Showing posts with label Life. Show all posts

10 ข้อ เรื่องการเที่ยวคนเดียว



ได้อ่านบทความที่ว่า เหตุผลที่เราควรเที่ยวคนเดียวซักครั้งในชีวิต ในฐานะที่เคยเที่ยวคนเดียวสามสี่ครั้ง ทั้งในและนอกประเทศ จนเหมือนจะเป็นความชอบ เลยอยากบันทึกถึงเรื่องนี้เอาไว้บ้าง และพบว่ามีอยู่ 10 ข้อ ที่จะเกิดขึ้นกับเราเวลาไปเที่ยวคนเดียว ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมด และก็ไม่ได้เลวร้ายน่ากลัว เป็นข้อสังเกตที่มาจากประสบการณ์ของเราเอง อ่ะ ลองไปดูกัน...




1. อยากทำอะไรก็ทำ 
อันนี้คือข้อดีที่สุดของการไปเที่ยวคนเดียวในความเห็นเรานะ เพราะปกติถ้าไปกับเพื่อนเป็นโขลง หรือต่อให้ไปสองคนก็เหอะ มันต้องมีความเกรงอกเกรงใจ เราชอบหยุดถ่ายรูป ซึ่งถ้าคนที่ไปด้วยไม่ถ่ายรูป เขาก็จะเดินนำไปละ ดังนั้น เราก็จะถ่ายรูปอย่างด่วน เอาให้จบไวๆ แล้วก็วิ่งตามเพื่อนไป

แต่กับการไปคนเดียว ถ้านึกอย่างจะถ่ายรูป ต่อให้เป็นรูปที่ไร้เหตุผล เช่นรังแตนที่ติดอยู่บนยอดต้นข่อย เราจะทอดเวลาไปกับการถ่ายมาโครให้เห็นดีเทลของรังแตนไปสองชั่วโมงก็ไม่มีใครว่า เพราะไม่ต้องเกรงใจใคร และไม่มีใครรอเราอยู่ เป็นช่วงเวลาปลดปล่อยความต้องการเบื้องลึกที่เก็บซ่อนไว้มานานของมนุษยชาติ

อนึ่ง การเที่ยวคนเดียวนั้นเหมาะมากสำหรับการไปพวก พิพิธภัณฑ์, แกลเลอรี, หอศิลป์, ปางช้าง, สถานีอวกาศ, อาบอบนวด (พอแล้ว)


2. ไม่เขินเวลาหลง
คนเรามันก็มีฟอร์มไง ทีนี้ถ้าไปกันหลายคนแล้วเราพาเพื่อนหลงนี่มันก็เขินใช่มั้ย แต่ถ้าเราไปคนเดียว ประสบการณ์เสียฟอร์มทั้งหลายมันจะอยู่กับเราคนเดียวนี่แหละ

ปล. ส่วนใหญ่ถ้าเราเดินหลง แล้วมาเขียนเล่าเรื่องในบล็อกมักจะใช้คำว่า "เดินเล่นสำรวจเมือง" ดูไม่เสียฟอร์มแถมเท่อีกต่างหาก (เท่ตรงไหนฟะ)


3.ชีวิตมันช้าลงนิดนึง
ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการไปเที่ยวคนเดียว หรือจากการเที่ยวแบบอันแพลน เพิ่งมารู้สึกตอนไปเที่ยวคนเดียวครั้งล่าสุดนี่แหละว่าเวลามันผ่านไปช้าจัง มันคงไปเกี่ยวโยงกับข้อแรก คือเราได้ใช้เวลากับสิ่งที่เราสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องไปเสียเวลากับอะไรที่เราไม่สน ไม่ต้องรอใคร และไม่ต้องให้ใครรอ รู้สึกนิ่งขึ้น และได้ใช้เวลาไตร่ตรองตัวเองมากขึ้นนิดนึง


4. กินได้ไม่เต็มที่
การเที่ยวคนเดียวมันดีตรงที่เราอยากกินอะไรก็กิน แต่เสียตรงที่กินได้ไม่มาก ปัจจัยหลักคือไม่มีเงินโว้ย ปกติถ้าไปกันหลายคน เราก็จะสั่งอาหารแบบ N+1 (จำนวนคนที่ไป บวกไปอีกหนึ่งอย่าง) ก็จะได้ชิมอาหารหลากหลายเมนู แถมหารเงินได้ด้วย แต่พอไปคนเดียว จะสั่งแบบมุทะลุอย่างนั้นก็ได้ แต่เราจะกินไม่หมด และเราจะไม่มีเงินจ่าย เป็นคนล้มละลาย ช่างน่าอับอาย โดนคนในพื้นที่ทำร้าย ทรมานร่างกาย พอแล้ว..

ดังนั้น เวลาเราไปเที่ยวคนเดียว ก็เลยจะตัดเรื่องอาหารไปเลย แบบว่าจะไม่โฟกัสกับของกินนะ กินเพื่ออยู่นะมึงนะ ดีกรีการตามล่าของอร่อยก็จะอยู่ในเลเวลสี่ คือพอแหลกล่าย คนพื้นที่เขากินกัน ราคาเป็นกันเอง


5. ขาดตัวหาร 
ต่อเนื่องจากเรื่องกิน เรื่องการเดินทาง หรือการเที่ยวแบบเหมาลำในบางที มันจะดีกว่าถ้าเรามีตัวหาร เช่น ถ้าเราไปเที่ยวในเมืองที่ระบบขนส่งมวลชนไม่อำนวย เราก็ต้องขึ้นแท็กซี่ หรือเหมารถสองแถว ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราไปคนเดียวเอ็งก็จ่ายคนเดียวไปนะสิ  ถ้าเรากระเป๋าหนักก็ว่าไปอย่าง แต่คิดว่าส่วนใหญ่เราไปเที่ยวก็เขียมกันสุดฤทธิ์ (สังเกตได้จากการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของกระทู้ประเภท เที่ยว XXX ด้วยงบ XXX กระทู้ไหนใช้งบน้อยจะยิ่งได้รับความสนใจ ต่อไปคงถึงขั้น 250 บาทก็เที่ยวอเมริกาได้) อะไรที่ประหยัดได้เราก็คงอยากประหยัด

มันก็มีวิธีแก้อยู่บ้าง เช่น ถ้าไม่อยากเหมารถสองแถวก็โบกหารถที่จะผ่านไปแถวนั้น แล้วก็ขออาศัยเขาไปด้วย มันสนุกนะ แต่กว่าจะโบกได้ซักคันมันไม่ใช่เรื่องง่าย และเมื่อโบกไปถึงที่หมายได้ แต่หารถกลับมาไม่ได้ก็เคยมาแล้ว ก็เดินกลับอย่างพ่ายแพ้ ปวดขาไปอีกสองวัน


6. ไม่มีใครถ่ายรูปให้ 
สำหรับท่านที่มีไม้เซลฟี่ก็อาจจะไม่คิดว่ามันเป็นปัญหามากเท่าไหร่ แต่เอาจริงๆ ก็เขินนะถ้าต้องถืออีไม้เซลฟี่ถ่ายรูปกับสถูปเจดีย์อยู่คนเดียว ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาคงคิดในใจว่าให้ป้าช่วยถ่ายมั้ยหนู แต่พอเราให้ป้าถ่าย รูปที่ออกมาก็มักไม่ถูกใจศิลปินแห่งชาติอย่างเราๆ ปากก็บอก "ขอบคุณนะคะป้า รูปสวยมากเลย" พอป้าเดินไปก็คิดกันในใจว่า  มุมกล้องของคุณป้ากว้างซะจนต้องไปพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลแล้วล่ะว่าอีในภาพนี่ใช่เราแน่ๆ เหรอวะ


7.ได้เจริญสติ
การเที่ยวคนเดียวมันมีอิสระก็จริง แต่มันก็อันตรายเหมือนกัน ทั้งระหว่างเดินทาง ระหว่างเดินเที่ยว ไหนจะข้าวของมีค่า ไหนจะพรหมจารีที่ถือมาด้วย โอ๊ยมันช่างละเอียดซับซ้อน

อย่างตอนไปเที่ยวคนเดียวครั้งล่าสุด แรกทีเดียวแพลนว่าจะขึ้นรถไฟตู้นอน เพราะข้อดีคือเราได้นอนเหยียดยาว พอเช้าตื่นมาก็ถึงพอดีแล้วออกเที่ยวได้เลยไม่เมื่อยเนื้อตัว แต่คิดอีกที เราเป็นคนหลับลึก ถ้าระหว่างหลับใครเขามาเอาบุหรี่จี้เราก็ไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็เลยเปลี่ยนใจ ขึ้นรถทัวร์ไปแทน

ทางที่ดีคือต้องรู้ตัวเราตลอดเวลาว่าทำอะไร ระวังแต่ไม่ใช่ระแวง ไม่งั้นตอนเที่ยวมันไม่สนุก เราว่าแค่มีสติอยู่ตลอดเวลา ก็เพียงพอในระดับนึงแล้วสำหรับการเที่ยวคนเดียว


8. คนข้างๆ
เราไม่รู้หรอกว่าเราจะได้นั่งข้างใครบนรถทัวร์ มันไม่ใช่ในละครที่จะเจอพระเอกกล้ามล่ำ ที่เราสาวเปิ่นนอนหลับแล้วเผลอเอียงหัวไปซบไหล่เขาน่าเอ็นดู จนกลายเป็นความรัก เรารับได้รึเปล่าถ้าต้องนั่งข้างคุณลุงที่นอนกรน และขากสเลดตลอดเวลา, รับได้รึเปล่าถ้าคนข้างๆ เท้าเหม็นระดับเก้าต้องเอายาดมยัดจมูก, รับได้ไหมถ้าคนข้างๆ ขยับร่างกายคล้ายซ้อมยูโดไปตลอดทาง หรือไม่ก็ตดตลอดเวลาแต่ทำท่าเนียนๆ ว่ากูไม่ได้ตดนะจ๊ะ

เราเลือกคนข้างๆ ไม่ได้ และก็เช่นเดียวกัน เราก็เป็นคนข้างๆ ของคนอื่นเหมือนกัน  นึกถึงเขา นึกถึงเราเอาไว้จะดีที่สุด


9. บรรดาคนแปลกหน้า
การเที่ยวคนเดียวเปิดโอกาสให้เราได้พบเจอคนใหม่ๆ ตั้งแต่ออกเดินทางและระหว่างทาง อันนี้เราว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวแล้วว่าคุณไปเที่ยวคนเดียวเพื่ออยู่กับตัวเองคนเดียว หรือออกเดินทางคนเดียวเพื่อทำความรู้จักใครก็ไม่รู้ ถ้าเป็นอย่างหลัง สิ่งที่ต้องทำคือพูด ถ้าคิดว่ามันยากก็เริ่มจากการถามคำถามก่อนก็ได้ เช่น "รถนี่มันจะไปจอดที่ไหนนะคะ" "ร้านนี้ไปทางไหนอ่ะพี่ มีคนแนะนำมาว่าอร่อย หรือพี่มีร้านอื่นอร่อยแนะนำมั้ยคะ" แล้วก็ค่อยต่อยอดบทสนทนาต่อไป

ส่วนตัวเวลาเราไปเที่ยว แม้จะเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน แต่เมื่อได้คุยกันจริงๆ แล้วจะชอบฟังมากกว่า สมองจะทำงานหนักมากเพราะต้องคิดคำถามให้พี่เขาพูดต่อ อย่าหยุดพี่ อย่าหยุด จนคนที่คุยด้วยคงอยากด่าว่ามึงจะถามอะไรกูนักหนาวะ

สิ่งที่ดีของการคุยกับคนแปลกหน้าเวลาไปเที่ยว คือเราจะมีคนและเรื่องเล่า ที่จะกลายเป็นภาพจำเมื่อนึกถึงที่นั้นๆ ในแบบที่กูเกิ้ลไม่สามารถหาได้เจอ


10. เรื่องเล่าของเราเอง 
ทุกการเดินทางจะมีเรื่องเล่าเสมอ ไม่ว่าจะไปกันกี่คน กับเหตุการณ์นึงที่เจอ แต่ละคนก็จะมีเรื่องเล่า หรือมุมมองความคิดเห็นต่อสิ่งนั้นแตกต่างกันในระดับโมเลกุลอยู่แล้ว แต่สำหรับการไปคนเดียว สิ่งที่เราเห็นและเจอ จะเป็นความทรงจำส่วนตัว เป็นเรื่องเล่าเฉพาะ ที่มีเราคนเดียวที่ได้เห็นและรับรู้ เก็บเอาไว้คิดถึงให้สยิวกิ้วอยู่คนเดียวเวลานั่งคว้างๆ ตอนตีสอง

แต่ก็นั่นแหละ ทุกการเดินทางมีเรื่องเล่าเสมอ ไม่ต้องไปคนเดียว ก็มีเรื่องเล่าเหมือนกัน


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เราว่าการเที่ยวคนเดียวมันเป็นความชอบ เป็นรสนิยมส่วนบุคคลนะ คือ มันไม่ใช่กิจกรรมชิคๆ คูลๆ เพื่อบอกว่าตัวเรานี้เป็นฮิปสเตอร์เราจึงไปเที่ยวคนเดียว หรือในอีกทาง มันก็ไม่ได้อันตรายน่ากลัว จนต้องแพนิคกันเกินเหตุ บางทีมันก็เป็นจังหวะเวลาของคนเรา ที่ปกติอาจจะไม่ได้ชอบเที่ยวคนเดียวหรอก แต่ฮอร์โมนช่วงนั้นมันแปรปรวนก็เลยหิ้วกระเป๋าออกจากบ้าน ตัดภาพอีกทีคือไปโผล่ในป่าดิบชื้นทางภาคใต้นั่นแล้ว

เรากลับไม่อยากให้มองว่าการทำอะไรคนเดียวเป็นเรื่องแปลก ไม่ต้องถึงขั้นเที่ยวคนเดียวหรอก แค่ไปดูหนังคนเดียว, กินข้าวกลางวันคนเดียว, ขี้คนเดียว (อ๋อ เค้าขี้คนเดียวกันอยู่แล้วนะ) ฯลฯ มันเป็นเรื่องที่ทำกันได้ ไม่ได้แปลก ไม่ได้เหงา ไม่ได้เปลี่ยว ไม่ได้เกลียดโลก ไม่ได้ต้องเฝ้าระวัง มันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการดำเนินชีวิตที่คนเราก็ทำได้เหมือนกัน ให้คุณค่าไม่ต่างจากการทำอะไรหลายคน และสกิลการทำอะไรด้วยตัวคนเดียวได้ มันก็จำเป็นต่อการดำคงชีวิตอยู่เหมือนกันนะ


ที่ถนนท่าพระจันทร์


โต๊ะหมายเลขสองริมถนนท่าพระจันทร์ถูกจับจองโดยฉันและเพื่อนร่วมทางอย่าง เอย และ ปอย
เหตุผลที่ทำให้เราหยุดที่ร้านนี้ก็เพราะสายตาทั้งสามคู่เกิดบังเอิญไปสะดุดกับบางสิ่ง
อย่างพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
สิ่งนั้นคือ … หมูสับยัดไส้ไข่เค็ม (ถ้ากูจำชื่อมันไม่ผิด)

เสียงร้องจากท้องไส้ดังไปจนถึงสมองที่สั่งการลงมาให้มือจดชื่อรายการอาหารที่ดวงตามองเห็นอยู่ข้างหน้า…ละลานตาไปหมด
สุดท้าย กระดาษแผ่นน้อยก็แออัดไปด้วยรายชื่ออาหารหลากหลาย
ทั้งยำไข่เค็ม เต้าหู้ทรงเครื่อง ปลาหมึกยัดไส้ หมูหวาน หอยจ๊อ กุนเชียง ยำปลาเค็ม ผัดบล็อกโคลี่
ข้าวต้มใบเตยสามถ้วย และที่ขาดไม่ได้คือ เจ้าหมูสับยัดไส้ไข่เค็มตัวการ

ที่อาจหาญสั่งกันเยอะเพียงนี้ก็เพราะแต่ละจานนั้นราคาเพียงจานละสิบบาท
และทันทีที่ข้าวต้มคำแรกเข้าปาก เอย…สหายจ้อยจึงเอ่ยปากขึ้นมาว่า
"แดกกันเยี่ยงราชาเลยทีเดียว" ฉันและสหายปอยพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง



"กูชอบนั่งโต๊ะริมถนนอย่างนี้ว่ะ แม่งเย็นดี ไม่เหมือนโต๊ะข้างใน แม่งอึดอัด" ปอยเอ่ยปากขึ้น

"เออ แถมคราวนี้กับข้าวแม่งดีชิบหาย ไม่เหมือนคราวที่แล้ว เสือกมาตอนร้านจะปิด เลยได้แดกแต่ไข่เจียวๆ" เอยบ่น

"แต่ข้าวต้มมันต้องกินกับไข่เจียวดิวะ" ฉันเพิ่งสังเกตว่าบนโต๊ะคราวนี้ไม่มีไข่เจียวมาร่วมด้วย

"ต้องมากินกันหลายๆคนว่ะ ถึงจะสนุก"
 
"เออ พวกแม่งพลาด"


.

สักพักโต๊ะข้างๆ เราก็มีไอ้ตี๋น้อยตัวอ้วนป้อมกับคุณแม่และพี่ชายเข้ามาเพิ่มเติม พวกเราส่งยิ้มให้เจ้าตี๋และก็ได้รอยยิ้มเล็กๆ กลับมา

นิดนก – "เห็นอย่างนี้แล้วอยากมีลูกว่ะ"

ปอย – "เอาจริงๆกูก็กลัวตอนนั้นว่ะ ตอนทำแม่งอ่ะ"

เอย – "กูถึงว่าไง ว่าทำไมคนเราแม่งไม่ดมหูกันแล้วก็ท้อง"

นิดนก – "กูว่าแม่งน่าเกลียดกว่า *** กันอีกว่ะ มึงลองยื่นหูมาให้กูดมดิ"

เอย (ทำหน้าเหยเก) – "อี๋ๆๆๆ"

ปอย – "แต่ถ้า *** กันด้วยความรักมันก็คงไม่เท่าไหร่ป่าววะ"

นิดนก – "กูว่าแม่งพลิ้วว่ะ"

ปอย – "แต่กูว่าถ้ากูยังเรียนมหา’ลัยอยู่กูคงไม่ทำงั้นว่ะ"

นิดนก – "แน่แหละ ก็เราไม่มีโอกาสไง 555"

เอย – "ใครว่าปอยไม่มีวะ ก็หนุ่มผมยาวคนนั้นไง ฮ่าฮ่าฮ่า"

ปอย – "เฮ้ย ไม่เอาๆๆ ทำไมแม่งไม่เป็น"น้อง…"วะ"

นิดนก – "ปอยแม่งสวยเลือกได้ว่ะ"

ปอย – "ต้องเอยวะ แม่งสาวทรงเสน่ห์ตัวจริง มีประเด็นกับทุกชั้นปี ฮ่าๆ"

เอย – "อีบ้า มึงคิดว่ากูอยากเหรอ"

นิดนก – "อยากอยู่ตรงนี้ตลอดไป ได้เฝ้ามองและห่วงใย…." (อยู่ดีๆก็ร้องเพลงขึ้นมา)

นิดนก - "ถามจริงๆ มึงฟังเพลงนี้แล้วยังคิดอะไรอยู่ป่าววะ"

ปอย – "ไม่แล้วว่ะ จริงๆนะมึง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงตายว่ะ แต่ตอนนี้เฉยๆแล้ว แต่แม่งก็ทำให้กูกลัว กลัวที่จะรักใครมากๆ แล้วกลัวจะเจ็บมากเหมือนคราวที่แล้ว"

เอย – "มันเหมือนระวังไว้ก่อนป่าววะ"

นิดนก – "กูว่าแบบ แต่ก่อนมันจะคิดแต่ด้านดี ไม่เคยเผื่อใจ แต่พอมันผ่านมาแล้วมันจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น ประสบการณ์แม่งจะสอน ทำให้มองอีกด้าน ว่าแง่ร้ายแม่งก็มี ถ้าคิดว่ารับมันไหวก็ลุยไปเลย แต่คิดอีกทีความรักแม่งก็ไม่ใช่การทำธุรกิจลงทุนนะ ที่จะต้องมานั่งนึกถึงผลดีผลเสีย มันเป็นอารมณ์มากกว่า พอมันเป็นอารมณ์แล้วมันก็จะไม่แน่นอน ดังนั้นมึงจะไปทฤษฎีกับแม่งไม่ได้ อยากทำอะไรก็ทำ"

เอย - "จริงว่ะ ถ้าอยากทำอะไรก็ทำไปเลยดีกว่า"

ปอย – "กูนับถือมึงอย่างว่ะเอย มึงแม่งไม่เคยกลัวที่จะเจ็บว่ะ อยากทำอะไรก็ตามใจตัวเองไปเลย ดีว่ะ กูชอบ"

เอย – "ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ดิวะว่าผลจะเป็นยังไง"

ปอย – "เดี๋ยวกูมา ไปสั่งเพิ่มก่อน"

ไม่นาน ยำปลากระพง ผัดผักบุ้งไฟแดง และเต้าหู้ทรงเครื่องอีกจานส่งตรงถึงโต๊ะอีกครั้งพร้อมข้าวต้มอีกสองถ้วย พร้อมกับการสานต่อบทสนทนาที่ยังไม่จบ
 


นิดนก – "แต่กูไม่เห็นด้วยกับมึงอย่างนึงนะปอย ที่มึงเคยบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ มึงไม่อยากรู้จัก *** อีกอ่ะ อยากเป็นคนแปลกหน้ากันไปเลย ไม่รู้ว่ะ กูเสียดาย"
 

ปอย - "แต่กูก็ยังยืนยันนะ"

เอย - "แล้วมึงไม่เสียดายความเป็นเพื่อนกันเหรอวะ"

ปอย – "ก็กูกับมันไม่ได้เริ่มแบบเป็นเพื่อนไง"

นิดนก – "กูว่ามันต้องมีบ้างว่ะ อย่างกูก็เสียดายนะ ไอ้เหี้ย ในเมื่อมันเริ่มมาในสถานะหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาแล้วมันจะกลับมาที่จุดนั้นอีกไม่ได้วะ กูเชื่อว่าไอ้ความสัมพันธ์ช่วงรอยต่อตรงนั้นแม่งแข็งแรงที่สุดนะ แม่งเสถียรว่ะ คือไม่ว่ามึงจะก้าวล้ำไปถึงขึ้นไหนแล้ว สุดท้ายมึงก็จะกลับมาที่จุดนั้นได้อีกโดยไม่มีเงื่อนไข อยู่ที่ว่ามึงจะเปิดใจรึเปล่า"

ปอย – "นั่นแหละ ที่กูอยากรักษาตรงนั้นของกูกับน้องเอาไว้ กูยังอยากคุยกับแม่งต่อไป อยากเป็นพี่น้องกับแม่งต่อไป"

นิดนก – "กูก็อยากว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า"

เอย – "อิ่มแล้วว่ะ"

ปอย – "เหมือนกันว่ะ"

นิดนก – "งั้นเก็บตังค์เลยแล้วกัน"

แม่ค้านับนิ้วและขมุบขมิบปากเล็กน้อย ก่อนจะคิดคำนวณในใจด้วยความเชี่ยวชาญขั้นพิเศษ ก่อนจะสรุปรวมราคาค่ามื้อเย็นของพวกเราในวันนี้ว่ามีมูลค่า สองร้อยยี่สิบห้าบาท

นิดนก – "นี่เด็กแม่งก็จะสอบโอเน็ตเอเน็ตเหี้ยไรนั่นแล้วนี่หว่า จะได้มีน้องอีกแล้วว่ะ" มือก็กำลังหยิบเงินในกระเป๋าออกมาร่วมลงขัน

ปอย – "อยากไปรับน้องแล้วว่ะ ปีนี้เละแน่ๆ"

เอย – "จริงว่ะ ปีสามแม่งชิวสุด เมาอย่างเดียวเลย"

นิดนก – "เออ ว่าแต่….เหล้าคณะแม่งอยู่ไหนวะ?"
 

...


เราสามคนเดินออกจากร้าน ด้วยกระเพาะอาหารที่อัดแน่นไปด้วยข้าวต้มและกับเลิศรส
แต่ภายในหัวใจยังว่างเปล่า เหมือนไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ไม่มีที่ไป

คนหนึ่ง … ดูเหมือนจะมีหลายทางเลือก แต่ไม่อาจเลือกได้เลยสักทาง


คนหนึ่ง … กำลังเสียดายกับความสัมพันธ์สถานะพี่น้อง ที่ดูเหมือนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้


และอีกคนหนึ่ง … กำลังกลัวที่จะรัก เพราะความรักครั้งก่อนทำร้ายจนทำให้หวาดกลัว


เราพูดคุยกันด้วยความเงียบ … เหมือนจะเข้าใจกันและกันดี 

เอย ปอย และฉัน ร่ำลากันที่ถนนท่าพระจันทร์
ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อดำเนินชีวิตของแต่ละคนต่อไป


ฉันส่งเพื่อนทั้งสองขึ้นรถเมล์สาย 524 ไป
แล้วออกเดินเพื่อขึ้นรถกลับบ้านบ้าง


ฉับพลันสายตาของฉันก็มองเห็นบางอย่าง
ฉันเห็นบางคนที่ด้านหนึ่งของถนน …
บางคน ที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่า


เรายังรู้จักกันอยู่ไหม ?


….

 


ปล.
*สเปซนี้เต็มไปด้วยถ้อยคำและความคิดที่หยาบคาย ซึ่งล้วนมาจากบทสนทนาจริงสองผู้หญิงสามคน 555
*และที่แน่ๆ สามคนนี้ . . . โ ส ด
*และบางเรื่องต้องขอสงวนไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะไม่อาจเปิดเผยบางเรื่องได้ในที่สาธารณะ



(บล็อกนี้เขียนเอาไว้เมื่อวันที่ 24/02/2007)


-----------------------------------------------

เนื่องจากบล็อกนี้มีคอมเมนท์คมๆ เยอะ ขอรวมเอาไว้ตรงนี้เลยละกันนะ


มาท่าพระจันทร์แล้วขอให้พวกเธออยู่เป็นกลุ่มใหญ่ได้เท่านี้นน่ะ
รักกัน รักท่าพระจันทร์ ใช้ชีวิตที่นิให้คุ้มน่ะ อีก 2 ปีเธอจะรู้ว่า พวกเรารู้สึกอย่างไร
แต่สามสาวสวยโสดนิมาท่าพระจันทร์หนุ่มๆจะห้ามใจไหวหรอ
โดยเฉพาะสาวติดกิ๊บ 5 5 5 5 รุ่นน้องเข้ามาคงมีโจทย์เพิ่มอีกคนแน่ เสน่ห์แรงจริง
อยากไม่โสดบอกได้น่ะจ๊ะแม่สาวติดกิ๊บ 5 5 5
Sasawat
24/02/2007 at 14:58

------------------------- 

5555อย่างราชาจริงๆ
ผญ เชี่ยไรว่ะ พูดหยาบทุก3คำเลย
วันหลังต้องมากันให้ครบจะได้สั่งกับเยอะกว่านี้

คืนก่อนรี่มาให้ข้อคิดกูไว้
ทำให้คิดว่ากะหนุ่มผมยาวถ้าเค้าโทรมากูก้อคุยนะ55
แต่ไม่เห็นโทรมา555555555แป่ว

ส่วนเรื่องผู้ชายสร้างบ้านที่กุก็ยังคงแอบเชียร์นะ
ด้วยเหตุผลที่มึงเองคงรุ้ดี

รังสิตแม่งเป็นที่ ที่ทำให้เราผูกพันกัน
แต่ท่าพระจันทร์ทำให้เราโตขึ้นว่ะ


ขอบคุณสำหรับ ข้าวต้มข้างถนนและคนสามคนที่ไม่เคย*สมหวังนะ

:: ปOย*
24/02/2007 at 15:26

------------------------- 


เดินสายกินกันสักทีไหมค้า อ่านแล้ว อยากกินชะมัด
55
แหม อยากอยู่ในบทสนทนานี้ด้วยจัง พูดถึงขั้นตอนที่ปอยจะทำ** เพื่อการมีบุตร
อยากแสดงความคิดเห็นจริงๆ 55
แต่ดมหูของเอยเนี่ย รี่ขอคัดค้านจริงๆน่ะ
เอวี  (//>.<)// ..ไม่สนับสนุนค่ะ ไม่ยอมมมม 55555


….
ความกลัว — มันทำให้เราปิดกลั้น
ไม่กล้าสักที อยู่กับที่ ไม่ไปไหน

ลองดูหน่อยไหม
เสี่ยงกันสักตั้ง
เอาชนะความกลัวดู …

บางทีมันอาจก้าวผ่านได้ไม่ยากก็ได้นะ

เป็นกำลังใจให้เสมอ
นะจ๊ะ


..,
รังสิต ค่ำคืนนั้น ดีจัง
รักพวกเราเป็นที่สุด ..
ไม่มีวันเป็นอื่นแล้วล่ะ* ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ท่าพระจันทร์ เอ้าา เที่ยววววววววววววววววโว้ยยยยยย 555

เชอะ ะ รี่
24/02/2007 at 19:18

------------------------- 
 
ทำไมกูพลาดเรื่องการกินไปได้ว้า..
เอะ หรือพวกเมิงดีใจ ที่ไม่มีกูร่วมแบ่งปันอาหารตรงนั้นวะ
555+  รักกูหน่อยเหอะ

เป็นบทสนทนาที่แม่งโคดขำและสะท้านใจลึกๆ ในช่วงเวลาที่ไร่เรี่ยกันมาก จนกูแทบเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน
ตลอดเรื่องที่กูอ่าน ถึงแม้กูจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น
กูก้คิดตลอด (ในตอนแรกว่า เชี่ย..ไมกูไม่ได้กินเยี่ยงราชามั่งวะ)
ว่า ทำไมพวกเมิงสุดยอดกันอย่างนี้วะ
กูชอบพวกเมิงที่ เปิดเผย/เปิดใจ พูดอะไรกันตรงๆอย่างนี้
แม้แม่งจาดูไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงเค้าทำกัน (ตั้งแต่เมนูการสั่งอาหารแล้ว ยันคำพูดคำจา)
แต่กูรู้สึกว่า มันเปนวงสนทนาที่ดู อบอุ่น มากมาก
จนกูเนี่ยรู้สึกว่า การที่ได้พูดอะไรกับใครสักคน ที่มันเข้าใจในความรู้สึกเราได้ดี
บางที ความว่างเปล่าเล็กๆที่เป็นตอผุดๆโผล่ๆอยู่ ก้เหมือนมีน้ำอุ่นๆที่มากลบ ให้ไอตอนั้นมิดได้
ช่วงเวลาหนึ่ง ให้รู้สึกอบอุ่นใจ ก่อนน้ำมันจะลดลงไป
และสุดท้าย ตอ อันนั้น มันก้ยังอยู่ของมันตรงนั้นคอยสะกิดใจก้ตาม

สุดท้าย ไม่มีใคร กูว่า พวกเราก้ยังมี "กันและกัน" นะ
รักค่ำคืนรังสิต
รักพวกเมิงที่สุด*
Noo
24/02/2007 at 22:40 

 
------------------------- 

 
สมจริงประหนึ่งกูยืนฟังพวกมึงคุยกันเลยว่ะ…
แล้วคราวหน้าไปกินกัน 555

ความกลัวทำให้เราไปอยากเริ่มก้าวจริงๆ

**สายใยของพวกเราเริ่มต้นที่รังสิต
**และจะสานต่อไปไม่รู้จบที่ท่าพระจันทร์
***รักพวกมึง

Patcharaparn
24/02/2007 at 23:05


-------------------------  

 
โอ๊ววว ….

เส้นทางความรักของ สาวสาวสาว

ความคิดแต่ละคน ต่างความคิด


ขยาด สู้ ไม่แน่ใจ *

เพราะอะไร ทำไมถึงเช่นนั้น



สักวันพวกพี่ต้องสะหมี๊ แน่นอน 55555

Mim
25/02/2007 at 01:56 


------------------------- 

 
อ่านแล้วอิน กัดกินหัวใจ ยิ่งกว่าแมงกินฟันเสียอีก
สู้ต่อไปไอหลาน สู้เค้าๆในทุกเรื่องๆ เป็นกำลังใจให้เสมอ
…คิดถึง……….รังสิต…ว่ะ 5555

peerana
25/02/2007 at 02:57

-------------------------  
  
7-11 โซนซีแห่งเดียวที่กูไม่ได้นรั่ง ไป1ปี เห้อ

 YoS
25/02/2007 at 03:57

-------------------------

555 ถอดเทปได้ทุกคำพูด ขอนับถือๆ

แหมสาวสวยโสดทั้งสาม ถ้ามาอยู่ท่าพระจันทร์คงไม่โสดแล้วแหฃะ

เสน่ห์เกินห้ามใจกันทุกคน

Vishaya
25/02/2007 at 15:40

-------------------------
 
สวัสดี สาว3คนนั้น
ณ พื้นที่ริมทางเดินท่าพระจันทร์

พร้อมกับบทสนทนาอันเร้าจิต
และเมนูอาหารที่ล้นจนเกือบไม่พอ1หน้ากระดาษ
กินกันอย่างพระราชินี ขาดก็แต่พระราชา ผู้ร่วมบัลลังก์ 55

กุว่านะเว้ยความรักอ่ะ

มันก็เหมือนกับการขึ้นรถไฟ
มันไม่สำคัญที่ว่ารถไฟขบวนนั้นกำลังจะมุ่งหน้าไปไหน
แต่มันสำคุญที่เรากล้าที่จะขึ้นไปกับรถไฟขบวนนั้นต่างหาก

แต่มันก็น่ากลัวเนาะ
เพราะเราไม่รุ้ว่าสิ่งที่เราต้องเผชิญข้างหน้ามันคืออะไร??
สู้ต่อไปหว่ะ พวกเราคงจะสมหวังกันได้สักครา

ตอนนี้เวลาที่รังสิต*กำลังจะหมดลงไป
ถึงเวลาที่เราจะก้าวต่อไปที่ท่าพระจันทร์*
แต่เราทั้งหมดจะไปด้วยกัน
"จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน.." พี่เบิ้ดแกว่าไว้ -*-

ปล,,ไว้ครบทีมแล้วเราไปถล่มร้านกันใหม่

 OEY
25/02/2007 at 23:02


-------------------------

ทุกสิ่งอย่างในช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา
เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ มากมาย
ทำให้ฉันรู้ว่า "โลกกว้าง" ไม่ได้สวยงามและน่าค้นหาอย่างที่หวัง
และ "เส้นแบ่งระหว่างคนดีกับคนโง่มันห่างกันเพียงนิดเดียว"

พยายามจะคิดอยู่เสมอว่ามันจะเปนประสบการณ์ที่ทำให้ฉันไม่พลาดซ้ำ
แต่บางครั้ง *ภาพความทรงจำ ก็กลับมาทำร้ายกันโดยไม่รู้ตัว
ถึงมันจะไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บปวดอีกต่อไป
แต่มันก็ทำให้ฉันเจ็บกับ *ความกลัว กับการเริ่มที่จะรู้สึกดีดีกับใครสักคน

แต่คงจะมีสักวัน..ที่ฉันจะกล้าพอ
ปล่อยใจให้ความรู้สึกได้เต็มตื้นกับความสุข และไม่กลัวที่เจ็บอีกครั้ง
มากกว่าจะต้องกดความรู้สึกต่อไปด้วยความหวาดหวั่นลึกๆ

เราอาจจะก้าวออกมาจาก *ความกลัว ไม่พร้อมกัน
แต่ความกล้าของใครสักคน ก็อาจจะทำให้แกกล้าที่ก้าวออกมาได้อย่างมั่นใจในไม่ช้า
ขอให้แกโชคดี ..

ปล.บางครั้งมันก็สายเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับไป
ตั้งใจสอบละกันนะ และก็มีความสุขมากๆ ด้วย
Happy Birth Day ฟู่ๆ 555+

อาจจะดูเหมือนห่างไกล
แต่ก็ *รักพวกแกเสมอนะ

Sunanya
27/02/2007 at 20:16

------------------------- 
 
 
แด่...เซเว่นโซนซี,,แห่งเดียวในโลก

วันที่ฉันป่วย


ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด
เสียงจากโทรศัพท์ที่ผมตั้งปลุกเอาไว้ดังขึ้น
นำผมกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง หลังจากที่ได้ไปท่องเที่ยวอยู่ในความฝันเสียนาน
จริงๆ ก็ไม่นานเท่าไหร่หรอก เพราะผมเพิ่งนอนเมื่อตอนเกือบตีสาม
และเจ้านาฬิกาจำเป็นมันต้องทำหน้าที่ของมันตอนแปดโมงเช้า
ผมลุกขึ้นจากเตียงอย่างไม่เต็มใจ เพราะทั้งร่างกายและจิตใจของผมมันดื้อดึงที่จะทิ้งตัวลงนอนใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น
แต่ความเป็นจริงและปากท้องคอยรั้งเอาไว้ไม่ให้ผมเถลไถลไปมากกว่านี้


เช้าวันนี้ทุกอย่างรอบกายผมมันยังคงปกติเช่นทุกวัน
แต่ที่จะแปลกไปก็คงเป็นบางอย่างภายในตัวของผม
เมื่อข้างในคอมันจะเจ็บแปลบๆ ทุกครั้งที่ผมกลืนน้ำลาย
แถมยังมีของเหลวเหนียวๆ ไหลออกมาจากโพรงจมูกของผม … น่าเกลียดชิบหาย
หนักไปกว่านั้นคือในกบาลของผมมันปวด ตุ๊บ…ตุ๊บ…ตุ๊บ
ถึงตอนนี้ ไม่ต้องเป็นหมอผมก็พอเดาออก … ป่วยเสียแล้วสิเรา


ผมจำได้ว่าเมื่อคืนผมเพลียมาก เพราะนอกจากงานประจำที่ "ต้อง" ทำแล้ว
ผมดันไปรับปากกับเพื่อนคนหนึ่งของผมไว้ ว่าผมจะไปถ่ายรูปบรรยากาศที่ร้านอาหารที่เธอคนนั้นเพิ่งเปิดใหม่
ผมต้องลากสังขารจากที่ทำงานย่านลาดพร้าว ไปถ่ายรูปที่ร้านเธอแถวๆ พุทธมณฑล
และย้อนกลับมาที่คอนโดที่อยู่บนถนนเส้นเดียวกับที่ทำงาน
แค่เดินทางอย่างเดียวก็ทำผมเหนื่อยพอตัวแล้ว


พอไปถึงที่ร้าน เธอคนนั้นก็คอยควบคุมการทำงานของผมทุกฝีก้าว
เธอจะชี้นิ้วสั่งว่าอยากได้ภาพมุมนั้นมุมนี้ แล้วผมก็จะทำตามอย่างว่าง่าย
บางทีภาพมุมเดิมที่ถ่ายไปแล้ว แต่เธอคนนั้นไม่พอใจ เธอก็จะให้ผมไปถ่ายใหม่ จนกว่ามันจะ "ใช่" สำหรับเธอ 


กว่าจะได้ภาพตามที่เธอคนนั้นต้องการครบถ้วน เวลาก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม
พอถึงบ้าน ผมก็ง่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
คอยเลือกภาพ แต่งภาพ สุดท้ายก็ไรท์มันใส่แผ่นซีดีสีชมพู สีที่เธอคนนั้นชอบ
แล้วผมก็ผลอยหลับไป … ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ปิดคอมฯ


หลังวางสายจากก้อย รุ่นน้องที่ออฟฟิศที่ผมโทรไปบอกว่าวันนี้จะไม่เข้าไปทำงานเพราะป่วยหนัก
ผมกลืนพาราไปสองเม็ด และทิ้งตัวลงนอนได้อย่างง่ายดาย
แต่สักพัก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ผมเอื้อมมือไปหยิบมันอย่างไร้เรี่ยวแรง ในใจคิดอยากจะกดทิ้ง
 

แต่…
ชื่อที่แสดงอยู่หน้าจอกลับทำให้ผมหยุดความคิดนั้น แล้วรีบกดรับสายทันที


"ว่าไง"

"นี่ยังไม่ตื่นอีกเหรอป่าน สายแล้วนะ"

"อื้อ เราไม่ค่อยสบายอ่ะ วันนี้เลยไม่ไปทำงาน"


"อ้าว แล้วเป็นอะไรมากมั้ย"

"สบายมาก แค่หาเรื่องโดดงานก็เท่านั้น" ผมพูดพร้อมกับสั่งขี้มูกระลอกยักษ์ออกจากโพรงจมูก

"เออ เราไรท์ซีดีให้แล้วนะ บางภาพก็แก้ให้มันสวยขึ้น ไว้ตอนเย็นเราเอาไปให้ที่ร้านแล้วกัน"

"จะ ไหวเหรอ ถ้ายังไง ปอยไปเอาที่คอนโดป่านก็ได้นะ เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ต้องไปส่งแม่ทำธุระแถวนั้นอยู่แล้ว ป่านรออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวเที่ยงๆ ปอยเข้าไป"

"เอ้อ … "

"ตามนั้นนะป่าน ไปนอนต่อเหอะ"

เธอวางสายไป เหลือแค่ผมที่ยังงงๆ อยู่กับบทสนทนาเมื่อครู่ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จริงๆ ก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผมคุยกับเธอคนนั้น – - ปอย ผู้หญิงที่ผมสนิทด้วยมากที่สุด

...

ผมกับปอยรู้จักกันเพราะระบบเอนทรานซ์ที่พาเรามาใช้คณะและมหาวิทยาลัยร่วมกัน
ปอยเป็นคนพูดเก่ง ยิ้มง่าย จึงไม่แปลกที่เธอจะมีเพื่อนเยอะแยะ
ต่างจากผมที่ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยมีเพื่อนใหม่ จะมีก็แต่เพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน
ปอยชอบชวนคนนู้นคนนี้คุยไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็มาถึงตาของผม
ปอยทักผมว่าดูเงียบๆ มีปัญหาทางบ้านหรือเปล่า ดูดิ ประโยคแรกมันก็กวนตีนผมแล้ว
พอผมนั่งงงปอยก็บอกว่าล้อเล่น แล้วก็ชวนผมคุยต่อ
เราไม่ได้คุยกันทุกวัน แต่คุยกันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน
และก็น่าแปลก ที่ผมไม่รำคาญความกวนตีนของปอย แต่กลับรู้สึกว่ามันตลกดี

จนสุดท้าย ปอย ก็กลายเป็นเพื่อนใหม่คนเดียวของผม แต่ผมเป็นแค่หนึ่งในเพื่อนหลายๆคนที่ปอยมี
พอเรียนจบ ปอยช่วยให้ผมได้ทำงานที่บริษัทที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ก็เพราะความรู้จักคนเยอะของมัน
ส่วนปอยเองกลับไปเรียนต่อด้านบริหารที่อเมริกา
ผมไม่ได้เจอหน้าปอยกว่าสองปี และติดต่อกันผ่านอีเมลเพียงสี่ฉบับ
แต่เมื่อถึงวันที่ปอยกลับ ผมไปรับปอยที่สนามบิน
ปอยยังคงไฟแรงเหมือนเดิม เพราะแค่อาทิตย์เดียวที่มันกลับมาเหยียบบ้านเกิด
ปอยก็มีโปรเจ็คต์จะทำร้านอาหาร สิ่งที่มันใฝ่ฝันมาตั้งแต่สมัยอยู่ชั้น ป.3 (มันเคยเล่าให้ผมฟัง)
และหนึ่งปีหลังจากนั้น ร้าน "เจริญนคร" ของปอยก็เสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเป็นร่าง
(ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องตั้งชื่อนี้)

ปอยโทรหาผม ขอร้องให้ผมไปเป็นช่างภาพ เก็บภาพสวยๆ เพื่อเอาไปโปรโมทร้านและทำเมนู
จริงอยู่ที่ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ
แต่การที่ต้องไปถ่ายภาพในในที่ที่ไกลขนาดนั้น แถมยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลา
และมีคนคอยชี้นิ้วสั่งให้ถ่ายตรงนู้นถ่ายตรงนี้
ถ้าไม่ใช้ปอย ผมคงไม่ทำให้แน่ๆ

บ่อยครั้งที่ผมต้องยอมทำอะไรหลายอย่างที่ผมไม่ชอบ แต่พอปอยเอ่ยปากขอร้อง ผมก็ต้องยอมทุกครั้งไป
ผมทำเพราะผมมีความสุขที่ได้เห็นปอยยิ้ม ปอยจะรู้ไหมนะว่ายิ้มของมันเป็นรอยยิ้มเดียวที่ทำให้ผมยิ้มได้
ปอยแทบจะไม่เคยร้องไห้ ครั้งเดียวที่ผมเห็นปอยร้องไห้หนักๆ ก็ตอนที่มัน "อกหัก" นั่นแหละ
ผมยังจำได้ วันนั้นผมกำลังเล่นเกมอยู่ที่หอกับไอ้วิม เพื่อนอีกคนของผม สักพักก็มีเสียงคนเคาะประตู
พอผมเปิดประตูออกไปก็พบปอยยืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง
คืนนั้นปอยร้องไห้ไม่หยุด มันบอกผมว่าไม่ต้องถามอะไร ปล่อยให้มันร้องไห้ของมันไปเรื่อยๆ
ผมทำตามอย่างว่าง่าย
(ส่วนไอ้วิม เอาเบอร์โทรของผู้ชายคนนั้นแล้วโทรไปเคลียร์กับมันให้รู้เรื่อง แม่งก็เป็นห่วงปอยไม่แพ้ผม)
ปอยร้องไห้จนหลับไป ขนาดปอยหลับตาอยู่ผมยังรับรู้ได้ตาดวงตาคู่นั้นคงแดงแจ๋
แก้มขาวๆ ยังคงเปียกอยู่ สงสารปอยจับใจ
ในหัวของผมมีความคิดมากมายวิ่งชนกันไปมาสะเปะสะปะ แต่เท่าที่ผมพอจะประมวลออกมาได้ ผมกำลังคิดว่า
ถ้าเป็นผม ปอยจะไม่ต้องร้องไห้อย่างนี้

นี่ผมชอบปอยเหรอ … ผมก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าผมสบายใจเวลาที่อยู่ใกล้เธอ
รู้สึกอยากจะทำทุกๆ อย่าง ที่มันจะทำให้ปอยมีความสุข ให้ผมได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ไปนานๆ
ถ้ามันจะแปลว่าผมชอบปอย ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะครับ ผมไม่ค่อยใส่ใจกับคำจำกัดความเสียเท่าไหร่
เช้าวันรุ่งขึ้นปอยตื่นมาพร้อมกับรอยยิ้ม ความเศร้าของเธอคงหลับไหลไปในภวังค์แห่งความฝัน
ปอยยังคงร่าเริงเหมือนทุกๆ วันที่เธอเป็น เว้นก็แต่ ผมรู้สึกได้ว่าในใจปอยไม่เหมือนเดิม
ภายใต้รอยยิ้มที่สดใส แต่ลึกๆข้างในใจของเธออาจจะแสนเงียบเหงา
เพราะเธอกำลังเจ็บปวด และคงอีกนานกว่าบาดแผลครั้งนี้ของเธอจะหายไปง่ายๆ
ผ่านมาหลายปี … มาจนถึงตอนนี้ ผมยังคงเชื่อว่าหัวใจของปอยกำลังค่อยๆ ดีขึ้น
มันยังคงปิดปรับปรุง เพื่อดูแลให้มันกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ส่วนผม ถ้าถามว่าผมยังชอบปอยอยู่มั้ย … ผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าความรู้สึกผมมันเท่าเดิม
ไม่เพิ่ม ไม่ลด
หน้าที่ของผมคือการอยู่ข้างๆ ปอย คอยช่วยเหลือเวลาปอยมีปัญหา (ส่วนใหญ่ปอยจะช่วยผมเสียมากกว่า)
ได้เฝ้ามองรอยยิ้มเดิมๆ ที่มีให้ทุกครั้งที่เราเจอกัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม
ก็ผมบอกแล้วไง … ผมไม่ใส่ใจกับคำจำกัดความ

...

ก๊อก … ก๊อก … ก๊อก
เสียงดังจากหน้าประตูปลุกผมตื่นขึ้นอีกครั้ง
มองไปที่นาฬิกาแขวนผนัง นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เธอคงจะมาแล้วสินะ
ผมลุกขึ้นไปเปิดประตู หัวกบาลของผมยังคงปวด ตุ๊บ…ตุ๊บ อยู่ไม่หยุดหย่อน
เปิดประตูออกไป ก็พบเจ้าของรอยยิ้มสดใสคู่เดิม ยืนอยู่ตรงหน้าผม

"โหย หน้าซีดเชียวป่าน อาการหนักนะเนี่ย" เธอคงเป็นห่วงเรา

"เอ้อ บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร จะเข้ามาข้างในมั้ย"

"ไม่ล่ะ ต้องรีบไปรับแม่ เดี๋ยวต้องพาแกไปซื้อของอีก ไม่ว่ากันนะ"

"เออ ไม่เป็นไร งั้นรอเดี๋ยว เดี๋ยวไปเอาซีดีให้"

ผมเดินไปหยิบแผ่นซีดีสีชมพูที่วางอยู่ที่โต๊ะคอมฯ ที่ยังคงเปิดต่อเนื่องจากเมื่อคืน

"เอ้า ถ้ามีภาพไหนไม่ชอบก็บอกนะ จะได้แก้ให้"

"อื้ออ ขอบใจมากนะคะคุณเพื่อนรัก" เธอพูดแล้วยิ้มหวานแบบเดิมๆให้ผม แล้วก็ยื่นถุงบางอย่างใส่มือผม

"เอ้านี่ ปอยซื้อมาให้ เขาว่ากันว่าใครได้กินโจ๊กเจ้านี้จะหายป่วยทุกรายไป เอาไปอุ่นกินนะป่าน ปอยไปก่อนนะ หายไวไวนะ"

เธอพูดจบก็จัดแจงปิดประตูห้องให้เสร็จสรรพ โดยไม่ปล่อยให้ผมได้พูดอะไรซักคำ
หัวกบาลของผมก็ยังคงปวด ตุ๊บ … ตุ๊บ อยู่ไม่หยุดหย่อน
ที่โพรงจมูกของผมก็ยังคงมีขี้มูกระลอกแล้วระลอกเล่าไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ
ลำคอด้านในของผม(ที่ผมมองไม่เห็น)มันคงแดงและทำงานอย่างหนักกว่าจะกลืนโจ๊กเย็นๆ เข้าได้แต่ละคำๆ
ผมกินโจ๊กที่ไม่ได้อุ่นจนเกลี้ยงชาม ตามด้วยพาราอีกสองเม็ด
แล้วก็ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเหมือนเดิม
หมอนนุ่มๆ และความอุ่นจากผ้าห่มทำให้ผมรู้สึกสบายตัว
ลมหายใจที่เคยติดขัดเนื่องจากมันปะทะเข้ากับระลอกขี้มูกเริ่มคลี่คลาย ผมเริ่มหายใจคล่องขึ้น
เสียงตุ๊บ … ตุ๊บ ที่ดังอยู่ในหัวค่อยๆ เบาลง พาราเซตามอลคงเดินทางไปถึงที่หมายแล้วกระมัง
ผมซุกตัวเพื่อกระชับร่างกายกับผ้าห่มอีกครั้ง
แล้วผมก็ผลอยหลับไป …

*แด่ ปอย และ ป่าน สหายถ่ายภาพของฉัน ในคืนที่ฉันหายใจไม่ออก*



ขอขอบคุณ
*ปอย สำหรับชื่อร้านอาหารอันแสนจะอภินิหารอลังการของมึง
*ป่าน ผู้ชายที่ชี้นิ้วสั่งให้กูถ่ายนู่นถ่ายนี้ แน่สิ ก็มึงเป็นบอสนี่
*วิม สำหรับชื่อแรกที่นึกถึงตอนที่คิดชื่อเพื่อนป่านและปอย
*ก้อย เลื้อยเข้ามาอยู่ในเรื่องจนได้
*เทย สำหรับแผ่นซีดีสีชมพู
*จ้อย ถึงไม่มีชื่อในเรื่องแต่ก็เลิฟ ขอบคุณมากสำหรับการเดินทางไกล อินเตอร์โซน – อินเตอร์ปาร์ค ในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
*มุก กับทริปเล็กๆ ที่เซเว่นโซนบี
*หนู ผู้กำลังครุ่นคิด
*รี่ ผู้กำลังเผชิญหน้ากับความเหงา (รึเปล่า)
*จิ๋ว ผู้ที่เป็นสายสืบเรื่องรถเมล์ให้ข้าพเจ้า 555
*ตั๊ก/ตาล สำหรับรถป๊อปลิตเติ้ลเมอร์เมท




(เรื่องนี้เขียนและโพสต์เอาไว้ในสเปซ, เว็บบล็อกที่นิยมกันในสมัยนั้น, เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2550) 

For you, Ha Ji Won



สมัยเรียนมหาลัย ตอนนั้นชอบดูหนังเอเชียมาก (ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่) คงเพราะได้รับอิทธิพลมาจากพี่รหัส ก็เลยบ้าเช่า/ซื้อ หนังญี่ปุ่น เกาหลี จีน มาดูเต็มไปหมด ผลที่ตามมาคือนักแสดงในดวงใจของเราส่วนใหญ่เลยเป็นชาวเอเชียตะวันออก และส่วนมากจะเป็นผู้หญิง (แอร๊ย) ที่เยอะหน่อยคือสาวญี่ปุ่น Takeuchi Yuko, Aya Ueto, Ayase Haruka, Masami Nakasawa, Aoi Yu ส่วนฝั่งเกาหลี ไม่รู้ว่าเพราะหน้าตาไม่ถูกจริตหรือยังไง ทำให้มีอยู่แค่สองคนเท่านั้นที่ชอบ คนแรกคือ Bae Doo Na ชอบตอนที่เล่น Lady of Dignity เพราะรู้สึกว่าเป็นบทที่นักแสดงหญิงไม่น่าจะรับเล่นกันง่ายๆ ส่วนอีกคนนี่ชอบ ชอบมาก ชอบจริงๆ เหมือนเป็นพรหมลิขิต นั่นก็คือ Ha Ji Won

มันบังเอิญจากตอนที่ดูเรื่อง Love, So Divine เพราะว่าชอบพระเอก (ควอนซางวู) แต่พอดูจบกลายเป็นว่าชอบจีวอนที่เป็นนางเอกมาก หลงรักเลย แม้ตอนนั้นจะไม่ใช่สเปค (ผู้หญิงผมสั้น) แต่ก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ยิ้มน่ารักดี จากนั้นก็เลยไล่ติดตามดูหนังเธอในช่วงนั้นและก่อนหน้านั้นมาดูจนครบ ทั้ง Phone, Daddy long legs, 100 days with Mr.arrogant, Sex is Zero, Reversal of Fortune, Ditto, Truth Game (เรื่องนี้มีฉากเห็นนมนางด้วย) จนถึงเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูในยุคคลั่งมากๆ ก็คือ Duelist ที่ดูแล้วเหนื่อยโคตรๆ เป็นหนังแนวที่ไม่ได้ถูกชะตาเราเลยจริงๆ ถ้าไม่ใช่จีวอนเล่นก็คงไม่ดู 

หลังจาก Duelist ก็ไม่ได้ติดตาม เซฟรูป ดูคลิป ดูหนังของจีวอนอีกเลย สงสัยเพราะเทใจมาอินทางญี่ปุ่นอย่างเดียว แล้วก็เบื่อๆ หนังเกาหลีที่ช่วงนั้นมันบูมเกินไป ขนาดหนังใหม่ๆ ของจีวอนบางเรื่องที่ดังมากอย่าง Haeundae, BaBo, Sector7 ก็ทำแค่ซื้อแผ่นมาเก็บไว้ก่อน ยังไม่ได้หยิบมาดูเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่ง...

เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นช่วงที่ตั้งใจจะตื่นเช้าในวันหยุด ก็เลยได้ดูซีรี่ส์ช่วงเช้าของช่องเจ็ด ฉายเรื่อง Secret Garden ดูแล้วก็เอ๊ะ นี่มันฮาจีวอนนี่หว่า ก็คิดแค่นั้น ไม่ได้ตั้งใจดูเท่าไหร่ เปิดทีวีทิ้งไว้แล้วก็ทำอย่างอื่น จนผ่านมาได้อีกสองสามอาทิตย์ ลองตั้งใจดู เห็นว่าเป็นคนเคยรักกัน เท่านั้นแหละก็ติด ฮิตขึ้นมา และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของยุคเรอเนซองส์สภาวะแฟนคลับของฮาจีวอนอีกครั้งหนึ่งอย่างเป็นทางการ 

ดังนั้น หากตอนนี้กิจกรรมบนโลกโซเชี่ยลมีเดียของเรามันจะเป็นเรื่องของฮาวีวอนเยอะหน่อย ไปรบกวนไทม์ไลน์ใครอันนี้ก็ต้องขออภัยจริงๆ เป็นช่วงที่เราต้องกู้เวลาสามปีที่เสียไปกลับมาใหม่ กลับมารักกันใหม่ หนังที่ดูแล้วก็เอามาดูใหม่ และไล่ตามเก็บเรื่องที่ยังไม่ได้ดูจนตอนนี้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันแล้ว 

จบละ กิจกรรมการเขียนเหตุผลสนับสนุนความหมกมุ่นของตัวเองในช่วงนี้ มาเรามารักฮาจีวอนกันเถอะ เย้!







2012 ด้วยความระลึกถึง


ปี 2012 ของฉัน...


ได้เที่ยวเยอะแยะ (เขาใหญ่ เกาะล้าน-พัทยา ขอนแก่น พัทยา(กินอย่างเดียว) สิงคโปร์ เชียงใหม่-ดอยปุย-ขุนช่างเคี่ยน หัวหิน(ไปสองรอบ) รับน้องระยอง เกาะสมุย หมู่เกาะอ่างทอง สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่-ดอยอินทนนท์-ลูกทุ่งวิจิตร)  

ได้ดูอะไรมากมาย (ปาล์มมี่ 4+1 อัสนี-วสันต์ Raptor James Lift-Oil Jason Mraz Maroon5 Last Fat Fest แบบเบิร์ดเบิร์ด วงกฎ สุุขศาลา เรยา มิสไซง่อน)  

ลาออกจากดีแทค เริ่มงานที่ดีลอยท์ เข้าห้องผ่าตัดครั้งแรก แผลติดเชื้อต้องไปทำแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน อ่าน 1Q84 จบ วิ่งมาราธอนครั้งแรกและเริ่มจะติดใจ กลับไปเป็นนักเรียนที่ธรรมศาสตร์อีกครั้ง(แม้จะแค่คอร์สสั้นๆ) ได้เขียนลงคอลัมน์ Filmnorama ในหนังสือ Barefoot เปิดนิดนกดอทคอม ได้หลานชายคนที่สอง มีชื่อตัวเองอยู่ในคอลัมน์เมดอินไทยแลนด์ของพี่เต๋อ รถคันแรกของแฟน ผ่อนคอนโดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ยังคงทำให้เราอุ่นใจและยิ้มได้เหมือนเดิม :)

ปีนี้แม้จะมีเรื่องที่ไม่ดีมากๆ เกิดขึ้น แต่ก็ต้องขอบคุณสิ่งนั้นที่ทำให้เรารู้ว่าคนที่อยู่รอบตัวเรารักและเป็นห่วงเรามากแค่ไหน

ปีนี้แม้จะมีเรื่องให้ต้องเจ็บตัวเยอะแยะ แต่ก็ต้องขอบคุณความเจ็บปวดที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเราสามารถอดทนกับมันได้มาก เพียงใด ทำให้เรารู้ว่าการอยู่โดยมีความหวังว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้นนั้นมันช่วยให้ เรานอนหลับลงได้ และมันจะคอยย้ำเตือนให้เราดูแลตัวเองมากขึ้น

ปีนี้ได้ออกเดินทางไปมากมายหลายที่ ได้มองเห็น สูดกลิ่น ยินเสียง สัมผัส กับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็น ได้หลายบทเรียนและประสบการณ์ และก็ได้หลายบาดแผลมาจากการที่ตัวเราไม่ระวังตัวเอง การท่องเที่ยวยังคงเป็นเหตุผลข้อใหญ๋ๆ ในการมีชีวิตอยู่ของฉัน เงินที่หามาได้ ดอกเบี้ยทีงอกเงยจะไม่มีค่าเลยถ้ามันอยู่ในตู้เซฟธนาคาร แม้ที่หมายปลายทางของฉันมันจะไม่ได้ไกลหรือแปลกใหม่เท่าใดนัก แต่ฉันก็ได้เรียนรู้จากมัน และแน่นอนว่า ฉันจะฝันถึงปลายทางที่ไกลยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแรงขับให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าต่อไป  

ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งที่เราเป็นคนตัดสินใจเอง และที่เราควบคุมมันไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงสอนให้เราไม่อยู่กับที่ คิดไปข้างหน้า รู้จักแก้ปัญหา รับมือกับความทุกข์และอารมณ์สารพัดปนเปที่เข้ามาปะทะในใจ การเปลี่ยนแปลงทำให้เรารู้ว่าโลกไม่ได้มีแต่ด้านที่เราเห็น การเปลี่ยนแปลงทำให้เรารู้ว่า มีบางศักยภาพของเราที่ยังไม่เคยถูกนำไปใช้ การค้นพบดินแดนใหม่ข้างในตัวเองถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และทำให้เรารู้ว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เกินกว่าความพยายามของเรา

ปีนี้ได้รู้จักคนใหม่ๆ มากมาย ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ และเพื่อนร่วมงาน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากคนเหล่านั้น และก็ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้มาเจอและรู้จักกัน

ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้คือวัตถุดิบ คือเชื้อเพลิง คือต้นทุน ที่จะทำให้เราไปต่อไปปีต่อไป และต่อๆ ไป ร่างกายที่แข็งแรง ความเมตตาจากคนรอบข้าง และสติปัญญาของตัวเราจะทำให้เราผ่านพ้นทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าได้ ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ดี เป็นปีที่สดใส เป็นปีที่ทุกความตั้งใจใฝ่ฝันจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ขอให้ทุกคนสนุกกับชีวิต เพราะชีวิตมันสนุกมาก :)

สวัสดี 2013



เพื่อนของเราคือความเจ็บปวด

บันทึกนี้เขียนถึงความเจ็บปวด

สวัสดีความเจ็บปวด ช่วงนี้เราเจอกันบ่อยเลยนะ แกคงดีใจที่ได้เจอฉัน เพราะปกติใครๆ ก็ไม่อยากเจอแก ฉันก็ด้วยล่ะ แต่จะให้ทำไงได้ ถ้ามันไม่ได้มีไอ้ก้อนที่คอ ถ้าฉันไม่ได้ต้องขึ้นเขียงให้หมอผ่า ถ้าแผลมันไม่ได้อักเสบขึ้นมา เราก็คงไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนี้หรอกเนอะ

ฉันกลัวเจ็บ ฉันยอมรับเลย ... ทุกครั้งที่ไปหาหมอ แล้วหมอบอกว่าจะทำขั้นตอนอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย ฉันจะทำหน้าแหยๆ แล้วถามหมอว่า "มันเจ็บมั้ยคะ" หมอก็จะยิ้มๆ แล้วก็บอก "ไม่เจ็บหรอก เจ็บแค่ตอนฉีดยาชา" ฉันได้ยินแบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นมา คิดว่าจะไม่ต้องเจ็บมากมาย มียาชาก็ช่วยทุกอย่างได้ แต่ว่า ฉันคาดผิดไป

ฉีดยาชามันเจ็บ ใครๆ ก็รู้ แต่เราส่วนใหญ่ก็ยอมเจ็บ เพื่อที่จะละเลี่ยงความเจ็บที่มากกว่าที่รอเราอยู่ข้างหน้า ด้วยวิทยาการ ด้วยความเก่งของคนที่คิดได้ว่าโลกนี้มันสมควรจะมียาที่ทำให้คนไม่รู้สึกรู้สาในชั่วเวลาหนึ่ง ทำให้เราได้รับสิทธิ์ในการหยุดยั้งความเจ็บเอาไว้ชั่วคราว ได้รู้สึกเพียงแค่ความตึงบวมที่ไม่ได้สร้างความทรมานอะไร เราคิดว่าเราหนีความเจ็บปวดนั้นได้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันก็แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น เมื่อยาค่อยๆ หมดฤทธิ์ เวลาที่เราหยุดเอาไว้ก็เดินต่อ ความรู้สึกที่เราเคยหลีกเลี่ยงมันย้อนกลับมาทำร้าย ความเจ็บปวดรอเล่นงานเราอยู่ตั้งนานแล้ว เราแค่เบรคมันเอาไว้ห้วงนึง แล้วพอถึงเวลา มันก็กลับมาหาเรา มาเล่นสนุกกับเราเหมือนเดิม

วันนี้หลังจากฉีดยาชา โดนผ่าไปอีกรอบ ระหว่างทางเดินกลับจากโรงพยาบาล ก็นึกไปด้วยว่า มันก็ตลกดี ที่เราจะต้องยอมเจ็บประมาณหนึ่ง เพื่อแลกกับการไม่รู้สึกอะไรไปชั่วคราว จากนั้นเราก็จะรู้สึกทุกอย่างตามที่ควรจะเป็น เราหลีกหนีความเจ็บปวดไม่ได้ แม้เพื่อจะชินชาเราก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บ ความเจ็บปวดอยู่กับเราเสมอ หรือในอีกทาง เราต่างก็เกิดมาเพื่อเผชิญกับความเจ็บปวด...อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เราเจ็บปวดเพื่อให้เราเข้มแข็งขึ้น ประสบการณ์จากแผลเดิมทำให้เรารู้วิธีรับมือกับความเจ็บครั้งหน้า เมื่อกลับมาคิดอีกที ฉันไม่คิดว่าเราอ่อนแอนักหรอกที่ขอซื้อเวลาความเจ็บ เราแค่ขอเพิ่มเวลาเตรียมตัวเอาไว้ซักหน่อย ให้ยิ้มได้อีกซักหน่อย เมื่อความเจ็บมันมาจริงๆ ไม่ว่าจะทรมานแค่ไหน สุดท้ายเราทุกคนก็ผ่านมันไปได้ ในวันที่ปวดแผลผ่าฟันคุดที่สุดจนคิดว่าคงลืมมันไม่ได้ จนถีงตอนนี้เราก็ลืมมันแล้ว เหลือแค่คำว่าเจ็บ ที่เก็บเอาไว้บอกใครๆ แต่ความหมายของมัน เราจำรายละเอียดนั่นไม่ได้หรอก

ความเจ็บปวดคือเพื่่อน จะรูปแบบไหน ยังไงเราก็ต้องเจอกัน ดังนั้น ขอเจ็บเพราะฉีดยาชาก่อน แล้วเราค่อยเจอกันหลังจากนั้นแล้วกันนะ ... เพื่อน :)

今、雨がふっています。:: ณ ขณะ ฝน


เกริ่นนำก่อน ...

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ฝนตกหนัก ตกไม่เลือกเวลา ถ้าไม่นับลมเย็นๆ ที่มาพร้อมฝนที่ทำให้คนหลับสบาย เราว่า ใครๆ ก็เบื่อฝนตก เราเองที่เป็นสาวออฟฟิศ อยากจะมาทำงานง่ายๆ กลับบ้านเร็วๆ ก็เบื่อฝนตก วันๆ คิดอยู่แต่ว่า แกจะตกก็ตกไป แต่อย่ามาทะลึ่งตกตอนเรากำลังเดินทางอยู่ข้างนอก เราเบื่อความเปียกชื้น เราเบื่อรถติด เราเบื่อ เบื่อ เบื่อ ... เราเบื่อฝนตก

วันนี้ฝนตกอีกแล้ว ตอนนี้เลย ฉันนั่งทำงานติดหน้าต่างก็เลยมองเห็นละอองฝนชัดหน่อย บางทีมันก็เข้าใกล้เรามากเหมือนดูผ่านจอ Imax โมเมนท์ที่เห็นเส้นฝนที่นอกหน้าต่าง ก็นึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน จากนั้นก็เปิดหาและนั่งอ่านมันอีกครั้ง แล้วก็นึกอิจฉาตัวเองในตอนนั้นว่า ทำไมเราถึงมีความสุขกับฝนได้ขนาดนั้น

นี่คงเป็นข้อดีของการเขียน การบันทึก เพราะความคิดบางอย่างมันเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก มุมมองผ่านสายตาของเราในตอนนั้นกับตอนนี้ไม่มีทางเหมือนกัน ในตอนนั้นเราอาจฝันอยากเป็นเราในตอนนี้ แต่ในตอนนี้เรากลับอิจฉาตัวเองในตอนนั้น ชีวิตมันก็น่าตลกดีเหมือนกัน

ฉันอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนแล้วสนุกกับฝนขึ้นมานิดนึงนะ บอกกันด้วยถ้าคุณอ่านแล้วจะรักหยดฝนมากขึ้นสักนิด กลับไปคิดแบบตอนที่เราเป็นเด็กบ้างก็ทำให้หัวใจชุ่มฉ่ำดี :) 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
                                                    
今、雨がふっています。:: ณ ขณะ ฝน
(จาก http://goo.gl/283xx )
........

朝から雨がふっています。
ตั้งแต่เมื่อเช้ามานี้…ฝนตกตลอดเวลาเลย

ฉันเรียนประโยคนี้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ด้วยความ “ไม่อิน” เป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาพในเมืองไทย และในห้องเรียน ที่ร้อนจนต่อมพิทูอิทารีแทบจะขอกระโดดออกมาในท่าซัมเมอร์ซอลท์ ทำให้ในตอนนั้น ฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้บรรยากาศเวลาที่ฝนตกน่ะ มันเป็นยังไง…

........


今、雨がふっています。
ตอนนี้…ฝนกำลังตกอยู่…


ค่ะ…ตอน นี้ฝนกำลังตกอยู่ ฉันไม่แน่ในว่าที่พิกัดอื่นจะกำลังหนาวๆ ชื้นๆ อยู่เหมือนฉันหรือเปล่า แต่ที่ย่านจรัญสนิทวงศ์ ณ กรุงเทพฯ ฉันกำลังนั่งฟังเสียงเม็ดฝนกระทบกับกันสาดที่ระเบียงห้อง ส่งเสียงดัง...

คะรัง…คะรัง… (ฉันพยายามถอดเสียงมาได้ประมาณนี้ล่ะ)


เพราะอากาศเป็นใจ ทำให้ฉันนึกกลับไปถึงวันนั้น ที่อาจารย์สอนว่า รูป います มันบอกว่าสิ่งนั้น มันกำลังเกิดขึ้น กำลังเป็นอยู่ ถ้าเป็นการกิน ก็หมายถึงกำลังสวาปามอยู่ ถ้าเป็นกริยา นอน ก็เห็นภาพว่าคนนั้นกำลังกรนอย่างเมามัน

แต่ถ้าเป็นฝนตก ก็คงหมายถึง “ณ ขณะที่ฝนตก”

.................
 

ถ้าคิดว่า มีเม็ดฝนหนึ่งเม็ดกำลังนั่งอยู่ในท่าเตรียม กำลังจะออกตัว กระโดดเด้งลงมาจากเมฆสักก้อน ช่วงเวลาที่เราจะเรียกมันว่า “ฝน” ก็คงเป็นการเดินทางระหว่าง ก้อนเมฆกับพื้นดิน นี่แหละ

ระยะทางเหมือนจะห่างไกล…แต่ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเอง

ก่อนหน้าที่มันจะเป็นฝน มันก็เป็นแค่ก้อนเมฆท้องแก่สีเทา ที่กำลังทำหน้าดุใส่ทุกคน และหลังจากที่มันคลอดน้ำใสๆ ออกมาแล้ว เม็ดฝนจำนวนอินฟินิตี้เหล่านั้น ก็จะกระโดดลงมาอย่างร่าเริง พร้อมส่งเสียง “ฮูเร!” ลงมาตลอดทาง (ลองเงี่ยหูฟังสิ ได้ยินจริงๆ นะ) และสุดท้าย มันก็จะไปจบลงที่ใดซักแห่ง

ถ้าโชคดีหน่อย ก็จะได้กลับไปรวมตัวกับรุ่นพี่ที่แม่น้ำ ลำคลอง หรือว่าเขื่อนใหญ่ๆ ซักแห่ง ส่วนบางหยด อาจจะลงไปจ๋อมอยู่ในโอ่งที่บ้านใครซักคน แต่ถ้าโชคร้ายหน่อย ก็คงลงไปขังเป็นแอ่งอยู่ตามหลุมตามบ่อ รอคอยให้มนุษย์ผู้โชคร้ายวิ่งมาเหยียบ และโดนน้ำดำๆ กระเด็นไปเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า และลงท้ายด้วยการสบถอะไรหยาบคายออกมาซักคำ

เห็นไหมว่า ช่วงเวลาที่สวยงาม และมีความสุขที่สุด ก็คือตอนที่กำลังทิ้งตัวล่องลอยอยู่ในอากาศนี่แหละ


ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ “ฝน” ในช่วงที่สวยงามที่สุด ก็คงเป็นเส้นขีดๆ เฉียงบ้าง ตรงบ้าง ที่เห็นกันบ่อยๆ ในภาพวาดของเด็กชั้นประถม (และภาพวาดปัจจุบันของฉันด้วย 555)

ฝนที่ตกเป็นขีดๆ คือช่วงสั้นๆ ของความสุข หลายครั้งที่คนเราชอบที่จะมองขึ้นไปหาเมฆอ้วนผู้ไม่เป็นมิตร และคาดเดา หรือทำนายกันยกใหญ่ว่าวันนี้ฝนต้องตกแน่ๆ เลย หรือไม่ เราก็ชอบที่จะมองน้ำที่ขังอยู่ตามหลุม ตามบ่อ หรือไม่ก็ตักน้ำในโอ่งมาดื่มกิน

แต่เราลืม “มอง” ช่วงเวลาที่ “ฝน” สวยงามที่สุดไปเสียสนิท

..........

แต่เพราะแรงดึงดูดของโลกที่มีค่าประมาณสิบ ที่ทำให้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านี้มันสั้นลงไปถนัดตา ทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ก็ต้องจบสิ้นลง ไม่มีข้อแม้ว่ามันจะเคยสวยงามหรือสดใสขนาดไหน

ระยะทางจากก้อนเมฆจนถึงพื้นดิน ก็เลยกลายเป็นการเดินทางที่น่าจดจำที่สุดในช่วงชีวิตสั้นๆ ของเจ้าเม็ดฝน

พวกมันคงดีใจ ที่ครั้งหนึ่ง หลังจากลืมตาออกมาจากท้องคุณแม่เมฆขี้หงุดหงิด ได้ลองออกเดินทางไกลพร้อมกับเพื่อนๆ กระโดดลงมาเพื่อเพ่งสายตามองออกไปเห็นทิวทัศน์ข้างล่างที่สวยงาม และเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ

ยิ่งมาไกลเท่าไหร่ ภาพที่เคยเบลอ และเลือนราง ก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น มันคงได้เห็นสิ่งแปลกตา ตื่นใจ สิ่งที่ทำให้หัวใจของมันเต้นเร็วและแรงด้วยความปิติยินดี ก่อนที่จะลดความเร็วลง ความสนุกสนานที่เคยมีเริ่มจางหาย และต้องทิ้งตัวลงไปเป็นของเหลวที่ใครๆ เรียกกันว่าน้ำ...

..........


ฉันเชื่อว่า แม้เม็ดฝนเหล่านั้นจะกลายเป็นน้ำ สสารที่ใครๆ ก็ชื่นชมว่ามันอ่อนน้อมถ่อมตน และรู้จักปรับตัวเป็นที่สุด มันก็ยังคงจะจดจำช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งนั้นได้

แม้ว่าอายุของมันจะมากขึ้น และภาระหน้าที่ในการไหลไปตามวัตถุที่มันสังกัด ดูจะบีบรัดชีวิตของมันจนดูน่าเบื่อเต็มที...
...แต่เชื่อเถอะ ความทรงจำดีๆ ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเม็ดฝนน่ะ ไม่เคยหายไปไหนหรอก…


.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.+.แด่…ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียน และ 'Be with you'

นิดนก*
:: a day 18 March 2009 on the planet ::


ม็อบเกิร์ล



ไปซื้อของที่แม็คโคร
ถ้าอยากได้ถึงต้องซื้อ
ไม่อยากได้ ไม่จำเป็น ก็เลยไม่ซื้อ
ก็เลยถือไม้ม็อบกลับบ้าน

...

เดินๆ อยู่ คนมองกันตลอดทาง
แปลกตรงไหน ก็ซื้อของ เอากลับบ้าน
ถ้ามีถุงเซ็นทรัลแปะอยู่ แม้จะถือท่าเดิม ก็คงไม่มีใครสนใจ
แล้วโลกมันจะหายร้อนได้ยังไง

เนอะ.

posted from Bloggeroid

Billy Story: มาทำบ้านจนเป็นบ้ากันเถอะ



Billy คือชื่อเฟอร์นิเจอร์รุ่นหนึ่งของ IKEA จุดเด่นของสมาชิกตระกูล Billy คือมันจะเป็นชั้นหนังสือที่เรียบง่ายที่สุด ไม่มีแบบอะไรที่หวือหวา จะเอามาตัดแต่งยังไงก็ได้ให้เหมาะกับบ้านของเรา (ถ้าดูในเว็บ ikeahackers จะเห็นว่า Billy ถือเป็นรุ่นยอดฮิตพอๆ กับ Expedit ที่คนชอบเอามาแฮ็คกัน)

ฉันซื้อ Billy มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมๆ กับตู้เก็บของใบใหญ่และโซฟา ทั้งสองชิ้นที่ว่าได้ถูกประกอบ ติดตั้ง แต่ใช้งานไปนานแล้ว แต่ที่ยังไม่ได้ทำอะไรกับ Billy ก็เพราะว่าจะต้องเจาะผนังเพื่อแขวน Billy ทีนี้ถ้าใครอยู่คอนโดจะเข้าใจหัวอกของฉันดีว่า การที่จะทำอะไรที่เสียงดังเลเวลเจาะผนังเนี่ย จะมาทำตามใจชอบไม่ได้ ต้องทำในวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น ดังนั้น หลายครั้งที่ฉันจะต้องยอมลางาน แล้วก็เก็บจ๊อบของเสียที่จะต้องใช้เสียงเวลาซ่อมเอาไว้รวมกัน เพื่อนัดช่างให้มาวันเดียว เสียงดังทีเดียวให้มันจบๆ ไป 


สองสามวันนี้ได้ฤกษ์คึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ นึกอยากจะจัดการเจ้า Billy ที่รบกวนจิตใจมาเกือบครึ่งปีให้เรียบร้อยเป็นที่เป็นทางซักที ก็เลยโทรไปนัดช่างให้มาเจาะผนังแขวนตู้ให้ จากนั้นมุดไปใต้เตียง ลากกล่อง Billy ประกอบ กางคู่มือไปตลอดการทำ ปากก็พูดชมตัวเองไปด้วย "โหย โคตรง่ายอ่ะ เรานี่มันช่างเก่งจริงๆ" ทำไปเรื่อยๆ จนเสร็จเป็นตู้เรียบร้อย ทิ้งเอาไว้หนึ่งคืนรอให้ช่างมาจัดการแขวนให้ 

เช้าวันต่อมาช่างก็มาตามนัด วัดความสูงของผนัง เจาะรูอะไรเอาไว้เรียบร้อย จากนั้นช่างแกก็มายกตู้ไปเตรียมแขวน ซักพักช่างก็หันมาบอก

ช่าง : "เอ๊ะ มันแปลกๆ นะครับ"
ฉัน : "แปลกยังไงคะพี่" 
ช่าง : "ผมว่ามันสลับด้านกันนะครับ ตัวแผ่นกระดาน จริงๆ สีขาวมันต้องอยู่ด้านหน้า" 
ฉัน : .................................................

ชิบหายแล้วค่ะ สงสัยตอนทำจะโฟกัสไปที่หลังตู้มากเกินไป เพราะว่าช่วงท้ายๆ ของการประกอบจะคว่ำตู้เอาไว้ตลอด พอถึงขั้นตอนการสอดแผ่นกระดานเข้าไป ก็เลยเคลิ้มๆ เอาสีขาวมาไว้ข้างหลัง จากนั้นก็คว่ำตู้ทิ้งเอาไว้อีก ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย จนกระทั่งช่างแกมาเห็นเนี่ยแหละ 

จากนั้นช่างเลยบอกว่า ไม่เป็นไร เรารื้อออกข้างนึงแล้วดึงกระดานออกมาแล้วใส่ใหม่ก็ได้ ฉันก็บอกช่างแกว่าโมเมนท์นี้อะไรก็ทำเลยค่ะช่าง ช่างแกก็กุกกักๆ อยู่ซักพัก แล้วหันมาบอกว่า 

"นี่ตอนประกอบได้ล็อคมันไว้ใช่ไหมครับ" 

ล็อคอะไร๊! ไม่รู้เลยยย ก็ทำตามในคู่มือ แต่ตอนนี้ช่างบอกว่าไอ้ตัวยึดน็อตเนี่ยมันดึงออกมาไม่ได้ ไอ้ฉันก็ให้ข้อมูลอะไรไม่ได้เลย สุดท้ายก็เลยบอกช่างแกว่า ไม่เป็นไร เอาไว้อย่างงี้แหละ คงไม่ค่อยมีใครทำกันแบบนี้หรอก เป็นอนุสรณ์ของการประกอบเอง ก็ตลกดี 

สุดท้ายช่างแกก็แขวนตู้ขึ้นไปสำเร็จ เป็นตู้(ที่คิดเอาเองว่ามัน)เก๋ๆ ข้างนอกสีขาว ข้างในสีน้ำตาล ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ ที่เป็นสีขาวหมดเลย ช่างแกก็ดี ให้กำลังใจฉันตลอดว่า "สวยดีนะครับ" แต่แววตาช่างแกฟ้องว่าไม่ได้คิดแบบนั้นเท่าไหร่หรอก 


IKEA บอก มาทำบ้านให้เป็นบ้านกันเถอะ 
ส่วนฉันบอก มาทำบ้านจนเป็นบ้ากันเถอะ


จบ.




ไม่ได้ขอให้มาเข้าใจ

.
อย่าขุ่นข้องหมองใจกันเลย
หากฉันได้เคยทำอะไรขัดใจ
นั่นไม่ได้เกิดจากความประสงค์จงใจหรอก
ฉันแค่แสดงออกอย่างซื่อสัตย์ที่สุดในความเป็นตัวฉันเอง

.
ฉันคิด ฉันมีสิ่งที่ฉันเชื่อ ฉันมีเหตุมีผล
ไม่ว่าสิ่งนี้จะมีที่มาจากไหน จะดูแปลกแยกแตกต่างเพียงใด
ที่น่าเศร้าก็คือ มันได้เกิดขึ้นในตัวฉันแล้ว
มันอยู่กับตัวฉัน และจะยังคงอยู่กับตัวฉัน
จนกว่าในสักวันที่ฉันจะมองเห็นสิ่งใหม่ 
จนกว่าที่ฉันจะได้ไตร่ตรองพิจารณา
จนกว่าที่ฉันจะรับมันเข้ามา

.
ฉันดูแปลกหรือ?
ฉันคงจะดูแปลก หากมองจากมุมที่เธอมอง 
เรายืนหันหน้าเข้าหากัน แขนซ้ายของฉันจะอยู่ทางฝั่งขวาของเธอ จริงไหมล่ะ?

.
เราต้องเฝ้าดูความต่างนั้นอย่างเข้าใจ ฉันเชื่อแบบนั้น
เราต้องคิดว่า ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น แล้วทำไมเราไม่คิดแบบนั้น 
แต่ถ้าชีวิตมันวุ่นวายเกิดกว่าจะเสียเวลามานั่งคิดอะไรไม่เป็นสาระ
แค่พยายามเข้าใจกันก็น่าจะเพียงพอ

.
ฉันพูดเหมือนคนอวดรู้...
หากทำให้คิดเช่นนั้นฉันคงต้องขออภัย 
ฉันจะฝึกฝนแบบฝึกหัดเรื่องความอ่อนน้อมอย่างแข็งขัน 
ชีวิตยังมีอะไรให้ฝึกฝนอีกมาก ฉันเชื่อแบบนั้น 

.
ในที่สุดแล้วฉันอาจจะล้มหรือแพ้
และฉันรู้ว่าเธอพร้อมเสมอที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ 
แต่เธอเชื่อได้เลยว่า ฉันจะไม่มีวันนึกย้อนและเสียใจ
ฉันแค่เชื่อว่า

ฉันแค่กำลังทำในสิ่งที่ฉันเชื่อ
เหมือนที่เธอกำลังทำอยู่ไง :)




ฉัน 
05/05/2012 11:35

ปล. ภาพนี้เจอใน Pinterest ขออนุญาตใช้ประกอบอารมณ์ในบล็อก หวังว่าฝรั่งคนที่ทำจะไม่ถือสากัน :)