดังนั้นเราจะไปขึ้นเขากันในตอนหน้า...






JP14 EP.15: Shika - กวาง

15.
鹿
Shika กวาง 


ความฟินทั้งหมดจะมารวมตัวกันอยู่ในวันนี้...

หลังจากตอนเช้าเก็บข้าวเก็บของ ปิดกระเป๋าเดินทางที่จัดเอาไว้อย่างดีด้วยความยากลำบาก (เพราะมันเต็มแล้ว) กอดปุ๊กกี้ไปหนึ่งที ก็อำลาห้องพักที่อุตส่าห์ให้เราอาศัยนอนอยู่หลายคืน เดินลากกระเป๋าน้ำหนักกว่า 25 กิโล เป้แน่นๆ อีกหนึ่งใบ ฝ่าความหนาวชิบหายในยามเช้า มุ่งหน้าสู่สถานีโอซากา เราจะเอากระเป๋าไปฝากใน Coin Locker แล้วไปเที่ยวแบบตัวปลิวๆ ที่เมืองนารา ที่หมายหนึ่งเดียวในดวงใจประจำทริปนี้ 

ตั้งแต่จองตั๋วมาลงโอซากา และแพลนว่าจะเที่ยวเฉพาะแถบคันไซ นาราเป็นเมืองแรกที่คิดถึง และกากบาทตัวแดงเอาไว้เลยว่าดิฉันจะต้องมาเมืองนี้ให้จงได้ เพราะอยากจะมาศึกษาเมืองหลวงเก่าแก่ อันเป็นจุดเริ่มต้นนของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนอย่างนั้นหรือ เปล่าเลยค่ะ เราจะมาตามรอยละครที่อายาเสะเล่นกันที่นี่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

The Fantastic Deer-Man ( 鹿男あをによし Shikaotoko Aoniyoshi) เป็นซีรี่ส์ปี 2008 นำแสดงโดยทามากิ ฮิโรชิ (Tamaki Hiroshi) และ อายาเสะ ฮารุกะ (Ayase Haruka) โดยละครทั้งเรื่องมีฉากหลังอยู่ที่นารา และเล่าเรื่องของเมืองนาราเองนี่แหละ คือเมื่อซักพันกว่าปีก่อนมีความเชื่อว่าแผ่นดินตรงเมืองนารานี้มีเทพเจ้าอยู่เป็นพันๆ องค์ และเหล่าเทพเจ้าก็จะใช้สัตว์คือ หนู จิ้งจอก และกวาง เป็นผู้ส่งสารให้กับมนุษย์ ทีนี้พอเวลาผ่านไป มนุษย์เก่งขึ้นก็เริ่มหลงลืมเทพเจ้า ที่กำลังจะเตือนว่า ปลาดุกยักษ์ที่นอนอยู่ใต้ผืนดินเนี่ยมันกำลังจะขยับตัว และถ้ามันดิ้นเมื่อไหร่ แผ่นดินจะไหวอย่างหนัก ภูเขาไฟฟูจิจะระเบิด ญี่ปุ่นจะเข้าสู่ยุคภัยพิบัติ แต่มันจะแก้ไข้ได้ ด้วยการเอา "สามเหลี่ยม" ไปวางเพื่อสะกดจุดไม่ให้ปลาดิ้น ซึ่งหนู จิ้งจอก และกวาง จะต้องไปหาผู้รับสารที่เป็นมนุษย์ มาทำภารกิจกู้โลกนี้ให้สำเร็จให้ได้

ละครทั้งเรื่องก็เลยวนเวียนอยู่ที่เมืองนารา เห็นทุกแลนด์มาร์คสำคัญๆ ที่เราจะเคยอ่านในหนังสือท่องเที่ยว และเพราะที่นารามีกวางเยอะ ตัวละครหลักอีกตัวนอกจากพระเอกนางเอก ก็เลยเป็นกวางพูดได้ที่เดินบ่นไปตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเมืองนาราที่เราเห็นในละครก็จะถูกย้อมเป็นสีแปลกแปร่ง ม่วงบ้าง ส้มบ้าง แต่ก็สวย เด็ดขาดทุกวิว ทำให้ตั้งจิตตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องมาเที่ยวนาราให้ได้ 

แล้วตอนนี้ก็อยู่ที่นาราแล้วค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา....

ลงจากรถไฟมาด้วยความกระดี๊กระด๊าลืมสภาพอากาศหนาวเย็นไปเลย มีคุณลุงชาวญี่ปุ่นคนนึงแกถึงกับต้องเหลียวหน้ามามองว่าอีเด็กนี่มันจะยิ้มอะไรนักหนา มึงเป็นบ้ารึเปล่า แต่ตอนนั้นพนิตชนกคือเดินยิ้มอยู่คนเดียว มันสดชื่นไปหมด เพราะสิ่งเดียวที่คิดตอนนั้นคือ บนแผ่นดินแดนอาทิตย์อุทัยที่กว้างใหญ่ไพศาล อายาเสะคงต้องเคยเหยียบไปที่ไหนบ้างเราไม่รู้หรอก แต่นี่แน่ๆ แผ่นดินนาราตรงนี้ ที่เรายืนอยู่นี่ อายาเสะต้องเคยมาถ่ายละครที่นี่แน่นอน อากาศตรงนี้เธอเคยหายใจเข้าไปในปอดแน่นอน โว้ยยยย ได้ยืนหายใจอยู่ที่เดียวกับอายาเสะโว้ยยยยยยยยยย

ค่ะ เป็นคนบ้าไปแล้วจริงๆ

เราเดินตามทางมุ่งหน้าสู่ Nara Park ไปเรื่อยๆ ก็ตามป้ายบอกทาง และคลื่นมหาชนไปเลย เพราะทุกคนจะไปที่นั่นหมด (แหนะ รู้เค้าอีก) เดินออกจากสถานีมาได้สิบก้าวก็เจอกวางแล้ว และหลังจากนั้นก็เจอทุกครึ่งก้าว กวาง กวางเต็มไปหมดเลย เป็นอารมณ์เดียวกับไปลพบุรีแล้วใช้ชีวิตร่วมกับลิง หรืออยู่กรุงเทพแล้วเจอมอเตอร์ไซค์วิ่งบนฟุตบาท

สเต็ปความตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือพอเดินมาได้นิดนึงเริ่มเจอกวางตัวแรก เราจะขอเรียกพวกมันว่ากวางต้นทาง กวางกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทนเสียงกรี๊ดได้เป็นพิเศษ เพราะมันดักอยู่ต้นทาง นักท่องเที่ยวเลยจะตื่นเต้นดี๊ด๊ามากหน่อย หยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปกันใหญ่ อุ๊ยตัวนี้น่ารัก ถ่ายรูปหน่อยๆๆ เดินไปอีกร้อยเมตรเจอกวางเพิ่มอีกห้าสิบตัว ความตื่นเต้นเมื่อร้อยเมตรที่แล้วเริ่มเจือจาง จากนั้นก็จะชินกับกวางไปเลย ซึ่งกวางกลางทางถือเป็นกวางที่ซวยหน่อย เพราะไม่มีใครตื่นเต้นกับมันแล้ว รูปก็ไม่ค่อยถ่าย คิดว่าในหมู่กวางน่าจะมีระบบการจัดการในกลุ่มพวกมัน พวกกวางฝึกงานหรือน้องใหม่ น่าจะอยู่ในกลุ่มกวางกลางทาง ถ้าผลงานดีถึงจะได้โปรโมทให้ไปอยู่จุดอื่น 

เมื่อเราเริ่มปรับตัวให้คุ้นชินกับกวาง เราก็จะวางเฉยเมื่อเดินชนมัน หรือเห็นมันนอนทำหยิ่ง ในใจคิดอย่างเดียว ว่าไอ้กวางพวกนี้นี่มันเคยเข้าฉากละครบ้างมั้ย ถ้าเคยก็แสดงว่าพวกแกต้องเคยได้กระทบไหล่อายาเสะมาแล้วน่ะสิ อยากจะเข้าไปพูดคุยกับพวกมันบ้าง นี่ก็พยายามเรียก "ชิกะซัง" เผื่อว่าจะมีตัวไหนหันมาพูดด้วย ก็ไม่มีใครตอบรับ ไอ้พวกนี้คงเป็นกวางหน้าใหม่แน่ๆ 

เดินมาจนถึงปากทางเข้าวัดโทไดจิ (Todaiji) ก็เรียลไลซ์แล้ว ว่านี่กูมาอยุธยานี่หว่า เพราะตรงนั้นนอกจากจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ยังพบเด็กนักเรียนตั้งแต่ประถมปลายยันมัธยมปลาย มากันเป็นรถบัส วันนั้นคือน้องๆ มากันมากกว่ายี่สิบโรงเรียน คงคล้ายๆ กับเราที่ต้องไปอยุธยา มาวัดพระแก้ว ให้ครบถ้วนตามหลักสูตร กลับมาก็ส่งรายงานนิดๆ หน่อยๆ ที่เหลือคือเป็นการไปถ่ายรูปกับเพื่อนนอกโรงเรียนมากกว่า 

มีฉากนึงในละคร Shikaotoko นี่แหละ เป็นตอนที่พระเอกย้ายมาอยู่ที่นาราวันแรก พวกครูๆ คนอื่นตกใจมากที่พระเอกบอกว่าเคยมานาราเป็นครั้งแรก เพราะวันที่ต้องมาทัศนศึกษาดันป่วยอะไรซักอย่าง เลยขาดเช็คลิสต์ในชีวิตไปเลยหนึ่งข้อ (คาแรกเตอร์ของพระเอกในเรื่องคือเป็นคนดวงซวยมากๆ) เหมือนเป็นนักเรียนไทยไม่เคยไปวัดใหญ่ชัยมงคลที่อยุธยายังไงอย่างงั้น

กวางตรงจุดนี้ถือว่าเป็นกวางชนชั้นนำ คือคงมีการคัดเลือกกันมาแล้วว่า เออ วันนี้พวกเอ็งมาอยู่ตรงหน้าวัดนะ เพราะตรงนี้รายได้จะดีสุด (รายได้ในที่นี้คือเซมเบ้) การซื้อขายคล่องตัวมาก กวางก็อินกันแบบอินฟินิตี้ แถมสกิลการแอ็คท่าให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปจะต้องเป็นเลิศ ทำตัวหยิ่งๆ แต่พอกล้องมาก็เล่นกล้องพอเป็นพิธี แต่ศัตรูของกวางแถวนี้ก็คือพวกเด็กฮอร์โมนนี่แหละ ถ้าพูดได้กวางคงบอก "พวกมึงหยุดแกล้งกูซักที ส่วนอีพวกผู้หญิงนี่เลิกพูดคาวาอี้ได้แล้ว กูรู้แล้วว่ากูน่ารัก" ช่างเป็นกวางขี้หงุดหงิดจริงๆ 

จริงๆ ตั้งใจมาแล้วว่าจะซื้อเซมเบ้เลี้ยงกวางเพื่อให้ครบเช็คลิสต์ แต่เอาเข้าจริงๆ เงินจะซื้อข้าวกินเองยังแทบจะไม่พอ การจะเจียด 500 เยนให้อาหารกวางในช่วงวิกฤติแบบนี้จะดูเป็นคนใจกว้างผิดที่มากไปหน่อย และจากที่มองๆ ดู ไอ้การให้อาหารกวางก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น ก็หากินเองแล้วกันนะมึง จึงเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยซื้อไอติมกิน ... เดี๋ยวนะ เมื่อกี๊บอกว่าไม่มีเงินจะกินข้าวแล้ว กูนี่มันเป็นคนอ่อนแอจริงๆ 

เนื่องจากเมืองนารามีเยอะอยู่สองอย่างหนึ่งคือกวาง ซึ่งพูดถึงไปแล้วในตอนนี้ อีกอย่างที่เยอะคือเด็กนักเรียน เดี๋ยวตอนหน้าจะเขียนถึงไว้นิดหน่อย จึงขอจบตอนนี้ไปแบบดื้อๆ เลย...








JP14 EP.14: Tomodachi - เพื่อน

14.
友達
TOMODACHI เพื่อน





การเดินทางทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่...

บ่ายแก่ๆ วันนั้นเราลากขาเป๋ของตัวเองกลับมาที่สถานี Sannomiya อันถือเป็นศูนย์กลางแห่งการคมนาคมทั้งปวงในเมืองโกเบ จากนั้นก็เดินไกลไปให้ถึงที่ Harborland ซึ่งต้องถือว่าแม่งไกลสัส ตอนขาปกติก็คงจะพอเดินไหว แต่นี่ขาพังไปแล้วข้างนึง แต่ละก้าวนี่โคตรมีความหมายเลย

ที่เคยวางแผนไว้ โกเบในแพลนเที่ยวเรามันจะไม่แมสขนาดนี้ แต่เพราะอาการปวดจึงต้องล้มเลิกทุกอย่าง ยอมแพ้ และมุ่งหน้าสู่แลนด์มาร์คประจำเมืองที่ใครๆ ก็ต้องมา เริ่มที่ Meriken Park ก่อนแล้วค่อยข้ามฝั่งไป Harborland จากนั้นก็ลุยต่อไป Kobe's Anpanman Children's Museum & Mall ซึ่งเมื่อถึงตรงนั้นแล้วคือเหมือนเนิร์สเซอรีแตก เป็นแหล่งรวมวัยกลัดมันฟันน้ำนมวิ่งกันอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งพอตอนที่มาสคอตคุณลุงแยม (Jam Ojisan) แกออกมาโชว์ตัว ไอ้ตัวจิ๋วไม่รู้ว่าออกมาจากแหล่งที่มาไหน มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายตรงลานกิจกรรม แล้วก็เต้น ก็กรี๊ด ก็จับไม้จับมือลุงแยมกันอย่างเสียสติ ผู้ปกครองก็ถ่ายรูปบุตรหลานกันอย่างเสียสติ ดิชั้นก็ยืนเสียสติอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน นี่ก็ว่ารักเด็กแล้วนะ แต่โห มากันเป็นหมู่เหล่าแบบนี้อันตรายต่ออารมณ์มาก รู้สึกอยากจะเอาดอกเข็มไปกราบเท้าคุณครูอนุบาล ครูแกยู่ท่ามกลางเด็กจำนวนมากแบบนี้ได้อย่างไรกัน

พวกของขายในช้อปอันปังแมนนั้นน่ารักไปหมดทุกสิ่งอย่าง แต่ราคาก็แพงใช่เล่น ไม่มีปัญญาซื้ออะไรติดมือกลับมาเลย (แน่สิ เมื่อเช้ามึงเสียค่าหมอไปไง) แต่คุณพ่อคุณแม่ชาวญี่ปุ่นนี่ซื้อกันแบบเหมือนเวลาเราซื้อพวกคิตตี้ปลอมตามตลาดนัดให้ลูกเราอย่างนั้นเลยอ่ะ คือผลิตภัณฑ์พวกนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อให้คุณหนูๆ เอาไปใช้ที่โรงเรียน หรือเอาไว้เล่นที่บ้านอย่างนั้นเลย มันคงธรรมดามากสำหรับเขา แต่แพงมากสำหรับเราจริงๆ

อย่างไรก็ดี บรรดาคุณพ่อที่อันปังแมนมอลล์นั้น หน้าตาดีแทบทุกคน เป็นเรื่องน่ายินดี แต่พอคิดอีกที อ้าว มีเมียมีลูกกันหมดแล้วนี่หว่า บายยยยยย.

เนื่องจากต้องการเซฟข้อเท้า (ที่ผ่านมานี่มึงเซฟมาก) เลยกะว่าจะไม่เดินแล้ว หารถเมล์กลับไปที่ Sannomiya แล้วกลับบ้านเราที่โอซากาเลยดีกว่า เลยเดินแบบไร้จุดหมายถามทางคนเขาไปทั่วเหมือนที่ทำมาตลอด จนเจอป้ายรถเมล์นึง ไอ้เราก็ไม่ชัวร์เท่าไหร่ว่ามันป้ายนี้รึเปล่า เดี๋ยวจะเหวอซ้ำรอยเหมือนตอนที่อยู่เกียวโตที่รอผิดป้ายไปชั่วโมงนึง เลยหาคนแถวนั้นถามซะหน่อย

เป้าหมายเป็นคุณลุงใส่แว่นท่านนึงท่าทางภูมิฐานแต่งตัวดีเชียว เลยเข้าไปสุมิมาเซน อ้าวปรากฏว่าลุงแกไม่แน่ใจ แกเลยบอกว่า หนูๆ รอแป๊บนึง แล้วก็หันไปเรียกเพื่อนแกอีกสองคนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ห่างออกไปหน่อย

หลังจากนั้น ธนบุรีคาเฟ่ก็เปิด...

ตัวละครในเรื่องนี้มีสามคน คนแรกคือลุงที่เราบอกว่าแกภูมิฐาน อีกคนเป็นลุงแจ็คเก็ตสีส้ม และคนสุดท้ายแกใส่สูททรงลุงหลวมโพรก ลุงสูทใหญ่แกก็เดินมาเลย จะไปสถานีรถไฟใช่มั้ย มาๆๆ เดี๋ยวดูให้ ว่าแล้วแกก็จัดแจงดึงแว่นที่ใส่ขึ้นไปทัดผม แล้วยื่นหน้าเข้าไปจนจะแนบกับป้ายบอกทางตรงเสา ตอนนั้นสงสัยแล้วว่า นี่แกสายตาสั้นขนาดนั้น หรือลุงมุขวะเนี่ย แล้วก็หลุดขำออกมา

พอแกเห็นเราขำ เอ้ายื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมอีก ทีนี้ลุงเสื้อส้มเริ่มทำงาน แกก็ยื่นแผนที่ขึ้นมาแล้วบอกลุงสูทใหญ่ว่า เฮ้ยๆๆ ดูนี่ก็ได้ นั่นไง มึงมีชงมีตบกันด้วย มืออาชีพชัดๆ

พอมุขนั้นผ่านไป แกก็หันมาบอกว่า หนู ป้ายนี้เนี่ยมันไปได้ แต่ไม่ถึงสถานีรถไฟนะ หนูจะต้องลงที่ "นันกิงมาจิ" (Nankinmachi - China Town)) ดูปากลุงนะ นันกิงมาจิ นะ จำไว้นะ นันกิงมาจิ นันกิง... พอแล้วลุง เข้าใจแล้ว คือคุณภาพมุขแกนี่ขนาดเล่นเป็นภาษาญี่ปุ่นยังฮาขี้แตกข้ามประเทศได้เลย อีลุงเสื้อส้มก็หัวเราะชอบใจอยู่ข้างๆ ส่วนลุงแว่นขรึมคนแรกแกมาดดีสุด ยังรักษาฟอร์มได้

พอหมดช่วงตลก เคยคุยกับลุงขรึมรอรถเมล์ (อีกสองคนไปสูบบุหรี่แล้ว) ลุงขรึมแกคุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนเราจะฝึกภาษาญี่ปุ่นด้วยการตอบเป็นญี่ปุ่นกลับไปแบบมั่วๆ คุยกันแบบสองภาษาอย่างงี้เลย ลุงงขรึมเป็นนักธุรกิจ จริงๆ ก็เป็นทั้งสามคนนี่แหละ สามลุงมาจากฮอกไกโด หนีหนาวมาเที่ยวแถบคันไซ พอแกถามเราว่ามาจากไหน เราบอกเมืองไทย แกบอกว่าแกมาเมืองไทยทุกปี มาตีกอล์ฟที่พัทยา (และน่าจะตีอย่างอื่นด้วย) แกถามว่ามีทะเลที่ไหนแนะนำอีกมั้ย เราเลยบอกว่าเราชอบภูเก็ต เราก็ไปภูเก็ตทุกปีเหมือนกัน

คุยกับลุงนานมาก ถามกันตั้งแต่คืนนี้นอนที่ไหน จะไปเที่ยวที่ไหนต่อ กลับบ้านเมื่อไหร่ แล้วเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไหน อ้าวหนูแต่งงานแล้วเหรอ ทำไมสามีไม่มาด้วย คุยกันยาวจนรถเมล์มา ก็ขึ้นไปยืนโหนอยู่กับลุงนี่แหละ พวกลุงแกก็ให้ทายอายุ เราทายว่าห้าสิบ แกบอกผิด เห็นอย่างนี้จะเจ็ดสิบกันแล้วนะ โห หน้าโคตรเด็กเลยลุง

ลุงสูทใหญ่ถามพนักงานประจำรถซุบซิบๆ แล้วหันมาบอกเราว่า เออ ตกลงรถคันนี้มันจอดที่สถานีรถไฟนะหนู นันกิงมาจินี่ไม่ต้องลงแล้ว แต่พวกลุงจะลงป้ายนั้น ก่อนลงคุณลุงตัวฮาหันมาบอกว่า "แฮฟ อะ ไนซ์ ทริป" แล้วยื่นมือมาให้เราจับ ยิ้มฟันหลอมาเลย ลุงอีกคนบอกเดินทางดีๆ นะ อีกคนบอก กู้ด ลัค เราจับมือลุงสามคนแล้วบอกซาโยนาระแกไปแบบอิ่มๆ ใจนิดนึง

รู้สึกว่ามีเพื่อนต่างวัยเพิ่มมาอีกสามคน


กลับมาถึงโอซากา วันนี้เรามีนัดกับปุ๊กกี้ทานอาหารเย็นด้วยกัน เพราะตั้งแต่มายังไม่ได้กินข้าวด้วยกันเลยซักมื้อ นัดเจอที่ย่าน Umeda แล้วเดินเลือกร้านไปด้วยกัน ลงเอยที่ร้าน Botejyu เชนโอโคโนมิยากิที่มีสาขาที่สิงคโปร์ด้วย ได้ที่นั่งหน้าบาร์ ว่าแล้วก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มมารับทานกันตามสไตล์สาวไซส์ใหญ่ ไม่มีคำว่าพอ 

เรากับปุ๊กกี้เรียนที่เดียวกันมาตลอดตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลาย อยู่ห้องเดียวกันบ้าง คนละห้องบ้างแล้วแต่ดวง พอเข้ามหาลัย ก็เรียนที่เดียวกันแต่คนละคณะ มีช่วงนึงที่บ้านเราอยู่ใกล้บ้านปุ๊กกี้มากโดยสามารถเจอกันได้ตามตลาดนัด 

ปุ๊กกี้มีพระคุณในด้านการช่วยเหลือด้านที่พักแก่เรา อย่างน้อยครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกเกิดเมื่อตอน ม.3 เป็นการไปเที่ยวทะเลครั้งแรกของกลุ่มเด็กสาวหญิงล้วนที่นมขึ้นและเริ่มก๋ากั่น แต่ผู้ปกครองยังไม่ค่อยวางใจ มันจึงเป็นการไปเที่ยวหัวหินกับกลุ่มเพื่อนแบบที่ บ้านพักแม่ปุ๊กกี้เป็นคนจัดหาให้ นั่งรถตู้ไปโดยให้ตำรวจลูกน้องพ่อเพื่อนอีกคนขับ ไปทะเลแต่ไม่ได้เล่นทะเล เล่นละครอยู่ในห้องแอร์แทน นั่นคือการไปเที่ยวกับเพื่อนครั้งแรกของเรา 

ปุ๊กกี้มาทำงานที่ญี่ปุ่นได้หลายเดือนแล้ว ก่อนจะมาที่นี่ ออฟฟิศปุ๊กกี้ก็อยู่ห่างจากเราไปเพียงข้ามถนน เป็นบริษัทคู่แข่งกันจะว่างั้นก็ได้ ปุ๊กกี้ทำงานเก่ง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ เลยได้มาอยู่ญี่ปุ่น กลายเป็นเป้าให้เรามาขออาศัย ตอนแรกก็เกรงใจเหมือนกัน แต่พอนางเซย์เยส ความเกรงใจก็หดหายทันที 

เรากับปุ๊กกี้อาจจะไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยไกลจากความระลึกนึกถึง วันนั้นที่หน้าเตาเทปปันยากิ เราได้คุยกันหลายเรื่อง อัพเดตหลายปีที่ผ่านมาให้ย่นย่อในเวลาไม่ถึงชั่วโมง พูดถึงเรื่องเก่าบ้าง เรื่องใหม่บ้าง เรื่องเมื่อวานบ้าง เรื่องของวันพรุ่งนี้บ้าง แม้จะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เราก็ยังสบายใจที่จะแชร์บางเรื่องให้ฟัง เพื่อนคงเป็นคนที่เราสามารถพูดด้วยโดยเป็นตัวของตัวเองได้ วันนั้นเราคิดอย่างนั้น 

ออกจากร้านมาแบบอิ่มแปล้ เดินคุยกันมาตลอดทาง ภารกิจของเราเมื่อกลับถึงบ้านคืนนี้คือจะต้องแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านแล้ว เพราะพรุ่งนี้เช้าจะเอากระเป๋าออกมาเลย ไม่ได้แวะกลับมาที่ห้องปุ๊กกี้อีก การเก็บกระเป๋ากลับบ้านยากเสมอ ยากแรกคือยากที่เราต้องยัดทุกสิ่งที่ซื้อมาโดยคิดว่ากระเป๋าเราใหญ่เท่าบ้าน แต่จริงๆ แล้วมันก็แค่กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้วธรรมดาใบนึง ส่วนยากที่สองคือยากที่จะคิดว่าเราเดินทางมาจนถึงวันสุดท้ายแล้ว 

คิดถึงแก๊งค์ลุงวูลฟ์แพ็คที่โกเบเมื่อเย็น ลุงมาเที่ยวกับเพื่อนแกคงสนุกน่าดู ระหว่างทางแกคงได้คุยกับใครต่อใครเหมือนที่บังเอิญได้คุยกับเรา ได้เป็นเพื่อนกันสิบห้านาที แล้วก็แยกย้ายกันไป คิดถึงปุ๊กกี้ที่อยู่ดีๆ ก็ต้องรับแขกเป็นเพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันนาน แต่ก็ยังมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ เราคิดเสมอว่าเราโชคดีที่มีเพื่อนดี 

การเดินทางทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ 
และการเดินทางก็ทำให้เราได้เจอ...เพื่อนเก่า : ) 






JP14 EP.13: Hashi - สะพาน

13.
はし
HASHI สะพาน


มาเมืองท่า ถ้าไม่ได้เจอทะเล ก็เหมือนมาไม่ถึง...

เนื่องจากเพิ่งไปหาหมอมา และตั้งจิตเอาไว้แล้วว่าจะรักษาขาของตนยิ่งกว่าลูกเสือรักษาสัตย์ เพื่อถนอมออมแรงเอาไว้ลุยหนักๆ ที่นาราในวันพรุ่งนี้ แพลนเดิมที่จะเที่ยวโกเบแบบฮาร์ดคอร์ แวะทุกจุด ชมทุกมุม จึงต้องเป็นอันพับเก็บไป บอกตัวเองว่า เบาๆ นะมึงนะ เอาเท่าที่ได้ ไว้ค่อยกลับมาใหม่นะโกเบไม่หนีมึงไปไหนหรอก เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็เคว้งคว้างเลย

คือพอเราวางแผนอะไรมามากๆ สมมติว่าทำมาสิบ แต่ต้องเลือกเอาไว้แค่สามนี่มันยากนะ ไม่รู้จะเลือกอะไรเข้าอะไรออกดี พอจะตัดก็พาลอยากจะตัดแม่งออกทั้งหมด ถ้าอันนี้ไม่สำคัญ อันนี้ก็ต้องไม่สำคัญด้วย ตัดไปตัดมา อ้าว กูนั่งรถไฟกลับเลยมั้ยถ้างั้น ไม่เหลืออะไรให้เที่ยวแล้วโว้ย

แต่ที่เดียวที่ไม่อยากตัดออก รู้สึกว่าอยากไปแน่ๆ ก็คือที่ที่เรายืนอยู่นี่แหละ สะพานอาคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge 明石海峡大橋) 

ตั้งแต่ตอนอยู่บนเครื่องบิน ช่วงที่ใกล้ๆ จะแลนดิ้ง มองลงมาก็จะเห็นสะพานนี้ชัดมาเลยจากข้างบนนั้น พอมามองจากมุมบนพื้นดิน ไอ้สิ่งก่อสร้างนี้มันก็ยิ่งใหญ่ดีจริง สมเป็นสะพานแขวนข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก (ส่วนที่อยู่ข้ามน้ำ)

แต่ก่อน การสัญจรผ่านช่องแคบอาคาชิ (Akashi Strait) ระหว่างเกาะฮอนชูที่เมืองโกเบ กับเมืองอิวายะ บนเกาะอะวาจิ (Iwaya, Awaji Island) ที่ตั้งอยู่ฝั่งเกาะชิโกกุ นั้นจะใช้เรือเฟอร์รี่ข้ามฟากเป็นหลัก ซึ่งทะเลแถวนั้นก็คลื่นลมแรงใช้ได้ จนเมื่อปี 1955 ก็เกิดอุบัติเหตุเรือข้ามฟากสองลำล่มจนได้ และมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้น 168 ราย จากนั้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นก็เลยต้องกลับมาทบทวนช่องทางการสัญจรระหว่างเกาะกันใหม่ จนเกิดเป็นโปรเจ็คต์สะพานเชื่อมต่อฮอนชู - ชิโกกุ (Honshu-Shikoku Bridge) และจึงมาเป็นสะพานอาคาชิไคเคียว สะพานที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปได้จริง และทำให้การคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคสะดวกสบาย และที่สำคัญคือมันปลอดภัยขึ้น

ขอบคุณที่เขาคิดถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก...

การมาเยี่ยมสะพานอาคาชิไคเคียวนั้นเวรี่ง่าย เพราะแค่ออกมาจากสถานี JR Maiko ที่โกเบก็จะเจอสะพานจ่ออยู่ตรงหน้าเลย (จริงๆ ต้องเดินออกมานิดนึงนะ อีนี่ก็เว่อร์) และเราสามารถเลือกวิธีสำรวจสะพานได้หลายแบบ อย่างแรกคือเจาะลึกให้ถึงกึ๋น สำรวจให้ถึงทุกโครงสร้างลำไส้ ผ่านการทัวร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่พาเราขึ้นไปจนถึงยอดสะพาน แถมยังเดินบนโครงเหล็กข้ามสะพาน นับเหล็กกันเลยว่ามีกี่เส้น ทัวร์แบบนี้จะต้องจองมาล่วงหน้า และเสียค่าเข้าประมาณ 3000 เยน แน่นอนว่าเราไม่มีเงินขนาดนั้น จึงขอบายออพชั่นนี้

วิธีที่สองคือเข้าชม Maiko Marine Promenade เสียค่าเข้าคนละ 250 เยน (ถ้าช่วงพีคตั๋วจะปรับขึ้นเป็น 310 เยน) ด้วยเงินเท่านี้ เราจะได้ขึ้นลิฟต์ไปที่ประมาณชั้นกลางๆ ของสะพาน (อยู่ใต้ถนนอีกที) มีทางเดินสั้นๆ ให้ได้กลับไปบอกเพื่อนว่า เฮ้ย กูมาเหยียบสะพานนี้แล้วนะเว้ย ส่วนที่ชั้นบนของอาคาร ก็มีร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก รวมถึงที่นั่งเฉยๆ เอาไว้พักขาและเปลี่ยนแผ่นกอเอี๊ยะเนื่องจากแผ่นแรกหมดฤทธิ์ยาไปแล้ว ... สำหรับคนทั่วไปก็เอาไว้นั่งมองวิวทะเลนี่แหละค่ะ มันโล่งมากจนอยากจะแนะนำให้บรรดาติวเตอร์เลิกใช้ฟู้ดคอร์ทตามห้าง แล้วพาน้องนักเรียนไปติวกันบนตึกนี้แทน วิวดีด้วย (ไม่ใช่เมืองไทยโว้ยยยยย)

ส่วนวิธีที่สามคือ ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย เดินอยู่ข้างล่าง ถ่ายเซลฟี่คู่กับสะพานหนึ่งแชะ เช็คอินว่ามาถึงแล้วค่ะ จบแบบสั้นๆ ไม่ต้องดื่มด่ำอะไรเลย

เราเป็นเหยื่อวิธีที่สอง คือได้มีการขึ้นไปรับชมวิว สูดอากาศที่ด้านบนเล็กน้อย อาจเป็นเพราะเป็นวันธรรมดา ข้างบนนั้นเลยคนไม่เยอะมาก ตอนเราไป มีกลุ่มที่เข้าใจว่าเป็นนักศึกษาอาสาสมัคร พาคุณยายที่นั่งรถเข็นสามสี่คนมาเที่ยวชมสะพาน คิดถึงซีรี่ส์ Orange Days ขึ้นมาทันใด คิดถึงพระเอกที่เรียนสังคมสงเคราะห์แล้วก็ชอบช่วยคนแก่ คงเป็นฟีลลิ่งเดียวกับนักศึกษากลุ่มนี้

พอเดินจนทั่ว และเปลี่ยนแผ่นกอเอี๊ยะเสร็จแล้ว ก็กลับลงมาด้านล่าง เดินเล่นรับลมทะเลต่ออีกหน่อย รู้สึกว่าโชคดี เพราะตอนที่มาถึงเห็นเมฆทะมึนๆ มาแต่ไกล ฟ้าปิดมากจนถ่ายรูปไม่สวย เลยขึ้นไปดูสะพานข้างบนก่อน พอลงมาฟ้าก็เปิด ทั้งที่ก่อนมาดูพยากรณ์อากาศ ทำใจเอาไว้แล้วว่าวันนี้ฝนตกแน่ๆ แต่พอเอาเข้าจริงเราหลบฝนทันตลอดเลย ขอบคุณฟ้าฝนที่เป็นใจ

ที่ริมอ่าวมีคนจูงหมามาวิ่ง มีคนมาตกปลา มานั่งเฉยๆ รวมถึงมานอน คือมีหลากหลายอิริยาบถมาก เป็นข้อดีของการมี Promenade ริมน้ำ ที่สร้างมาเพื่อเอื้ออำนวยให้คนใช้งานจริง คิดถึงตอนอยู่ที่กว๊านพะเยา ก็รู้สึกทำนองนี้เหมือนกัน คือคนแถวนั้นโชคดีที่มีทางเดินทางวิ่งสวยๆ มีน้ำอยู่ใกล้ๆ มีคนคิดถึงพวกเขาและสร้างทำให้มันดี

ตัดภาพกลับมาที่คลองภาษีเจริญแถวบ้าน ... ก็ตามนั้นแหละค่ะ ...






JP14 EP.12: Itai - เจ็บ

12.
いたい
Itai เจ็บ


ความฝันที่จะได้พูดคำว่าอิไต๊กับผู้ชายญี่ปุ่นเป็นจริงแล้วค่ะ...

แม้ว่าเมื่อคืนจะจัดทั้งยากินและยานวดไปขนานใหญ่โดยหมอปุ๊กกี้ แต่เช้าตื่นมาไอ้อาการปวดข้อเท้าก็ไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น อาการคือปวดที่เอ็นร้อยหวายทุกครั้งที่ก้าว พอปวดมากๆ ก็เลยต้องเปลี่ยนมาทิ้งน้ำหนักที่ขาข้างขวา จึงกลายเป็นท่ากะเผลกๆ เดินป่วนเมืองเค้าตลอดทั้งวัน ไอ้เจ็บปวดยังพอทนไหว แต่อยากให้หายทันวันศุกร์ เพราะการไปนารานี่ถือเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ ถ้าขาไม่ไหวนี่ร้องไห้อยู่ตรงชินไซบาชิเลย 

จึงตัดสินใจว่า ไปหาหมอละกัน...

เลยเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ที่ Tourist Information Center ตรงสถานีโอซากา เจ้าหน้าที่แกก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี หาคลินิคที่เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ให้เรา จากนั้นก็เขียนที่อยู่และเบอร์ติดต่อให้เสร็จสรรพ ก้มขอบคุณพี่เค้าไปห้าที แล้วออกเดินทาง 

คลินิกอยู่ห่างจากสถานีโอซากาไปไม่ไกลมาก ขึ้นมาจากสถานีรถไฟแล้วเดินต่ออีกนิดหน่อยก็จะถึง พอออกจากสถานีเราก็เดินตามลายแทงที่คุณพี่เขาให้มา แต่คลินิกโรงหมอมันไม่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวไง คือพอขึ้นมาจากรถไฟก็ไม่รู้แล้วว่ายังไงต่อ ป้ายบอกทางก็ไม่มี จึงต้องไปถามทางคนแถวนั้น ซึ่งคนที่เราเลือกก็คือ หนุ่มน้อยคาเรปัง

น้องผู้ชายหน้าตาดียืนซัดขนมปังแกงกะหรี่อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ มือก็กดมือถือเล่นไปด้วย พี่เป๋ก็เลยเดินเข้าไปสุมิมาเซน แล้วยืนกระดาษที่เจ้าหน้าที่เขียนให้น้องดู น้องคาเรปังจึงพิมพ์ที่อยู่ดังกล่าวในไอโฟน แล้วเปิดแอพพาเราเดินตามแผนที่เลย โอ๊ยยย พี่เหมือนเป็นนางเอกที่พลัดหลงมาจากจังหวัดไอสุ มาเจอหนุ่มเมืองช่วยชีวิต เราก็เดินตามน้องต้อยๆ ทุกสิบเมตรจะต้องพูดขอบคุณและขอโทษที่รบกวนน้องเพราะรู้สึกเกรงใจจริงๆ น้องก็ยิ้มให้บอกว่าไม่เป็นไรครับ แล้วก็ก้มมองโทรศัพท์ เกาหัว แล้วพูดกับตัวเอง "อยู่ไหนน้า" โอ๊ยยยย น่ารักกกกกกกกกกกกกกก

หลังจากเดินหลงไปเล็กน้อย สุดท้ายน้องก็พาพี่มาถึงหน้าคลินิกจนได้ คราวนี้ต้องก้มต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อขอบคุณน้องคาเรปังเลย ก่อนน้องเดินไปก็ขอถ่ายรูปคู่กันหนึ่งแชะ บอกน้องว่าพี่จะเอาไปเก็บไว้ในไดอารี แต่ตอนนี้ขอเก็บน้องไว้ในหัวใจก่อนนะจ๊ะ 


จากนั้นจึงเดินดุ่มเข้าไปในคลินิกนามว่า Morita Clinic (もりたクリニック) ไปที่เคาน์เตอร์แล้วแนะนำตัวว่า เรามาจากสถานีโอซากาที่เจ้าหน้าที่ติดต่อมา เท่านั้นแหละ น้องพนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ทำหน้าแบบโลกจะแตก ชิบหายข้าศึกบุกแล้วลูกพี่ น้องผู้หญิงคนนึงบอก "ชตโตะๆๆ" (รอก่อน) เราเลยบอกว่า เออเราพอเข้าใจบ้างนิดหน่อยนะ ไม่ต้องเครียดๆ น้องเลยหยิบเอกสารมาให้เรากรอก เพื่อไปทำประวัติคนไข้ ซึ่งพอรับมาปุ๊บก็เงยหน้าแล้วยิ้มให้น้อง "วาการิมาเซน" อ่านไม่ออกเลยค่ะ

น้องคงอยากบอก อีดอกแล้วเมื่อกี๊มึงบอกว่าเข้าใจภาษากู...

จากนั้นจึงโดนส่งให้ไปนั่งรอเงียบๆ คนเดียว รอบข้างเป็นคุณตาคุณยายมารอตรวจข้อเข่า เท่าที่สังเกตคือ พอคุณตาคุณยายเข้ามา แกจะถือสมุดประจำตัวมาด้วย แล้วยื่นให้ที่เคาน์เตอร์ จากนั้นก็นั่งรอ ซักครู่หนึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเรียกแกไปทำกายภาพบำบัด คือส่วนใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาที่นี่จะมาพบ Therapist มากกว่า มีที่มาหาหมอเห็นอยู่ไม่กี่คน เป็นเด็กประถมสงสัยวิ่งเล่นจนขาเจ็บ แล้วก็น้องผู้หญิงอีกคนเดินกะเผลกๆ มาคล้ายๆ เรา 

เคยอ่านเรื่องระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น ที่เข้าใจคือถ้าเกิดว่าเราจ่ายเงินเข้าระบบประกันสุขภาพ (ออกแนวประกันสังคม) เวลาเราไปหาหมอ เราก็จะเสียแค่ 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถ้าเป็นเด็กหรือคนแก่อาจจะเสียน้อยกว่านั้น แต่ถ้าเราไม่จ่ายประกันสังคมรายเดือน เวลาหาหมอก็จ่ายเต็มไป ซึ่งเข้าใจว่าค่อนข้างแพง หรือถ้าคิดว่าไม่ค่อยป่วย ก็ไม่ต้องเข้าระบบเลย ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 

และที่นั่งเจ๋ออยู่ที่คลินิกแทนที่จะเป็นโรงพยาบาลก็ถูกระบบบ้านเขาแล้ว ไม่เหมือนบ้านเราที่เป็นอะไรก็วิ่งไปโรงพยาบาลก่อน แต่ของที่นี่จะให้เข้าคลินิกซึ่งเป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลท้องถิ่นก่อนเป็นอันดับแรก ให้หนักหน่วงจริงๆ คลินิกค่อยส่งไปโรงพยาบาล อย่างคลินิกหมอโมริตะนี่แกก็เฉพาะทางไปเลยว่ารักษาด้านกระดูกและข้อโดยเฉพาะ มีผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดประจำอยู่ เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการก็สุขภาพจิตดียิ้มแย้ม เลยเดาว่าตัวเจ้าหน้าที่เองก็คงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีประมาณหนึ่ง ถึงได้แบ่งเอาพลังชีวิตด้านบวกมาบริการคนไข้ได้

คุณภาพชีวิตดีส่งผลต่อบริการที่ดีมีภาพเป็นอย่างไร ก็ขอให้ดูน้องพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ ที่ตอนนี้กำลังเปิดกูเกิ้ลเพื่อนั่งแปลคำศัพท์ในเอกสารที่ว่าให้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเราจะได้เข้าใจ ตอนนั้นแทบอยากจะกราบน้องสามทีไม่แบมือ หนูช่างมีพระคุณต่อพี่ยิ่งนัก เชื่อแล้วว่าน้องมีหัวใจแห่งงานบริการจริงๆ

ซักพักนึง ก็มีคุณพี่ผู้หญิงผมสั้นใส่แว่นท่าทางใจดี เดินมาหา ยื่นมือให้จับแล้วแนะนำตัวว่าพี่เค้าเป็น Therapist อยู่ที่นี่นะ เป็นหน่วยกล้าตายที่สามารถสปีคอิงแลนด์กับยูได้ แนะนำตัวกันเสร็จพี่เค้าก็เอาเอกสารที่แปลเสร็จแบบสดๆ ร้อนๆ มาให้ช่วยเรากรอก แกซักประวัติทั่วไป แล้วก็ถามอาการว่าไปโดนอะไรมา ไม่คิดไม่ฝันว่าศัพท์สมัยเรียนอย่างคำว่า Korobu ที่แปลว่าหกล้ม นี่กูจะได้นำมาใช้ในชีวิตจริงที่ประเทศแม่ ถามอาการเสร็จพี่เค้าก็ขอจับข้อเท้าเราดู แกพลิกๆ หมุนๆ แล้วก็บอกว่า "อาา..เข้าใจแล้ว" เข้าใจไรวะ บอกกันมั่งดิ พี่เค้ายิ้มให้แล้วบอกว่า เดี๋ยวรอเจอคุณหมอนะ อีกไม่นาน แล้วพี่เค้าก็ปลีกตัวเข้าไปทำงานด้านในต่อ 

ระหว่างที่นั่งสวยรอหมอ อยู่ดีๆ ก็เกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเลยว่า "ชิบหายแล้ว ร้านนี้เขารับบัตรเครดิตรึเปล่าวะ" ว่าแล้วจึงแอบเปิดกระเป๋าตังค์สำรวจสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองอย่างเงียบๆ ไม่ให้คุณตาที่นั่งข้างๆ จับพิรุธได้ ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ประมาณ 15000 เยน แต่ต้องมีชีวิตอยู่ที่ประเทศนี้อีกสองวันเต็ม คือแค่กินก็ไม่รู้จะพอมั้ย นี่กูต้องเอามาจ่ายค่าโรงหมออีก เลยไปถามน้องที่เคาน์เตอร์ว่ารับบัตรเครดิตมั้ยน้อง ... ไม่รับค่ะ ... น้องพอจะประมาณให้ได้มั้ยว่าค่ารักษามันจะเท่าไหร่ เพราะพี่มีเงินสดไม่มาก ... น้องทำเค้าท่าคิด แล้วบอกว่า ... มันก็แล้วแต่อาการนะคะ แต่อันนี้คือ Maximum ค่ารักษาเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วน้องก็กดเครื่องคิดเลขยื่นให้เราดู 15000 เยน เราขอบคุณน้องเค้า แล้วบอกว่าขอไปปรึกษาเพื่อนแป๊บนึง

สิ่งแรกที่ทำคือไลน์ไปบอกปุ๊กกี้ก่อนว่า ถ้าเราจ่ายค่าหมอ พรุ่งนี้อาจจะต้องยืมเงินปุ๊กกี้ใช้นะ แล้วเดี๋ยวกลับไทยจะคืนให้ ปุ๊กกี้บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นเลยโทรหาเพื่อนปอย ณ ไทยแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่น ว่าเอาไงกันดีวะมึง กูว่ากูไม่หาแล้วดีกว่า เดินกะเผลกๆ แบบนี้ต่อไปนี่แหละ ตกลงกันเสร็จสรรพ ก็กลับเข้ามาในคลิกนิก กะว่าจะมาบอกเค้าว่าไม่หาหมอแล้วค่ะ ขอโทษที่สร้างปัญหาให้ ขอบคุณมากจริงๆ ขอตัวกลับก่อนนะคะ 

แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็โดนเชิญเข้าไปพบคุณหมอแล้วค่ะ ฟะ ฟะ ฟะ ฟังกันก่อนนนน.......

เนื่องจากคลินิกนี้เป็นคลินิกเฉพาะด้าน ดูแลเรื่อง Orthopedics โดยเฉพาะ โปสเตอร์ที่ผนังก็เลยเป็นรูปกล้ามเนื้อ ข้อขาอะไรไปเรื่อยเปื่อย ซักพักคุณหมอโมริตะก็เดินยิ้มแหะๆ เข้ามา แนะนำตัว แล้วก็เริ่มสปีคกันเป็นภาษาอังกฤษแบบพอถูไถ

คุณหมอเขาถอด...ถุงเท้าเราออก แล้วก็จับ...ข้อเท้าเรา แล้วก็ถามว่าเจ็บมั้ยๆ ตรงนั้นเองที่ได้ "อิไต๊" ใส่คุณหมอไปหลายที เพราะคุณหมอกดถูกจุดมาก อยากจะสื่อสารว่าอย่าโดนเอ็นร้อยหวายหนูเลย แต่ก็ไ่รู้แปลเป็นญี่ปุ่นยังไง เอาแค่อังกฤษกูยังแปลไม่ถูกเลย ในหัวมีแต่คำว่า วันฮันเดรดวิคเกอร์มัซเซิล ก็กลัวหมอด่าว่านี่ใช่เวลาตลกมั้ย เลยเงียบๆ ไปแล้วอิไต๊อย่างเดียว 

พอหมอจับเสร็จแกก็บอกว่ากระดูกไม่เป็นไรนะ และดูเหมือนพยายามจะอธิบายอะไรต่อ แต่พูดไปได้นิดนึงแกก็ถอดใจละเพราะมันคงยากเกินกว่าจะสื่อสารให้คนที่นอกจากจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นแล้ว คงไม่เข้าใจศัพท์ทางการแพทย์เป็นภาษาอังกฤษด้วย แกเลยบอกว่า เอาน้ำแข็งประคบบ่อยๆ นะ เอางี้ เดี๋ยวหมอสั่งกอเอี๊ยะให้ไปแปะ ว่าแล้วคุณพยาบาลก็เอาแผ่นแปะบรรเทาปวดขนาดใหญ่เท่าหน้ามาแปะให้ที่ข้อเท้าข้างซ้าย เป็นอันเสร็จพิธีกรรม 

แล้วเวลาที่ระทึกใจก็มาถึง รอไม่นาน น้องเจ้าหน้าที่ก็เรียกไปจ่ายเงิน ยอดออกมาที่ 5700 เยน น้ำตาแทบไหล รู้สึกกลับมาเป็นเศรษฐีอีกครั้ง น้องบอกว่าให้ไปรับยาที่ร้านยาข้างๆ นะคะ ส่วนนี่เป็นบัตรประจำตัวเอาไว้มาหาหมอครั้งหน้า จะเก็บไว้ก็ได้นะคะ แล้วก็ยิ้มๆ  เราเลยบอกว่า จะเก็บไว้เป็นที่ระลึกนะ แล้วก็ยิ้มให้กันในวันปีใหม่กันไป

ก่อนออกจากคลิกนิก คุณพี่ผมสั้นใส่แว่นคนเดิม (เสียดายที่จำชื่อพี่เค้าไม่ได้) แกเดินมาหา ถามว่าเรียบร้อยดีมั้ย เราพนักหน้า แล้วกล่าวขอบคุณแก แกเอามือตบหลังเราเบาๆ แล้วบอกว่า "คิโอสุเกตเตะ อิตเตรัชไช" (ดูแลตัวเองด้วย เดินทางดีๆ นะ) เป็นดรามาติกโมเมนท์แห่งวันไปเลย 

ยังไม่หมดเวรกรรม เพราะขั้นตอนต่อไปคือการไปซื้อยาที่ร้านยาข้างๆ ที่ญี่ปุ่นนี่จะไปซื้อยาส่งเดชไม่ได้ ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ก่อน ส่วนพวกยากะปริบกะปรอยทิฟฟ่งทิฟฟี่ นั่นไปซื้อตามร้านยาทั่วไปได้ เข้าไปร้านยารีแอ็คแรกของทุกคนเหมือนกับที่คลินิกเลย คือ พวกเราจะรับมือกับคนต่างด้าวยังไงดีคะรุ่นพี่ เราผู้ซึ่งชินแล้ว เลยส่งใบสั่งยาให้น้องเภสัชกร (สวยมาก เวรี่คาวาอี้) ได้เป็นยาแก้ปวด, ยาแก้เอฟเฟคต์จากยาแก้ปวด และกอเอี๊ยดหนึ่งแพ็คใหญ่ มีการปรินท์ใบอธิบายสรรพคุณว่ายาตัวไหนเป็นยังไง (อ่านไม่ออกค่ะ ภาษาญี่ปุ่น) โดนค่ายาไปอีก 1200 เยน ตัวเบาเรยยยยยยยยยยย

ออกจากร้านหมอมาแบบตัวเบา ขางี้เย็นเลย (เพราะว่าแปะกอเอี๊ยะอยู่) เดินกะเผลกกลับไปที่สถานีเหมือนเดิม แม้ตัวจะเจ็บ แต่เราจะไม่หยุดเที่ยว เดี๋ยวเจอกันที่โกเบ เย้



ปล. พอเขียนถึงก็เลยลองเสิร์ชดูว่าจะมีคลินิกคุณหมอโมริตะอยู่ในเน็ตมั้ย ปรากฏว่าเจอด้วย มีหน้าหมอโมริตะยิ้มแห้งๆ เด่นอยู่กลางเว็บเลย เข้าไปดูได้นะ http://shishinkai-moritaclinic.com/index.htmlhttp://shishinkai-moritaclinic.com/index.html