Showing posts with label japanese movies. Show all posts

Tsukiji Wonderland: พลังอันล้นพ้นของผู้คนในสึกิจิ

Tsukiji Wonderland | 築地ワンダーランド
(2016, Shotaro Endo, A++)



กลายเป็นหนังที่เรานั่งร้องไห้ปาดน้ำตาป้อยๆ ตลอด 20 นาทีสุดท้าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮอร์โมนแกว่ง เพราะหิวอยากกินซูชิ หรือเพราะอิจฉาพลังอันล้นพ้นของผู้คนที่พบเห็นในหนังกันแน่ แต่เรารู้สึกกับเรื่องราวเหล่านั้นมาก

ช่วงแรกยังมีความตามหนังไม่ทันเท่าไหร่ แบบเฮ้ยๆ มึงทำไมไปเร็วจัง ไม่อารัมภบทอะไรหน่อยเลยเหรอ มาถึงก็ขายปลาเลยเหรอ (ถ้าพ้นจากช่วงอ้อยอิ่งโชว์วิวกรุงโตเกียวไปแล้วน่ะนะ) แต่พอเริ่มปรับตัวได้ก็โอเคและเพลิดเพลินละ หนังเล่าเรื่องเป็นหัวข้อๆ เหมือนกับบทในหนังสือ แม้จะรู้สึกว่าประเด็นในหนังมันเยอะแยะไปหมด และในบางช่วงก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างเรียบลื่นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นอารมณ์อะไรนะ เพราะสุดท้ายพอมันเล่ามาจนถึงจุดนึงที่งานอารมณ์ของเราจนได้ที่ จนต้องเสียน้ำตา อ่อ สุดท้ายแล้วท่ามกลางประเด็นหลากหลาย สิ่งที่สำคัญที่สุดอันเป็นหัวใจก็คือ คน ตลาดสึกิจิที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวาได้ก็ด้วยผู้คนนับหมื่นที่อยู่ในนั้น ผู้คนอีกนับแสนที่อาจเคยแวะเวียนไปที่นั่น และผู้คนอีกนับล้านที่ทานอาหารที่ถูกคัดและขายจากที่นั่น

ถ้าได้ดู Jiro Dreams Of Sushi (2011) มาก่อน น่าจะยิ่งทำให้เราดื่มด่ำและดิ่งไปกับวัฒนธรรมอาหารการกินของญี่ปุ่นได้อร่อยขึ้น จำได้ว่าตอนที่ดูจิโร เราเซอร์ไพรส์กับความซับซ้อนเกินจินตนาการของเราไปมากของอาหารที่ปั้นเป็นคำๆ ดูเรียบง่าย และเรื่องราวเบื้องหลังมึงเยอะเหลือเกินนะเจ้าซูชิ แต่พอย้ายจากเรื่องหน้าครัว และความมุ่งมั่นสุดเนิร์ดของลุงจิโร่ มาสู่ Tsukiji Wonderland ทีพาไปในขั้นวัตถุดิบละ ก็เจอว่า อ้าว นี่มึงเนิร์ดกันทั้งตลาดเลย ความรักและหลงใหลในอาชีพที่ทำนั้นเหมือนไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต แค่ขายปลาทำไมต้องรู้จักปลาเหมือนเป็นญาติสนิท แค่ขายปลาทำไมต้องรู้จักลูกค้าทุกคนที่ซื่อปลาของเรา แค่ตลาดขายปลาทำไมต้องมีห้องสมุดเอาไว้หาความรู้เรื่องปลา และเก็บประวัติศาสตร์ไปได้ แล้วขายปลาทำไมไม่โฟกัสที่กำไร แต่ขายเพื่อดำรงไว้ซึ่งจิตวิญญาณ ทำไมมมมมมมม

เข้าใจว่าสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน จากผู้คน มันก็ได้ผ่านกระบวนการเพิ่ม ลดทอน ตัด คัดเลือก อันเป็นธรรมดาของหนังซักเรื่องอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ญี่ปุ่น เราอาจจะมีความกังขามากหน่อย ว่าแหม พวกแกจะจริงจังอะไรเบอร์นั้น แต่พอเป็นญี่ปุ่นเนี่ย ต่อให้มันผ่านเทคนิคการบิลด์จนความทุ่มเทนั้นมันมีขนาดใหญ่ไปมาก แต่เราก็ยังยินดีจะเชื่อ เพราะมันเป็นญี่ปุ่นไง ญี่ปุ่นนนนนน

มานึกดู ตอนที่อินจัดจนร้องไห้ มันคือช่วงที่สัมภาษณ์คุณพี่พ่อค้าปลาที่ตลาดอุระยาสุ จังหวัดชิบะ คุณพี่เขาบอกว่า เขาเครียดทุกครั้งเวลาไปสึกิจิ เขารู้สึกว่ามวลพลังในตลาดนั้นมันมหาศาล แล้วสิ่งที่เขาแบกกลับมามันไม่ใช่แค่ปลาที่เอามาขายต่อในฐานะที่เขาเป็นพ่อค้าปลีกละ แต่มันคือความหวัง คือความรู้ คือเรื่องราวเบื้องหลังปลาแต่ละตัวที่พ่อค้าในสึกิจิมี เขาต้องถ่ายทอดสิ่งนี้ให้ลูกค้าได้รับรู้ จึงจะถือว่าเขาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ภาพที่เห็นในหนัง คือคุณพี่คนนี้จะพยายามเล่นมุก สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับอาหารทะเลให้กับลูกค้าที่แวะเวียนมา (ซึ่งลูกค้าอยากฟังรึเปล่าก็ไม่รู้แหละ) อย่างตั้งใจมากๆ แบบ โอ้โหพี่ ทำไมภาระที่พี่แบกไว้มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้

มันเหมือนกับไอ้ความตั้งใจพวกนี้มันไหลเวียนอยู่ในตัวปลา พ่อค้าสายส่งก็ตั้งใจจะพรีเซนท์ปลาแต่ละตัวให้ดีที่สุด ให้ได้ราคาที่ดีที่สุด เพราะชาวประมงเขาเสี่ยงชีวิตไปหาปลามา เขาจะทำให้ชาวประมงผิดหวังไม่ได้ พ่อค้าคนกลางก็ต้องแข่งขันกันหาปลาที่ตอบโจทย์ลูกค้าของตัวเองให้ได้ เพราะลูกค้ามอบความไว้วางใจให้พวกเขาแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่ พอเชฟร้านอาหารรับปลาไป ก็ต้อตั้งใจปรุงเนื้อปลาเหล่านั้น ให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะเขารู้ว่ากว่าจะได้ปลาตัวนึงมาวางในจานมันผ่านความตั้งใจของคนจำนวนมาก และต้องให้เกียรติปลาอีก มีตอนนึงที่เชฟพูดถึงปลาชนิดนึง แล้วบอกว่า เราต้องปรุงให้คนได้รับรสชาติของ 4 ฤดูกาลที่ปลาตัวนี้มันผ่านมา เรื่องราวมันอยู่ในเนื้อปลา โอ้โห ละเอียดอ่อน พิถีพิถัน ต่อไปนี้ไม่อาจกินซูชิแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ได้อีก (อ่อ เพราะเห็นคุณค่าของเนื้อปลา /เปล่า มันแพงโว้ย!)

เมื่อหลายปีก่อนเคยติดใจคำพูดนึงที่อ่านเจอในหนังสือ ว่าคนเมืองสมัยนี้หยาบ เราไม่เคยรู้ว่าที่มาของของกินเรามาจากไหน มันเดินทางมายังไง เราก็แค่กินมันเข้าไปแล้วจบ เรารู้สึกทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ จนระหว่างดูเรื่องนี้ ก็นึกถึงคำพูดนี้ขึ้นมา เลยพอจะนึกภาพออกถึงความ "ไม่หยาบ" ที่คนพูดสิ่งนั้นหมายถึง ความละเอียดอ่อนในอาหารไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสวนหลังบ้านสุดออแกนิกส์ แต่มันอยู่ในตลาดใหญ่โคตรแมสแบบนี้ได้ กว่าจะเป็นอาหารหนึ่งคำที่เรารับเข้าปากไป ต้องผ่านความใส่ใจ การเรียนรู้ การทุ่มเทของคนจำนวนมากแค่ไหน อย่างน้อยที่สุด แม้การดูหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้เราลดอาการแดกหนัก แดกด่วน แล้วมารื่นรมย์แอพพรีชิเอทกับรสชาติอาหารอะไรขนาดนั้น แต่อย่างน้อยใจเราก็ละเอียดขึ้นนิดนึง เมื่อเริ่มมองเห็นว่า อาหารมันไม่ใช่แค่ปัจจัยสี่ที่เรากินเข้าไปเพื่อให้มีชีวิต แต่ชีวิตต่างหากที่ไหลเวียนอยู่ในอาหาร สิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมของที่ใดๆ ได้ดีที่สุดสิ่งหนึ่งก็คืออาหาร

และญี่ปุ่นที่เรามองเห็นในอาหารของพวกเขานั้น งดงามที่สุด

Hanachan no Misoshiru: ร่องรอยที่ไม่ลืมเลือน

Hanachan no Misoshiru
(2015, Tomoaki Akune, B+) 



เราว่ามันไม่ใช่หนังเชิงให้กำลังใจอะไรแบบนั้นนะ เพราะสิ่งเดียวที่บั่นทอนตัวละครในเรื่อง ก็คือมะเร็ง ที่สู้ยังไงก็แพ้ แต่ในการแพ้ตลอด ตัวละครอย่าง จิเอะ กลับถอยมาเพื่อจัดการกับชีวิตตัวเอง รับมือกับความตายที่จะมาถึง เพื่อให้เธอจากไปได้อย่างหมดจด งดงามที่สุด

สำหรับเรา มันคือหนังที่เล่าเรื่องแม่-ลูก มากกว่า เราว่าลูกสาวแทบทุกคนต้องมีโมเมนท์ที่ได้ทำอะไรร่วมกับแม่อยู่ในครัว คือมันเป็นพื้นที่ของแม่กับลูกสาว (และอาจจะลูกชายด้วย) ที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้ถ่ายทอดและส่งต่อรสชาติ และกรรมวิธี ที่ร้อยบ้านก็ต่างกันไปร้อยวิธี แม่อาจจะไม่ได้ลงมือสอนเรา แต่ทุกการขยับตัว ท่วงท่า เสียงหั่น สับ ควันคลุ้งจากกระทะที่ตั้งน้ำมันจนร้อนฉ่า รสสัมผัสพวกนั้นมันติดตรึงอยู่ในตัวเรามาตลอด เราอาจจะจำมันเป็นภาพที่ชัดไม่ได้ แต่เรานึกถึงมันอยู่เสมอ และ - อย่างไม่รู้ตัว เราเองก็ได้ซึมซับ และรับเอาตัวแม่มาอยู่ในตัวเราไปแล้ว

มันเลยเป็นการสั่งเสียที่ไม่ได้ฟูมฟายยาวย้วยด้วยไดอาล็อกพร่ำบอกว่ารัก แต่เป็นการทิ้งร่องรอยของผู้ที่จากไป ผ่านรสชาติ และกรรมวิธีการปรุง ผ่านกลิ่นผ้าหอมแดด ผ่านกองผ้าที่พับไว้ในตู้ ผ่านเพลงที่เราชอบร้องชอบฟัง ทั้งหมดนั้นคือตัวเราที่ถูกทิ้งเอาไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปแค่ไหน เมื่อคนที่ยังอยู่ได้กิน ได้กลิ่น ได้มอง ได้ยิน พวกเขาก็จะยังนึกถึงเราอยู่เสมอ

หนังมันมีพลังบวกอยู่เยอะ แบบดูมาจนถึงฉากคอนเสิร์ตแล้วอยู่ดีๆ ก็แว้บขึ้นมาว่า นี่กูยังไม่ได้เกลียดตัวละครไหนเลยอ่ะ คือทุกตัวมีไว้เพื่อให้เรารักหมดเลย คือมันเป็นชุมชน เป็นคนที่แวดล้อมด้วยสิ่งที่ดีๆ เป็นไปได้ว่า เขาคงอยากจะกรอบภาพสุดท้ายก่อนตายของเราให้มันเหลือแต่สิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ ให้เหลือแต่คนที่เรามีความหมายกับเขา และเขาก็มีความหมายกับเรา ทีนี้พอทุกคนเป็นคนดีหมด มันก็มีความเลี่ยนเหมือนกัน แต่เราไม่ได้มีปัญหากับอะไรตรงนั้น เพราะไอ้พาร์ทแม่-ลูกนั้นเอาเราอยู่หมดแล้ว

Ryoko Hirosue คือแก่ไปมาก เธอเป็นรักแรกๆ ของเราตั้งแต่ยังอยู่มัธยม ตอนนั้นชอบอยู่ไม่กี่คน มีทาเคอุจิ ยูโกะ แล้วก็ฮิโรสุเอะนี่แหละ ติดใจจากเรื่อง Otousan ที่ฉายใน iTV สมัยนั้น น่ารักชิบหายวายป่วง แต่ก็เนอะ ผ่านมาเป็นสิบปีก็ต้องมีเฒ่าชรากันไปบ้าง เพราะความแก่เลยทำให้ไม่อินช่วงแรกที่เธอเล่นแอ๊บเด็กก่อนแต่งงานเท่าไหร่ แต่พอเข้าโหมดคุณแม่แล้วไม่มีข้อกังขา, Kenichi Takito คือเกือบจะเป็นคุณพ่อไม่เอาไหนคลิเชๆ แต่ไม่ใช่ว่ะ เราว่าเขาเล่นแล้วพาเราไปไกลกว่านั้น แต่ที่ดีมาก ดีที่สุด คือน้อง Emina Akamatsu น่ารักเหลือเกินลูกแม่ ถ้าบทฮานะได้เด็กที่กระแดะเกินวัยไปกว่านี้หนังจะพังพาบไปทั้งเรื่องเลย แต่น้องเอมินะก็เป็นเด็กแบบนี้แหละ ไปดูคลิปสัมภาษณ์ ก็เออ น้องก็เล่นเป็นตัวน้อง แค่ไม่มองกล้อง

ระดับความพังในการดูของเราคือเต็มสิบกูให้ไปเลยยี่สิบ ไม่เคยร้องไห้แบบเสียสติในโรงหนังหนักเท่าครั้งนี้ คิดว่าเพราะหนังก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือคงคิดถึงแม่ด้วย พอเรารีเลทกับหนังได้เลยยิ่งอินมาก มีหลายครั้งที่เราเสียดาย ที่เราไม่ได้ถาม และแม่ก็ไม่ได้สอนอะไรหลายอย่างเอาไว้ให้ ยิ่งเวลาทำอาหารสมัยนี้ เวลาที่ต้องมั่วซั่วด้นสด เวลานั้นจะคิดถึงแม่เสมอ ว่ารู้งี้ถามไว้บ้างก็ดี อยากเรียนรู้หลายๆ อย่างจากครัวของแม่ อยากเป็นฮานะที่ได้แม่ทิ้งสมุดจดสูตรอาหารไว้ให้

แต่จะว่าไป ก่อนแม่เสีย แม่ตำพริกไทยดำใส่โหลเอาไว้ แม่จะชอบตำพริกไทยเอง ไม่ซื้อสำเร็จรูป และไม่ใช่เครื่องปั่น แม่บอกว่ากลิ่นมันไม่เหมือนกับตำ เราก็เออออไปกับแกด้วย ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันต่างกันขนาดนั้นเลยเหรอ จนแม่เสีย พริกไทยโหลนั้นยังเต็มอยู่เลย นานๆ จะแบ่งออกมาใช้บ้าง จนตอนนี้ก็ยังเหลืออยู่นิดหน่อย

คงเป็นรสชาติสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้เราล่ะนะ



ปล. ลองไปดูคลิปชีวิตของฮานะและคุณพ่อ ตอนนี้น้องฮานะอายุสิบสองแล้ว ยังทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้เหมือนเดิม ได้เห็นภาพเคลื่อนไหวตอนคุณจิเอะมีชีวิตอยู่ ก็พอจะเข้าไปแล้วว่าที่หนังมันฟุ้งไปด้วยพลังบวกนั้นได้มาจากไหน




ตามรอย ซากุ-อากิ Crying out love in the center of the world

Crying out love in the center of the world
"อยากกู่ร้อง บอกว่ากูมาแล้วโว้ย ให้ก้องโลก" 

ผ่านมาหลายเดือนจนเกือบจะลืมไปแล้ว ช่วงนี้พอได้หายใจ เลยขอบันทึกไว้ถึงการเดินทางไปตามรอยหนังญี่ปุ่นเรื่องโปรด Crying out love, in the center of the world 世界の中心で、愛をさけぶ (2004) ที่เมืองทาคามัตสึ ประเทศญี่ปุ่น (อีห่า จะเขียนให้เป็นทางการทำไม ชื่อทาคามัตสึขนาดนี้ อยู่ยุโรปเหนือมั้งอีบ้า)

(เคยเขียนไว้ถึง Crying Out เมื่อหลายปีก่อน แต่จะเน้นเวอร์ชั่นซีรีส์มากกว่า ลองไปอ่านได้ค่ะ คลิกเฮีย)

ซีนกางแขนในตำนาน

ภาพของมาซามิ นากาซาวะ ในชุดนักเรียน เดินกางแขนอยู่บนหินแปลกๆ กลางทะเล มีแดดเย็นอาบทั้งซีนจนเป็นสีส้มจัด นั่นมันติดตามาก เป็นภาพแรกที่เมื่อได้ยินชื่อหนังแล้วมันจะแว๊บขึ้นมา คิดมานานแล้วว่า ถ้าได้ไปที่นั่นก็คงดี แต่อีห่า แนวแท่นคอนกรีตบนทะเลญี่ปุ่นนี่มันกว้างไปมั้ย มึงจะไปรู้ได้ไงว่าเขาถ่ายที่ไหน ดูแค่ในหนังไปนั่นแหละพอแล้ว

แต่พอจะได้ไปญี่ปุ่นแบบซื้อพาสใหญ่ มันก็อดจะเลี้ยวไปนึกถึงการไปเหยียบแนวหินอันนี้ซักครั้งให้ชื่นใจไม่ได้นะ แหม ก็ไหนๆ ซื้อตั๋วรถไฟแบบจะไปไหนก็ได้แล้ว มึงจะไม่ไปเหยียบตรงนั้นจริงง่ะ ลองหาดูก่อนมั้ย ถ้าไปไม่ยากก็น่าจะไปนะ (บิวท์ตัวเองสุดๆ)

จึงหลวมตัวเชื่อตัวเอง เข้าอินเตอร์เน็ตค้นหาอยู่สามวัน แรกทีเดียวคือเจอแค่ว่าถ่ายที่ Aji เมือง Takamatsu ความหยาบเทียบเท่าการเดินหาบ้านป้าละม้าย ที่ตำบลโนนหินอ่อน อำเภอวารินชำราบ อะไรแบบนั้น ห่า เมืองมันก็ต้องมีตรอกมีซอยมั้ย รู้แค่นี้จะไปหาเจอได้ยังไง เลยค้นต่อไปอีก หาไปเรื่อยๆ สามวันอย่างที่บอก จนไปเจอเว็บนึง มันบอกพิกัดเอาไว้ในแผนที่ เราเลยเอาแผนที่นี้ไปเทียบกับ Google Map เพื่อหาวิธีการเดินทาง พอจะเห็นแนวทางเป็นไปได้ เลยตัดสินใจว่า เออ กูต้องไป!

และสิ่งสำคัญที่สุดของการ กูต้องไป! ก็คือ การบอกเอกชัย...

หมุดแดงคือตรงที่เราจะไป เข้าไปหาใน Google Map

ค่ะ ถ้าไปคนเดียวให้ลงไปเก็บสาหร่ายตรงนั้นยังทำได้สบายใจ แต่เพราะทริปนี้ไปกับเอกชัยไง แล้วคือเอกชัยก็ไม่ได้อินหนังอะไรกับมึงทั้งนั้น แล้วก็ต้องเดินทางไปโคตรไกล เอกชัยผู้รักการเที่ยวธีมปาร์คคงไม่แฮปปี้แน่ๆ พอหาวิธีการเดินทางได้แล้ว เลยบอกเอาไปให้เอกชัยดู แล้วบอกว่า เนี่ย มันเป็นความฝันของชั้นเลย ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแล้วว่าอยากไปที่นี่ (คือเรื่องจริงนะ ไม่ได้แต่งเพื่อบิวท์ดราม่า 555) เดินทางไปยากเลยเธอ รถไฟไปถึง (รถไฟไปถึงแทบทุกที่ในญี่ปุ่น) ได้ไปเที่ยวในที่แปลกใหม่นะ ไปกันๆ

เอกชัยพยักหน้าแบบ เออ กูไปก็ได้ เพราะคงรู้อยู่แล้วว่าห้ามเมียยาก มึงแพลนมาหมดทุกสิ่งแล้วถ้ากูไปเปลี่ยนแผนมึงกูก็หมาสิจ๊ะ (จริงๆ เอกชัยอาจจะไม่ได้คิดอะไรหยาบขนาดนี้)

เมื่อเอกชัยเอาด้วยว่าจะไป แผนที่วางไว้พร้อม ก็ตัดภาพไปวันที่เดินทางเลยค่ะ /ฉับ

วันนั้นน่าจะเป็นวันที่ 4 หรือ 5 ของเราและเอกชัยในญี่ปุ่น แผนของเราคือตั้งฐานทัพไว้ที่โอซากาและเที่ยวแถบนี้ห้าวัน ออกไปทาคามัตสึวันนึง และนั่งรถไฟยาวๆ เข้าโตเกียว และกลับเมืองไทยจากโตเกียวนี่แหละ

วิวจาก Marine Liner (ถ่ายได้แค่นี้แหละ รถมันแรง)

เราออกจากโอซากาเช้ามาก ขึ้น Shinkansen ไปลงสถานี Okayama เพื่อขึ้นรถไฟ JR Marine liner ไปลงสถานี Takamatsu อันเป็นที่หมาย ซึ่งอีรถไฟ Marine Liner นี่มันพีคมาก สรรพคุณของรถไฟสายนี้คือมันวิ่งผ่านเกาะน้อยใหญ่เพื่อเชื่อมภูมิภาค Honshu กับภูมิภาค Shikoku เข้าไว้ด้วยกัน โดยรถไฟจะอยู่ชั้นล่างของสะพาน Great Seto (Seto Ohashi 瀬戸大橋) ที่เป็นหมู่สะพานเชื่อมเกาะ ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เป็นมหกรรมความยิ่งใหญ่ของงานวิศวกรรมและความทะเยอทะยานด้านการคมนาคมมาก อยากจะกราบญี่ปุ่นก็ตรงนี้ (ปีก่อนไปดูสะพานอาคาชิไคเคียวที่โกเบ ที่สร้างหลังจากมีอุบัติเหตุเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากล่ม คนตายเยอะ เลยสร้างสะพานแม่งเลย ยาวแค่ไหน ยากแค่ไหนก็ต้องสร้าง เพื่อความปลอดภัยของคน กราบงามๆ เลย) 

ตอนรถไฟวิ่งเหนือทะเล วิวนอกหน้าต่างคือระดับเวิลด์คลาส สวยงามเพลิดเพลินตามาก มองไปถ่ายรูปไป อ้าวข้ามอีกสะพานอีกละ ถ่ายรูปอีก โอ๊ย ตรงนั้นมีเกาะ ถ่ายอีก จะหันไปชื่นชมกับเอกชัย ปรากฏว่าคุณพี่ท่านหลับค่ะ หลับสนิท สงสัยตื่นเช้ามาก ลองสะกิดๆ ก็ไม่ตื่นนะ จบ มึงพลาดแล้วไอ้ตี๋ 

JR Takamatsu Station
หลังจากผ่านวิวที่สวยกว่าญาญ่ากับใหม่ ดาวิการวมกัน รถไฟก็เทียบท่าที่สถานี Takamatsu อันเป็นที่หมาย สถานีนี้เป็นฉากหนึ่งในหนังสือ Kafka on the shore ของ Haruki Murakami อยู่ในตอนต้นๆ เลยที่ไอ้เด็กคาฟคามันออกจากบ้านแล้วมาอยู่ที่เมืองทาคามัตสึนี่ พอมาเหยียบฉากที่เจอในหนังสือก็แปลกไปอีกแบบดี ต่างจากการตามรอยหนังนะ คนเขียนมันต้องมีความผูกพันกับฉากที่เขาเขียนแหละ อย่างน้อยก็คงเคยผ่าน และยังจำ ยังระลึกขึ้นได้ขณะเขียน แสดงว่าที่แห่งนั้นมันต้องพิเศษ ไม่งั้นเขาคงไม่จำและนำมันมาเล่า 

สถานีทาคามัตสึใหญ่โต แต่ไม่พลุกพล่าน สภาพค่อนข้างใหม่เลย สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือเอากระเป๋าเดินทางใบเท่าควายสองใบ ไปฝากในล็อกเกอร์ ซึ่งหลังจากการเดินวน 15 รอบ ก็พบว่า ล็อกเกอร์แม่งเต็มหมดสิ้นแผ่นดินญี่ปุ่น นี่ล็อกเกอร์หรือธนาคารมึงจะฝากอะไรกันนักหนา เต็มหมดทุกไซซ์ทุกขนาด ยิ่งขนาดใหญ่มึงยิ่งไม่ต้องคิดเลย เห็นบางคนแม่งคงเทละ หาที่ฝากไม่ได้ ก็โยนกระเป๋าขึ้นไปหลังล็อกเกอร์แม่งดื้อๆ อย่างนั้นแหละ ทีแรกก็อยากทำตามบ้าง แต่รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการลากกระเป๋าไปลุยบ้านนอกกันทั้งอย่างนี้แหละ (วะ) 

รถไฟ Kotoku Line หวานเย็นสุดๆ

ต่อจากสถานีทาคามัตสึ เราต้องนั่งรถไฟ Kotoku Line เป็นรถไฟท้องถิ่น ขบวนเล็กๆ บ้านๆ ไปลงสถานี Furutakamatsu-Minami ประมาณ 17 นาทีก็ถึง แบกกระเป๋าลงรถไฟมาแบบเหวอๆ เพราะมองไปรอบๆ แม่งเป็นถนนใหญ่ ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีทะเล หรือมีตรงไหนที่ใครมาถ่ายหนังเลย 

ตามที่หาข้อมูลไว้ ตรงที่เราจะไปนั้นรถไฟเข้าไม่ถึง เดินไปก็ไม่น่าจะไหวเพราะว่าไกลมาก ทางเดียวที่จะไปถึงตรงนั้นได้ คือจี้รถคนญี่ปุ่นซักคันแล้วขับไป นอกจากจะฟรีแล้วยังเอารถไปขายได้เงินมาเที่ยวต่ออีกด้วย เฮ! 

ที่ไหนล่ะโว้ยยยยยยย...แท็กซี่สิครับ ทางเดียวเท่านั้นแหละที่จะไปได้ และนี่เป็นการเปิดซิงแท็กซี่ญี่ปุ่นครั้งแรกเลย ที่ผ่านมาเลี่ยงตลอด เพราะมันแพง ไม่มีปัญญาจ่าย เสียดายเงิน อะไรเดินได้ก็เดินหมดเลย ถ้าเดินไม่ได้ก็คลานไปเอา (ตลกมากนักใช่มั้ย) แต่กับรอบนี้เรายอมจ่าย เพราะอยากไปมาก อยากทำฝันให้เป็นจริง มาเลย เท่าไหร่กูก็จ่าย มึงมาเลย มา บอกให้มาาาาา

ไม่มา ไม่มีแท็กซี่ผ่านมาเลยซักคัน (ฟิ้ววว.... /ใบไม้พัดปลิว) 

ค่ะ คือรถวิ่งกันให้พรึ่บ แต่ไม่มีแท็กซี่ซักคันเลยค่ะ มึงไปส่งรถหรือไปเติมแก๊สกันหมดเหรอถึงไม่ผ่านมารับกูเลยหาาา รอนานจนเริ่มกังวล หรือว่าเมืองนี้มันไม่มีแท็กซี่วะ แบบเป็นเมืองเล็กๆ ใครเค้าจะใช้แท็กซี่กัน เฮ้ย แต่ไม่น่าาาา ในหนังญี่ปุ่น เมืองเล็กกว่านี้ยังมีแท็กซี่ตั้งคันนึง โธ่ อีแมงกะแท้ นั่นมันในหนังโว้ย ความจริงมึงอยู่ในโลกทุนนิยม โนดีมานด์ โนซัพพลายด์โว้ย 

ร้านขนนมที่เข้าไปขอความช่วยเหลือ

เครียดมาก เลยตัดสินใจเดิน เดินไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็ไม่มีใครเดินสวนมาให้กูขอเลยซักคนเดียว เดินไปไกลจนเจอร้านขนมหน้าตาดีอยู่ร้านนึง เลยแวะเข้าไปจิบน้ำชายามบ่ายซักหน่อย โว้ยยย! จะสบายใจไปไหน ไปขอความช่วยเหลือจากเค้านี่แหละ เดินดุ่มเข้าไปบอกพนักงาน ทำหน้าตาเหรอหราให้ดูเป็นไกจินหลงทาง บอกน้องเขาว่า อยากได้แท็กซี่ จะไป Aji Post Office แล้วก็เปิดแผนที่ให้เขาดู น้องบอกว่า มึงนั่งรอเลยอีอ้วน เดี๋ยวกูเรียกให้สัส (จริงๆ น้องเค้าสุภาพมาก ขอโทษที่ทำลายคาแรกเตอร์น้องย่อยยับป่นปี้) 

นั่งรอโดยไม่ซื้อของเค้าซักชิ้นด้วยนะ (หน้าด้านสัสๆ)​ ซักนึงแท็กซี่ก็มาจอด เป็นลุงแก่ๆ เหมือนในหนัง และแน่นอนว่าแกเว่าอังกฤษไม่ได้ โอเค ได้เวลามินนะ โนะ นิฮงโกะ ของมึงแล้ว เลยรัวคำนามและกริยาใส่ลุงแหลกๆ เอาแค่ลุงไปส่งให้ถึงตรง Post Office ให้ได้ก็พอ

ลุงแท็กซี่

อยู่บนรถประมาณสิบนาที มองนอกกระจกเริ่มเห็นวิวคุ้นๆ แล้ว นี่สำคัญคือ ตรงโค้งนึง ที่เข้าใจว่าเป็นโค้งเข้าเมือง Aji มีป้ายบอกทางสำหรับคนที่จะมาตามรอยหนังเลยว่าฉากไหนอยู่ตรงจุดไหน อำนวยความสะดวกกันตั้งแต่ทางเข้า ซึ่งแน่นอนว่ากูอ่านไม่ทันค่ะ และสายตานอกจากยุ่งกับการชมวิวแล้ว ยังต้องคอยเหลือบไปมองมิเตอร์ที่ขึ้นเร็วขึ้นไว ค่าเสียหายเกือบพันแล้วเนี่ยมึง (พันเยน? พันบาทสิค้าาาา) 

และในที่สุดลุงก็พามาส่งถึงที่หมาย แต่ก่อนจะลง เราผู้รอบคอบก็ได้ทำการนัดหมายลุงให้มารับจากที่นี่กลับไปสถานี เพราะดูทรงแล้ว หมู่บ้านตรงนี้ไม่ต้องพูดถึงแท็กซี่หรอก สิ่งมีชีวิตประเภทอื่นก็ยังไม่เห็นเลยซักชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าได้กลับบ้านเลยต้องใช้วิธีนี้ ตอนแรกลองสร้างประโยคขึ้นมาเองจากพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาทั้งหมด ปรากฏว่าลุงไม่เก็ทค่ะ เลยรีบแชทไปหาเพื่อน ให้มันพิมพ์ไดอาล็อกมาให้ คราวนี้ลุงเก็ท เราบอก "ลุงๆ โคโคะๆ ตรงนี้นะ สี่โมงนะ ย่งๆๆ" ลุงพยักหน้าหงึกๆ เจอกันไอ้หนู แล้วก็ขับออกไป 


เอาโว้ย ตอนนั้นอยากกรีดร้องดังๆ แบบ กูมาแล้วโว้ยยยยยย ไกลนักใช่มั้ยมึง กูนี่แหละ มาถึงแล้วโว้ยยยย แต่เกรงใจผัว และเกรงใจเจ้าที่แบบชินโต เลยสงบปาก แล้วออกเดิน (ลากกระเป๋าไปด้วย) และใจก็ต้องเต้นแรงค่ะ เพราะภาพข้างหน้า คือป้ายที่มีโปสเตอร์หนังโชว์อยู่เด่นๆ บอกทางเข้าไป Cafe ซึ่งอีคาเฟ่นี่แหละ เป็นที่หมายหนึ่งที่เราจะมาเหยียบให้ได้ 

ภาพข้างหน้าแม่งมหัศจรรย์มาก ถ้าไม่คิดอะไรมันก็เป็นตึกเก่า รูปทรงออกไปทางตะวันตกหน่อยๆ ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ถ้าเป็นแฟนหนังเรื่องนี้ ไอ้ตึกนี้มันสำคัญ มันจำได้ มันคือฉากร้านถ่ายรูป ที่ซากุทาโร และอากิ มาถ่ายรูปแต่งงานกันที่นี่ แล้วยังไง ตอนนี้กูอยู่บนแผ่นดินตรงนี้แล้ว เกรียงไกรมาก ชีวิตเราวันนี้ 



ในชีวิตประจำวัน ร้านนี้เป็นร้านคาเฟ่เล็กๆ ขนาดสองสั้น ขายกาแฟและอาหารเบาๆ ลองเดินขึ้นไปชั้นสอง มีคนนั่งทำงาน นั่งกินกาแฟอยู่เยอะเหมือนกันนะ เลยลงมาจองโต๊ะด้านล่าง แล้วสั่งข้าวผัดกับกาแฟมาแบ่งกันกิน (ที่ไม่สั่งคนละชุดเพราะว่ามันแพง) 

ระหว่างทาน เจ้าของร้านก็มาถามๆ ว่ามาเที่ยวเหรอ เราเลยบอกว่า มาเพราะหนัง เขาก็ยิ้มๆ เพราะคงชินแล้วที่ใครๆ ก็มาตรงนี้เพราะหนัง ในร้านมีแผนที่ตามรอยหนังวางให้หยิบฟรีด้วย พอเราทานเสร็จ เลยขอเจ้าของร้านฝากลูกควายสองตัว (กระเป๋าเดินทาง) ไว้ที่ร้าน ซึ่งทางร้านก็ไม่ว่าอะไร แล้วเดินตัวปลิวออกไปล่าฝันกันต่อได้แล้วโว้ย 


เมือง Aji เป็นเมืองริมฝั่งเล็กๆ เงียบๆ เข้าใจว่าคนแถวนี้คงทำประมงกันเป็นหลัก เพราะเห็นมีเรือจอดอยู่เพียบ และมีคนนั่งง่วนกับแห และนั่งตกปลา สิ่งก่อสร้างระหว่างทางเดินก็เก่าแก่ ไม่ได้ถูกใส่ใจให้มันต้องดูสวยงามตามระเบียบมากนัก เป็นบ้านไม้เก่าๆ โชว์ลายไม้ไม่ทาสี ไม่ก็โกดังสังกะสีขึ้นสนิม สีสันในเมืองมันเลยดิบๆ เหล็กๆ หม่นๆ 

เดินเรื่อยๆ จนลึกเข้าไป ก็จะเจอแลนด์มาร์คอีกจุดนึง เป็นเสาโทริอิ ทางขึ้นวัดที่อยู่บนเขา บันไดตรงนี้อากิเคยมานั่ง และถนนโค้งนี้ซากุเคยขี่มอเตอรไซค์ผ่าน ถ่ายรูปไปสองสามแชะ แล้วก็เดินขึ้นเขาไป เพราะไฮไลท์มันอยู่ข้างบน 

 




ชิงช้าาาาาาาา...ตรงนี้ที่อากิและซากุเคยมานั่งคุยกัน ชิงช้าบนเขา ที่มองลงไปข้างล่างเป็นทะเลเงียบสงบ และภูเขาโอบล้อม ฉากในตำนานอีกฉากที่เราได้มาเหยียบ น้ำตาจะไหลแต่อั้นไว้ก่อน ขนาดเอกชัยที่มาแบบไม่รู้เรื่องยังอินไปด้วย ชวนเราถ่ายรูปใหญ่เลย 

เอาล่ะ ที่ผ่านมามันคือน้ำจิ้ม เพราะจากนี้คืองานฟินนาเล ไคลแม็กซ์ของจริงมันอยู่ตรงนี้ แนวแท่นคอนกรีตที่ว่ามันอยู่ข้างหน้ามึงแล้วอีนิดนก นาทีที่เห็นภาพนั้น ดูเหมือนเว่อร์ แต่ใจเต้นแรงจริงๆ เป็นโมเมนท์ที่แบบ เฮ้ย อีเหี้ยยยย กูมาแล้วจริงๆ ที่เห็นในหนังที่ดูไปไม่รู้กี่รอบ ภาพที่ชอบและจำได้มาตลอดเวลา อยู่ข้างหน้าตรงนี้แล้ว เป็นความเหมือนจริงที่เหมือนจริงสุดๆ จริงกว่านี้ไม่ได้แล้ว ปิติมานะมานีเกินจะเอ่ยเป็นถ้อยคำ ขอบคุณตัวเองและเอกชัยมากๆ ที่ยอมมาถึงตรงนี้ โอย ฝันเป็นจริงมันหน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง 

ไอ้แนวคอนกรีตและทุ่นหินขนาดใหญ่มันเป็นแนวกันคลื่นกลางทะเล ทีแรกคิดว่าจะเงียบๆ แต่ช่วงที่เราไป มีนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายรูปกันเยอะเหมือนกัน ทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น คงมีแค่เราสองคนที่เป็นชาวต่างชาติ นอกจากคนมาถ่ายรูปก็มีลุงๆ มาตกปลา ตอนที่ไปขอให้ลุงคนนึงถ่ายรูปให้ แกถามเราว่ามาจากไหน พอเราบอกว่าบางกอก ไทยแลนด์ ลุงก็ยิ้มใหญ่ บอกว่าชอบเมืองไทย ชอบไปพัทยา โห รู้เลยลุงชอบอะไร 555



ดื่มด่ำกับแนวกันคลื่นและประภาคารสีแดงได้ไม่นานก็ต้องกลับ เพราะว่านัดกับลุงแท็กซี่ไว้ และถ้าไปช้าก็จะไม่ทันรถไฟรอบห้าโมงเพื่อเข้าเมือง (และต้องรอรอบต่อไปตอนทุ่มนึง!) เลยร่ำลาอ้อยอิ่งกับแนวหินนั้น ก่อนจะเดินออกมา เก็บความชื่นใจเอาไว้จนชุ่มปอด ได้มาเห็นแค่นี้ก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว 

เดินกลับไปเอากระเป๋าที่คาเฟ่ โค้งขอบคุณเจ้าของร้านไปสิบที แล้วก็ไปรอลุงแท็กซี่ที่ไปรษณีย์ที่เดิมกับที่ลุงมาส่ง ใครก็บอกว่าคนญี่ปุ่นตรงเวลา เราจะทำให้ลุงด่าเราไม่ได้ว่าไอ้พวกคนไทยมาเลท มารอลุงล่วงหน้าห้านาทีเลยเอ้า รอจนสี่โมง รถลุงต้องวาร์ปมาด้วยความตรงเวลาแน่นอน ... ไม่มี อ่ะ ลุงอาจจะแวะเซเว่นกินขนมจีบกุ้ง ให้อีกห้านาที ... ไม่มี ลุงไปเติมแก๊สป่ะวะ ... ไม่มี เฮ้ย รอนานแล้วลุงไม่มาเลยอ่ะ ลุงแม่งชิ่ง หรือลืม หรือสุดท้ายลุงไม่เข้าใจที่เรานัดกันวะ คิดไปเรื่อยเลย แต่ไม่ใช่เวลาจะคิดแล้วไง เพราะมึงจะไปไม่ทันรถไฟโว้ย เลยกลับไปที่คาเฟ่อีกครั้ง ขอให้เขาช่วยเรียกรถให้ ซึ่งทางร้านก็ช่วยเหลืออย่างดี จนสุดท้ายแท็กซี่ก็มาจอดรับถึงหน้าร้าน โค้งขอบคุณเจ้าของร้านไปอีกยี่สิบที และนั่งแท็กซี่กลับมาที่สถานี Furutakamatsu-minami ที่เดิม (แน่นอนว่ามิเตอร์ขึ้นไปอีกเจ็ดร้อย ... เจ็ดร้อยบาท? ... เออ!)

รอรถไฟไม่นานรถไฟก็มา คราวนี้เราจะไปลงสถานี Ritsurinkoen-Kitaguchi ก่อนถึงสถานี Takamatsu สองป้าย เพราะจองที่นอนสำหรับคืนนี้เอาไว้ผ่าน Airbnb เราจะเดินจากสถานีไปที่บ้านของโชอิจิ และวันพรุ่งนี้จะไปเที่ยวเกาะ Naoshima กัน

แต่ตลอดทางเดิน ยังไงก็ยังนึกถึงลุงแท็กซี่อยู่ดี นี่รู้สึกผิดนะที่ชิ่งแกมา ไม่รู้ว่าแกไปรอเรามั้ย ไปแล้วเก้อ หรือแกลืม หรือลุงคิดว่ากูนี่เป็นมิจฉาชีพแน่ๆ หรือลุงจำวันผิด ยิ่งคิดยิ่งสงสารลุง ถ้าลุงผ่านมาเห็น ก็ขอให้รู้ไว้ว่าวันนั้นหนูนั่งรอลุงจริงๆ นะ รอนานด้วย ยังไงลุงก็ขับแท็กซี่ต่อไปนะ ไว้ผ่านไปแถวนั้นอีกจะไปใช้บริการ บัยยย






Parasyte Part 2

Parasyte Part2
(2015,Takashi Yamazaki, B) 



ผิดเองที่ดันไปดูหลังออกจากโรง Inside Out ซึ่งสมองกำลังทำงานหนักและคิดอะไรอยู่เยอะมาก เลยดูปรสิตโดยสติไม่อยู่กับหนังเท่าไหร่ และหนังมันก็ไม่ได้ทำให้เราอยู่กับมันมากนักด้วยอ่ะ 

แม้ไม่เคยอ่านหรือดูมังงะเลย แต่ว่าชอบภาคแรกมาก ถึงได้อยากจะติดตามภาคสองต่อตั้งแต่วันแรกที่มันเข้า แต่พอเอาเข้าจริงก็รู้สึกว่าภาคสองมันไม่ได้มีเนื้อหาหนักแน่นขนาดนั้น มันมาขยายต่อเรื่องความเป็นแม่ที่ก็เออ ทำได้ดีล่ะ โดยเฉพาะ Fukatsu Eri เอาดอกมะลิไปติดอกเสื้อนางได้เลย เป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติญี่ปุ่นไปแล้ว ปรบมือด้วยค่ะ 

ที่เหลือไอ้เรื่องสรรเสริญหรือด่าทอความเป็นมนุษย์มันน่าเบื่อ ถ้าไม่พูดเยอะขนาดนั้นคงไม่รู้สึกแบบนี้ แบบมึงจะพูดจะย้ำอะไรกันนักหนาวะ เหมือนกลัวว่าถ้าไม่อธิบายด้วยคำพูดอาจทำให้คนดูไม่บรรลุถึงสารที่หนังต้องการสื่อ แต่มันน่าเบื่อและเชยไง มันเลยทำให้เราชอบเรื่องนี้ได้ไม่สุด

ที่ดีคืออารมณ์ขันที่แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ แล้วมันถูกจังหวะ ที่เหลือคือคะแนนของน้องไอ ฮาชิโมโตะ จบ.

Our little Sister: โชคดีที่ไม่เดียวดาย

海街diary (Umimachi Diary , Our Little Sister) 
(2015, Hirokazu Koreeda, A) 



เรารอคอยจะดู Umimachi Diary (ชื่อฝรั่งว่า Our Little Sister) มาเป็นปี ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยภาพนิ่งออกมาก็ใจเต้นแล้ว หนึ่งคือเพราะในนั้นมี Ayase Haruka อยู่ (ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณแล้วว่ารักผู้หญิงคนนี้มากขนาดไหน) สองคือมีมาซามิ นากาซาวะ อยู่ในเฟรมเดียวกับอายาเสะ สามคือเป็นหนังของโคเระเอดะ ที่ก็ยังคงเล่าเรื่องครอบครัว และเด็กกับบาดแผลในชีวิตที่พวกเขาต้องเติบโตไปกับมัน พ่อที่ไม่ได้เรื่อง แม่ที่ใช้ไม่ได้ คนรอบข้างที่พึ่งพาไม่ได้ เด็กในหนังของโคเรเอดะมักจะต้องพบกับผู้ใหญ่แบบนั้น แล้วเขาก็ปล่อยให้เราเฝ้าดูว่า เด็กๆ จะจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ายังไง 

ลูกสาวสามคนของครอบครัวโคดะก็โตมาแบบดูแลกันเองอย่างนั้น จนวันนึงที่พ่อเสีย ก็ได้รับน้องสาวต่างแม่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่อีกคน น้องสาวที่มาพร้อมบาดแผลใหม่ เรื่องเล่าใหม่ เป็นโจทย์ให้ครอบครัวต้องปรับสมดุลกัน ทำความเข้าใจกันอีกครั้ง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป 

จะว่าไป พี่น้องโคดะก็คือพี่น้องฟุคุชิมะ ใน Nobody knows (2004) ที่โชคดีกว่า ซาจิคืออากิระ ที่ต้องแบกรับภาระใหญ่ในวัยที่ไม่ควร แต่พวกเธอโชคดีอยู่มาก ที่ยังพอมีหลักให้ยึด จนไม่ต้องมีตอนจบที่น่าเศร้าแบบที่อีกครอบครัวนึงได้เจอ

ได้อ่านมังงะจนหมด ตอนอ่านก็เสียน้ำตาไปเยอะ และก็คิดอยู่ว่าพอเป็นหนังมันจะออกมาเป็นยังไง ในเมื่อประเด็นมันยุบยับ และมีเหตุการณ์หลายอย่างที่น่าเล่า ซึ่งหนังตัดสิ่งเบี้ยบ้ายรายทางออกไปหลายอย่าง และยึดมั่นกับความเป็นพี่น้อง ความเป็นครอบครัวของสี่ตัวละครหลัก โดยมีส่วนเสริมคือความละเมียดละไมของอาหาร และบรรยากาศเมืองทะเลอย่างคามาคุระ

ตอนไปญี่ปุ่นรอบล่าสุดเราไปคามาคุระก็เพื่อเซอร์เวย์ก่อนดูหนังเรื่องนี้แหละ แวะไปเยี่ยมสถานี Gukurakuji เพราะบ้านโคดะอยู่ตรงสถานีนี้ ไปเดินริมทะเล และไปเอโนะชิมะ ทะเลที่คามาคุระคลื่นลมแรงแต่ก็สงบจนเราไปนอนหลับตรงนั้นได้ เมืองตรงริมชายฝั่งเจริญและพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษา แต่พอลึกเข้าไปหน่อยก็เงียบสงบ เหมือนอย่างบ้านโคดะที่เห็นในหนัง เราเลยไม่เชิงว่าชอบเมืองที่เท่าไหร่ เพราะติดที่คนเยอะ แต่ไอ้ความกึ่งเก่ากึ่งใหม่ กึ่งเจริญกึ่งสงบ และชายทะเลที่มีคนไปใช้มันหย่อนใจในตอนเย็นนั้นทำให้เราลืมเมืองนี้ไม่ได้ 

อย่างไม่ลำเอียงเลยนะ อายาเสะเป็นโคดะ ซาจิ ที่มีชีวิตชีวากว่าที่คิดว่าตัวละครนี้จะเป็นได้ (เขียนแบบมึงอวยเว่อร์ ฮ่าๆ) ซัจจังในหนังทำให้เราเห็นเด็กผู้หญิงอายุ 15 ที่โตมาโดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลน้องๆ ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นภาระของเธอด้วยซ้ำ อายาเสะเล่นให้เราเห็นมุมนั้นได้

คือซาจิจะไม่ทำให้ดีก็ได้นะ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ เป็นแค่พี่สาวทำให้มึงแค่นี้ก็บุญแล้ว แต่สิ่งที่ซาจิแบกไว้และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบมันใหญ่กว่านั้น หนักกว่านั้น ซึ่งมันก็ออกมาโดยสิ่งที่เธอทำนั่นแหละ อาหารก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าเธอจริงจังกับมันแค่ไหน และที่ผ่านมาเธอเจ็บปวดยังไง ซึ่งมันก็จะโยงไปจบที่ซึสึอีกที (เห็นมั้ย บอกแล้วว่าอายาเสะทำได้ดี /มึงอวยอีกแล้วววว)

ได้ฟังอายาเสะสัมภาษณ์ตอนไปเมืองคานส์ เธอบอกว่า ทีแรกเธอเล่นจนโคเรเอดะต้องมาเตือนว่า มึงเป็นซาจิที่ดุเกินไปแล้ว เธอเลยลดดีกรีความเข้มงวดตรงนั้นลงมา จนเป็นซาจิที่จู้จี้เป็นมนุษย์ป้า ดุ เหวี่ยง แต่ก็อ่อนโยนเสมอ

ความรู้สึกสุดท้ายเมื่อหนังจบคือ เราอยากให้ซาจิกอดเราซักครั้ง นั่นคงเป็นอ้อมกอดของพี่สาวที่อบอุ่นมากๆ 

แต่ที่โคตรดีคือน้องซึสึ น้องไปมีบาดแผลชีวิตมาจากไหนถึงเล่นได้แบบนี้ ซึสึที่ไม่ร้องไห้แต่ดูยังไงก็เศร้าชิบหายตลอดทั้งเรื่องนั่นเป็นการแสดงที่น่าจดจำมากสำหรับหนังเรื่องแรกของน้อง 

คาโฮะไม่มีที่ให้ปล่อยของมาก แต่พอถึงคราวของเธอก็ทำได้ดี (บนรถไฟก็หนึ่ง แกงกะหรี่ก็อีกหนึ่ง) จากเดิมที่ไม่คิดว่าชิกะมีอะไร กลายเป็นสงสารตัวละครนี้ไปเลย เพราะเอาจริงๆ ชิกะไม่มีใครเลย เธอเด็กเกินกว่าจะมีความทรงจำใดๆ ต่อพ่อและแม่เหลืออยู่ เศร้าไม่แพ้พี่น้องหรอก ส่วนมาซามิก็เป็นมาซามิที่สดใส ขโมยไปหลายซีน คือด้วยบทโยชิโนะ ตั้งแต่ในมังงะ มันเป็นตัวละครที่เราจะสนุกไปกับเธออยู่แล้ว มันเลยไม่ต้องคาดหวังอะไร

มีงานภาพในหลายฉากที่น่าจดจำ ฉากอุโมงค์ซากุระก็หนึ่ง มันมาถูกจังหวะและดี ฉากทิ้งเฟรมตอนหลังงานครบรอบวันตายของคุณยายนั่นก็ดี แต่มันก็มีเฟรมน้ำเน่าอยู่เยอะนะ แบบโผล่ออกมาจากหน้าต่างเล่าเรื่องอย่างมีความหวัง ซึ่งก็ยังดีว่ามันมาไม่บ่อย ไม่งั้นเราจะเริ่มเลี่ยนละ

ช่วงแรกหนังมันเล่าไปเรื่อยๆ สะเปะสะปะพอประมาณ ดูเพลินก็จริงอยู่ แต่เราจะคิดนิดนึงว่า มึงเล่าแบบนี้แล้วจะพาเราไปที่ไหนวะ จะขึ้นสู่จุดพีคยังไง ซึ่งหนังโคเรเอดะแม่งเป็นอย่างนี้หมด คือมันมีจุดหนักของมันอยู่ แต่มันไม่โฉ่งฉ่าง มันล่อหลอกพาอารมณ์เราขึ้นมาเรื่อยๆ จนพอถึงจุดที่เขาเล็งไว้ ก็ตบหัวเราเบาๆ แต่ทำเราล้มได้ 

Umimachi Diary ก็เป็นแบบนั้นแหละ เราไม่รู้ตัวเลยว่าเราอินแล้ว รู้อีกทีคือช่วงท้ายเราหน่วงมากๆ ข้างในใจมันแน่นไปหมด บางคนร้องไห้ไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็มี แต่กับเรา พอ End credit ขึ้นเราก็ทำได้แค่มองจอ ฟังเพลง แล้วน้ำตามันก็ไหลของมันเอง คิดไปหลายอย่างอยู่ในหัว และที่แน่ๆ คือคิดถึงเรื่องของตัวเองด้วย และตรงนั้นน่าจะเป็นส่วนใหญ่ที่ทำให้รู้สึกกับหนังมากเป็นพิเศษ

คิดถึงตอนที่แม่เสีย เคยคิดหลายทีว่า ถ้าตอนนั้นแม่ไม่ได้จากไป ตัวเราตอนนี้คงไม่ได้เป็นแบบนี้ อาจจะดีกว่านี้ หรือแย่กว่านี้ บุคลิกแบบนี้ หรือไม่ใช่แบบนี้ แต่ที่รู้คือต้องไม่ใช่ตัวเราในวันนี้แน่ๆ ไม่รู้ว่ามันดีรึเปล่าที่ต้องโตขึ้นมาด้วยเงื่อนไขแบบนั้น แต่เราก็ผ่านพ้นมันมาได้ คนที่จากไปบางทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้จัดการอะไรเอาไว้ให้เราก่อน และเขายังนึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่าการจากไปนั้น ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย มันทิ้งร่องรอยไม่เล็กก็ใหญ่เอาไว้กับคนรอบข้างเสมอ แต่เอาเข้าจริงมันก็ชีวิตแหละ จะด้วยเงื่อนไขอะไร ยังไงทุกวันมันก็มีเรื่องเข้ามาให้เราต้องเจอ ต้องแก้ปัญหาอยู่แล้ว จะไปโทษใครที่มาทิ้งบาดแผลให้เราไม่ได้หรอก เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่า เราเองก็เคยไปทิ้งปัญหาเอาไว้ให้คนอื่นเหมือนกัน

แต่อย่างน้อย ถ้าจะต้องเจออะไรหนักหนา แต่กลับบ้านมายังมีคนทำกับข้าวให้ นั่งคุย ทะเลาะ และชวนกันกินเหล้าบ๊วยที่ช่วยกันหมักในหน้าร้อน นั่นก็น่าจะดีกว่าเรานั่งแก้ปัญหาอยู่คนเดียว




ปล. พอดูจบแล้วกลับบ้านไปดู Photobook ที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นยิ่งดีหนัก ดูก่อนหนังฉายไม่ได้อารมณ์เลย อะไรเล็กน้อยในหนัง แต่พอมาเห็นในหนังสือแล้วรู้เลยว่ามันเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ใหญ่มากๆ ดีมากๆ โอ๊ยยยยย (เสียสติไปแล้ว) 



The Tale of the Princess Kaguya

The Tale of the Princess Kaguya かぐや姫の物語 
(2013, Isao Takahata, A) 


เปิดทีวีตอนเช้า ได้ฟังนิทานพื้นบ้านเรื่องตาม่องลายในรายการข่าวเช้า เออ มันเป็นรายการข่าวเช้าที่มีการเล่านิทานด้วยเว้ยเฮ้ย จำได้ว่าตอนเด็กๆ ชอบอ่านเรื่องพวกนี้ ชอบฟังเทปด้วย แม่จะซื้อเทปรวมฮิตนิทานพื้นบ้านมาให้เราฟังก่อนนอน คาดว่าแม่คงขี้เกียจเล่าเอง ตอนนั้นเวลาฟัง ภาพในหัวเรานี่ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ เสียงเอฟเฟ็คต์ทั้งหลายอัดมาเต็มที่ในแบบที่มนุษย์แม่ทำไม่ได้ ยิ่งเติมเต็มให้จินตนาการฉูดฉาดขึ้นไปอีก หัวสมองของเด็กเจ็ดขวบโลดแล่นสุดๆ 

ตาม่องลายนี่แฟนตาซีมาก เรื่องเกิดจากครอบครัวเล็กๆ ที่อยากให้ลูกสาวได้สามี พ่อแม่ก็เลยจัดหาผู้ชายให้ลูกชนกันซะงั้น ดูเป็นปัญหาครอบครัวร่วมสมัยอยู่ดีๆ พอไปช่วงไคลแมกซ์นี่แฟนตาซีขึ้นมาดื้อๆ พอโกรธ ตาม่องลายแกก็ฉีกลูกสาวออกเป็นส่วนๆ โยนไปทางโน้นทางนี้ แล้วชิ้นส่วนลูกสาวแกก็กลายเป็นเกาะเป็นแก่ง คือถ้าอ่านเรื่องมาตั้งแต่ต้นเราจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนจบมันจะออกมาในรูปนี้ กลายเป็นนิทานส่งเสริมการท่องเที่ยวไปได้ไงวะเฮ้ย...

แต่นั่นก็เป็นจุดเด่นของพวกนิทานพื้นบ้านแหละ เพราะนอกจากตาม่องลาย พวกอุทัยเทวี แก้วหน้าม้า พญากง พญาพาน อะไรนี่ก็เล่าเรื่องด้วยวิธีคล้ายๆ กันหมด มันมีพลอทของชีวิตคนอยู่ แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะแทรกมาตอนไหน ก็จะต้องมีเรื่องอภินิหารเหนือจริงปนๆ เข้ามาบ้าง คงเป็นความบันเทิงของคนสมัยก่อนที่ขอกูแฟนตาซีบ้างขณะตีดาบ เวลาเราอ่านเรื่องพวกนี้เราเลยจะอินไม่สุด รู้สึกแค่ว่ามันเป็นเครื่องมือของการสอน หรือแต่งขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในแง่ที่เป็นเรื่องราวเบื้องหลังสถานที่หรือสิ่งของใดๆ เป็นวรรณกรรมทีเล่นทีจริง มีความสนุกสนานเพลินใจเป็นที่ตั้ง

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ก็เป็นนิทานพื้นบ้านแบบนั้น ชื่อเรื่องจริงๆ คือ เรื่องของชายตัดไม้ไผ่ The Tale of the Bamboo Cutter แต่คนจะจำได้ในชื่อเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่มากกว่า ไปอ่านตัวเรื่องจริงๆ ของมันมาก็เป็นฟีลลิ่งแบบนางสิบสอง ตาม่องลายพวกนี้แหละ มีบางช่วงที่ดูไซไฟแบบที่โนแลนมาเอาไปทำหนังได้เลยด้วยซ้ำ 

แต่ในอนิเมชั่น ฉบับ Studio Ghibli เล่าเรื่องแบบข้ามความปรัมปราแฟนตาซี แต่ปล่อยให้เราละเลียดรายละเอียดแห่งชีวิตเล็กๆ น้อยๆ จนเราค่อยๆ เชื่อ หนังไม่ตัดสินตัวละครอย่างที่ขนบแห่งความเป็นนิทานพิ้นบ้านชอบทำ ดีเลวนี่ชัดมาก ทุกตัวละครจะเล่นใหญ่หมด คาแรกเตอร์จัด ไม่มีสีเทา คิดเห็นและแสดงออกชัดเจนหมด แต่การนำเสนอรอบนี้เติมมิติให้ตัวละคร เพิ่มความเป็นมนุษย์เข้าไป แล้วเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงของการเฝ้ามองมนุษย์จริงๆ

The Tale of the Princess Kaguya พูดถึงชีวิตแบบไม่ยากเลย พูดซ้ำเรื่องเดิมด้วย คือการมีชีวิตอยู่ สิ่งต่างๆ รายทางที่ประกอบรวมกันเป็นชีวิตของเรา การเกิด แก่ เจ็บ ตาย พบพรากจากลา อันเป็นธรรมดาธรรมชาติ มีความพุทธมาก แต่เป็นพุทธแบบที่ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาสอน ปล่อยให้เราดูเอง คิดเอง เผลออีกทีคือน้ำตาร่วงเผาะ ยิ่งพออ่านคำแปลเนื้อเพลงช่วง End Credit นี่ถ้าจิตอ่อนๆ นี่บรรลุธรรมชั้นต้นไปแล้ว

เรื่องราวไปอย่างเนิบช้า ก่อนเข้าโรงยังคิดอยู่เลยว่าจะอะไรนักหนาวะตั้งสองชั่วโมงครึ่ง เวลาของหนังที่ยาวนานนั้นหมดไปกับการทิ้งเราเอาไว้กับช่วงเวลาสำคัญๆ อันเป็นรายละเอียดของชีวิตแบบไม่เสียดายเวลาเลยสักนิด ฉากทารกที่ค่อยๆ คว่ำ พลิกตัว กระดืบคลาน ย่อ ยืน เดิน และวิ่ง นั่นกินเวลาเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เรายิ้มเอ็นดูไปกับมัน เราไม่เคยจำช่วงเวลานั้นของชีวิตเราได้ แต่วันนี้เรายิ้มหัวเราะไปกับพัฒนาการเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งตัวเราเองก็เคยเป็นนักแสดงใหญ่ของพ่อแม่เรา ทารกนั้นเป็นเหมือนของขวัญของพ่อแม่ เป็นของขวัญของพื้นดิน เป็นสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นที่มาโลกนี้เพื่อให้ทุกคนรัก ส่วนที่ดูเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ของเจ้าหญิงที่เติบโตเร็วเหลือเกิน นั่นคือเวลาของตัวเราในใจพ่อแม่ เผลอแป๊บเดียวลูกน้อยตัวเท่าหัวแม่โป้งก็หัดคลาน เดิน ยืน แล้ววิ่งปร๋อคลุกดินคลุกทราย

หนังไม่เศร้า ไม่พยายามทำให้เศร้า ขนาดตอนที่เจ้าหญิงจะต้องกลับสู่เมืองพระจันทร์ ขบวนแห่พระพุทธเจ้า และนางอัปสรที่ขับร้องร่ายรำนั่นยังมาด้วยท่วงทำนองดนตรีแห่งความชื่นบาน สิบนาทีสุดท้ายของหนังต่อเนื่องไปยัน End Credit นี่มีพลังทำลายล้างสูงมาก กลับบ้านมาเปิดคลิปดูซ้ำอีกรอบยังน้ำตาไหลอยู่เลย 

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่เป็นหนังที่พูดถึงชีวิตได้อย่างสงบนิ่ง เป็นจริง และเข้าใจง่ายที่สุดแล้ว ชีวิตคือสิ่งเหล่านี้ คือความเจ็บปวด คือการหัวเราะ คือเท้าที่วิ่ง คือน้ำลายที่ไหลยามหลับ คือความมุ่งมั่น คือความขี้เกียจ คือภาพตรงหน้า คือสิ่งที่เกิดและเข้ามากระทบเรา ชีวิตคือปัจจุบันที่เราอยู่

ได้ดูหนังโรงเรื่องแรกของปีด้วยเรื่องนี้นี่รู้สึกว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลย 



The Foreign Duck, the Native Duck and God in a Coin Locker

The Foreign Duck, the Native Duck and God in a Coin Locker, アヒルと鴨のコインロッカー 
(2007, Yoshihiro Nakamura, B+)
 


How many roads must a man walk down
Before you call him a man?...
How many seas must a white dove sail
Before she sleeps in the sand
The answer my friend is blowing in the wind
The answer is blowing in the wind...



ส่วนหนึ่งของเพลงที่เต็มไปด้วยคำถาม Blowing in the wind เพลงแห่งอิสรภาพที่กลายเป็นตำนานไปแล้วของ Bob Dylan และเราจะได้ยินเพลงนี้อีกหลายต่อหลายครั้ง ในหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อแปลกและยาวมากเรื่องนี้ The Foreign Duck, the Native Duck and God in a Coin Locker "เป็ดเทศ, เป็ดบ้าน และพระเจ้าในตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ" ผลงานการกำกับของ Yoshihiro Nakamura (The Glorious Team Batista, The Booth) และสร้างจากนิยายที่มีชื่อเรื่องเดียวกัน เขียนโดย Isaka Kotaro 


เล่าเรื่องของมิตรภาพระหว่าง "ชีนะ" (Gaku Hamada) นักศึกษาใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนที่เมืองเซนได และเพื่อนบ้านข้างห้องของเขา "คาวาซากิ" (Eita) ผู้ที่แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ก็ออกปากชวนชีนะให้ไปปล้นร้านหนังสือด้วยกัน โดยมีเป้าหมายคือพจนานุกรม "สวนคันจิ" เพื่อนำไปมอบให้กับเพื่อนข้างห้องอีกฟากหนึ่ง "ดอร์จิ" นักศึกษาหนุ่มชาวภูฏานที่ยังไม่ประสาภาษาญี่ปุ่นมากนัก และพจนานุกรมเล่มนี้ จะช่วยให้ดอร์จีเข้าใจความหมายของคำว่า เป็ดเทศ และ เป็ดบ้าน ในภาษาญี่ปุ่นได้


หลังเหตุการณ์ปล้นหนังสือ ชีนะได้รับรู้เรื่องราวระหว่างคาวาซากิ, ดอร์จิ และ "โคโตมิ" (Megumi Seki) อดีตแฟนของคาวาซากิที่กลายมาเป็นแฟนของดอร์จิ มิตรภาพระหว่างคนทั้งสามดำเนินไปด้วยดีจนกระทั่งถึงวันที่โคโตมิและดอร์จิ ได้ไปเจอกับแก๊งค์วัยรุ่นที่ตระเวนจับหมาแมวมาทารุณ โคโตมิขู่กลุ่มวัยรุ่นพวกนั้นว่าเธอจะเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจ และจะไม่ปล่อยให้พวกเขาลอยนวลแน่ เหตุการณ์พลิกผันเมื่อมาถึงตรงนี้ และชะตากรรมของคนทั้งสามก็ไม่อาจเหมือนเดิมอีกต่อไป
 

นอกจากเหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นในหนังจะทำให้เราต้องแปลกใจจะคอยติดตามเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยฉากธรรมดาๆ และก่ออารมณ์สะเทือนใจและชวนให้เรากลับมาทบทวนและใส่ใจกับคำว่า "คนนอก - คนใน" ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นผ่านตัวละครหลักของเรื่องที่ต่างก็มีความเป็น "คนนอก" กันในต่างแง่มุม คนนอกคือคนต่างชาติต่างภาษา, คนนอกคือคนต่างเมืองที่พูดกันคนละสำเนียง, คนนอกคือคนที่ทำตัวแปลกแยกและคิดต่าง ชะตากรรมของคนนอกที่หนังทำให้เราเห็นล้วนน่าเศร้า ดังเช่นหญิงอินเดียพูดประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพื่อจะขอความช่วยเหลือจากคนญี่ปุ่นที่ไม่มีสักคนเข้าใจความหมายของเธอ และยังบอกกับเธออีกว่า "อยู่ญี่ปุ่นก็พูดภาษาญี่ปุ่นสิ”

ประเด็นรองที่ช่วยเสริมให้ประเด็นหลักของหนังแข็งแรงมากขึ้น เป็นเรื่องของแก๊งค์วัยรุ่นที่ออกตระเวนทำร้ายทารุณหมาแมวตามท้องถนนด้วยความคึกคะนอง สัตว์ที่ไม่รู้เรื่องโดนจับใส่ถุงแล้วถูกไม้เบสบอลฟาดและมันก็ส่งเสียงร้องขอชีวิตจนถึงลมหายใจสุดท้าย แน่นอนที่เรื่องราวเหล่านี้ย่อมสร้างอารมณ์สะเทือนใจให้คนดูแม้เราจะไม่ได้เป็นคนที่รักสัตว์มาจากไหน แต่ยังหนังพาเราไปไกลกว่านั้น ด้วยการตั้งคำถามให้เราคิดต่อว่า "เราจะแค่สะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้น หรือจะทำอะไรซักอย่างเพื่อความถูกต้อง" หรือพูดแบบชัดๆ ก็คือ "เรากล้าที่จะเอาชีวิตของเรา ไปแลกกับชีวิตของสัตว์เหล่านั้น เพื่อทำให้มันถูกต้องไหม" 

ถ้าคุณเดินไปเจอหมาแมวกำลังถูกทำร้าย และคนพวกนั้นก็พร้อมที่จะทำร้ายคุณเช่นกันหากว่าคุณไปทำให้เรื่องมันใหญ่ด้วยการไปแจ้งตำรวจ เมื่อถึงตรงนั้น เราอาจจะทำให้มันง่าย ด้วยการเดินจากไป แล้วพยายามลืมสิ่งที่เห็น หรือเราจะเข้าไปเผชิญหน้า ปกป้องความถูกต้อง แม้จะไม่รู้เลยว่าเรากำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอันตราย มันคุ้มไหมที่จะแลกชีวิตเรากับคนที่ถูกมองว่าเป็นเพียงตัวประกอบของสังคมเท่านั้น
 

เราไม่จำเป็นต้องตอบคำถามตอนนี้หรอก เพราะมันไม่มีคำตอบใดจะถูกต้องจนกว่าวันที่เราจะได้เผชิญกับเหตุการณ์นั้น ขึ้นมาจริงๆ และเมื่อถึงเวลานั้น เพลงของบ็อบ ดีแลน จะดังขึ้นอีกครั้ง
 

The answer my friend is blowing in the wind
The answer is blowing in the wind...
คำตอบนั้นลอยอยู่ในสายลมไง, เพื่อนเอ๋ย
คำตอบนั้น...ลอยอยู่ในสายลม