Showing posts with label 2015. Show all posts

รุ่นพี่

รุ่นพี่
(2558, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, สถาพรบุ๊คส์) 





โอ้โห สนุก มีความเป็นฟิควัยรุ่นที่ไม่น่าเชื่อว่าคุณวิศิษฏ์แกจะเขียนเอง แรกๆ ก็ยังต้องตั้งศูนย์อยู่หน่อย แต่พอเข้าที่ก็ยิงยาวได้เลย วิ่งตามเรื่องที่มันพาเราไป เหวี่ยงไปทางโน้นที ทางนี้ที ตามขนบของพลอทไล่ล่าหาฆาตกร ทิ้งปมไว้ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จนไปถึงตอนท้ายที่ทุกอย่างคลี่คลาย ก็โอเค ไม่ได้ว้าวอะไร แต่ตลอดทางที่มามันสนุกดี

ชอบเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันของคนและวิญญาณในจักรวาลของคุณวิศิษฏ์ เล่ามากกว่านี้ไม่ได้ แต่มันเวิร์กทั้งในมุมน่ากลัว มุมสืบสวน และมุมโรแมนติก ส่วนบรรยากาศคอนแวนต์ กับวังเก่าหลอนๆ แม้จะทำให้นึกถึงเด็กหอ ปนๆ กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่ความที่เล่าผ่านมุมหญิงล้วน มันก็ได้ความอีกแบบนึง

ตอนเขียนแกคงมีภาพในหัวยุบยับเต็มไปหมด ขนาดมาแค่ตัวอักษรยังรู้สึกได้ว่าแกออกแบบโลกของวิญญาณ และภูตผีปิศาจในเรื่องนี้ไว้ละเอียดลออขนาดไหน รอคอยจะได้เห็นวิชวลพวกนี้ในหนัง คงจะเพลินตาดีไม่น้อย (และ CG คงต้องทำให้ดีด้วย) แต่แกเป็นคนวิชวลจัดอยู่แล้ว คิดว่าคงไว้ใจแกได้

ชอบการดีไซน์คาแรกเตอร์ของม่อน หรือ อทิติ กับความสามารถด้านกลิ่นของเธอ และคอนเซ็ปต์เรื่องการปิดเลเยอร์ของกลิ่นวิญญาณเทียบกับโปรแกรมโฟโตช็อป โอ้โห ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปรียบได้ดีเท่านี้อีกแล้ว ความสามารถอันนี้แม่งโคตรเท่และเนิร์ด ดีมากๆ

ด้วยเรื่องนี้มันมีทั้งโหมดพีเรียดและโหมดปัจจุบันเนาะ มันเลยกินประเด็นกว้างมาก ทั้งเรื่องชิงรักหักสวาท หักหลังแย่งสมบัติฆาตกรรมอำพรางสุดคลาสสิก มายันการ sanction และ cyber bully ในสังคมสมัยใหม่ หลายๆ อย่างมันอาจจะดูใหม่กว่านี้ ถ้าเมื่อหลายเดือนก่อนไม่ได้มีเพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน 555 พอมาเจอบางประเด็นในรุ่นพี่ มันเลยไม่ตื่นเต้นแล้วอ่ะ เสียดายนิดนึง

ส่วนประโยคขายที่ว่า "ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ" จะมาสะดุดกึกก็ตอนที่แกเขียนถึงบางเหตุการณ์ไว้ในช่วงท้าย ทิ้งบอมบ์เล็กๆ เอาไว้ให้ได้คิดก่อนจบ พานให้ไปคิดถึงอีกหลายๆ เรื่องในสังคมทั้งช่วงนี้และช่วงก่อนหน้านี้ และคิดว่าในอีกหลายๆ ช่วงหลังจากนี้ ยังไงมันก็ต้องมีคนตายที่ต้องการความยุติธรรมอยู่ดี ความจริงใหม่หลายอย่างถูกสร้างฝังทับความจริงที่แท้ หรือปล่อยให้มันละลายไปกับเถ้ากระดูกที่ลอยทะเล ตราบใดที่เรายังไม่เคารพต่อความจริงกันอยู่ บิดเบือนความจริงกันอยู่ เสียงของวิญญาณที่เรียกร้องหาความยุติธรรมก็คงไม่มีวันเงียบลง

รอไปดูหนังด้วยใจจดจ่อ

อาบัติ/อาปัติ: แก้กรรมที่ผิด ด้วยวิธีที่ถูก

อาบัติ/อาปัติ
(2015, ขนิษฐา ขวัญอยู่, B+)



(มีสปอยล์ ปล่อยผ่านได้)

ถ้าในที่สุดหนังเรื่องนี้โดนแบนขึ้นมาจริงๆ นี่มันจะเป็นการแบนที่ไร้สาระที่สุด (จริงๆ ทุกการแบนก็ไร้สาระนั่นแหละ) แต่แบบ อีห่า ไม่มีอะไรเลย กลัวอะไรวะ กลัวศาสนาจะสั่นคลอนจากหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ กลัวว่าสติปัญญาของคนจะแยกแยะไม่ออกกับหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ เอาจริงๆ หนังอย่างฟรีแลนซ์ ยังมีความน่า controversial มากกว่าอาบัติด้วยซ้ำ

อาบัติ/อาปัติ (ชอบชื่อเดิมมากกว่า แล้วก็ไม่เห็นเหตุอะไรที่จะต้องเปลี่ยนชื่อเลย) โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นหนังผี ที่ว่าด้วยเรื่องกรรม และการอยู่ร่วมกันระหว่างพระกับผี ที่โดยปกติแล้วเราจะเชื่อว่า ถ้าเจอผีกูขอวิ่งไปพึ่งพระก่อน ซึ่งเอาจริงๆ ก่อนหน้านี้สามวัน พระรูปนี้ก็เป็นคนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ แต่พอห่มผ้าเหลืองปุ๊บรู้สึกว่าท่านพึ่งพาได้ขึ้นมาทันที การบวชพระเลยอาจจะต้องทำใจเอาไว้ว่าเรามีโอกาสเห็นผีสูง ต้องเข้าไปเกี่ยวดองกับผี ทั้งป้องกันและสื่อสารกับผี เอ๊ะ นี่มันอยู่ใน Job description ก่อนบวชรึเปล่า ต้องเตรียมใจมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ ก่อนจะบวชน่ะ

เราสนใจความสัมพันธ์ระหว่างพระกับชาวบ้านในแบบชนบทจริงๆ คือถ้าเรื่องนี้มีฉากหลังอยู่แถวเขตปทุมวัน หรืออำเภอบางบัวทองเรื่องจะไม่เป็นแบบนี้ละ แต่ในอาบัติ หนังมันปราศจากความเมือง เป็นภาพชนบทแบบที่วิถีชีวิตของคนยังผูกพันกับวัดมากๆ มีความสนิทกันในแบบที่คนเมืองจะไม่ทำแบบนี้ คือยังไงดี ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัดและพระในแบบสังคมเมืองเนี่ย มันมีความเป็นทางการ มีพิธีรีตอง อันทำให้เกิดความไม่สนิทต่อกัน พระเป็นเครื่องมือที่เราใช้พาไปสู่บุญ สู่สวรรค์ ทุกข์ใจก็ไปทำบุญ โดยเชื่อว่าพระท่านจะนำเอาสิ่งที่เราทำไปส่งต่อ แล้วเทิร์นกลับมาเป็นบุญให้เราอีกที เป็นฟังก์ชันแบบนั้น ซึ่งต่างจากชนบทแบบที่พระซัน (พระเอกของเรื่อง /แน็ค ชาลี) ไปบวชอยู่ คือ พระมีความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่า วัตรปฏิบัติอาจไม่ได้วิจิตรงดงามประดิษฐ์ประดอยเหมือนพระเมือง แต่จะสนิทสนมและเป็นที่พึ่งแบบใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่า ภาพของเด็กแบบฝ้าย ที่จะเข้าไปเป็นเพื่อน สนิทกับพระ เลยจะไม่ค่อยเห็นในเมือง เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่ามีพระเป็นเพื่อนได้ (แต่แค่อีฝ้ายคิดไปเกินเพื่อนแค่นั้นแหละ)

ชอบงานภาพและบรรยากาศที่สรรหามาเสริมความเปรต ทั้งต้นไม้ไร้ใบกลางทุ่งหญ้า และบรรยาต้นไม้สูงทั้งหลาย เราว่าฉลาดใช้ภาพดี ที่ชอบอีกอย่างคือการเล่นกับความมืด แบบอีสัส มืดทั้งจอ อึดอัด เสียว ลุ้น กลัว อันนี้ดีมาก เพราะแสงจริงมันก็ต้องแค่นี้ แต่กระนั้นก็เถอะ บางฉากแม่งก็มีแสงลึกลับมาจากไหนก็ไม่รู้ หน้าสว่างเลย อีห่า มึงอยู่ในป่า เอาไอ้มืดๆ แบบเมื่อกี๊กลับมาสิว้อย จะท้อปฟอร์มอยู่แล้ว

ที่ติดขัดคงเป็นการลำดับเรื่องราวที่ไม่ค่อยลื่นไหลเท่าที่ควร ดูแล้วมีจุดสะดุดกึกอยู่หลายที ทั้งที่อารมณ์กำลังจะมาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นที่การตัดบางฉากออกไปด้วยรึเปล่า และด้วยวิธีการเล่าแบบที่แบทุกอย่างให้คนดูรู้หมด มันเลยเดาเรื่องง่ายไปหน่อย พอมาถึงครึ่งเรื่องก็พอเดาออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร อาจจะด้วยว่าเรื่องมันเกิดในระบบปิดด้วยแหละ ตัวละครมีอยู่แค่นั้น มันพอจะเดาได้อยู่แล้ว

อีกอย่างที่ติดมาก คือดนตรีประกอบ ที่ไม่รู้ว่าพี่จะประโคมเข้ามาทำไมให้หนักหนาขนาดนั้น คือถ้าเบากว่านี้นิดนึงอาจจะกำลังดี พอสร้างความอึดอัดได้ แต่นี่มันเยอะไปหน่อย กลายเป็นว่าบางฉากที่ตัวมันเองก็มีศักยภาพจะน่ากลัวของมันอยู่แล้ว มาเจอกับซาวด์หนักๆ ของพี่เข้าไปอีก จากน่ากลัวกลายเป็นหนวกหูไปเลย ให้ความเงียบทำงานบ้างพี่ หนังพี่แม่งน่ากลัวอยู่แล้ว

พาร์ทที่เป็นหนังผีก็ทำได้ดีตามมาตรฐานผีหน้าเละกระดูกกร๊อบแกร๊บ แต่ที่ชอบกว่าคือผีเปรต อันเป็นดวงใจของเรื่อง เรารีเลทกับผีเปรตมากกว่า ตามประสาเด็กไทยที่โดนหลอกโดนเล่าเรื่องความน่ากลัวสยดสยองในเชิงรูปลักษณ์ของเหล่าผีเปรต แต่เราจะไม่กลัวมาก เพราะผีเปรตไม่ทำร้าย แค่มาขอส่วนบุญเฉยๆ มันเลยรู้สึกกับผีเปรตแบบกลัวปนสงสาร ตอนเด็กๆ จำได้ว่าเวลาดึกๆ พ่อแม่นอนหมดแล้ว แล้วเรายังไม่นอน จะชอบไปเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า แทนที่จะดูดาว คือดูว่ามีเปรตมั้ย มึงเป็นเด็กแบบไหนทำไมถึงมีพฤติกรรมแบบนี้วะ ฮะ!

ความดราม่าอีกอย่างของผีเปรต คือเป็นผีด้วยกรรม ผีอื่นมาหลอกมาหลอนด้วยสตอรี่ต่างๆ นาๆ แต่ผีเปรตนั้นจะ "กลายเป็น" เมื่อเราก่อกรรมหนัก เป็นชีวิตหลังความตายที่น่าเศร้า เพราะเราต้องติดอยู่ตรงนั้น ไปไหนไม่ได้ ไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ แถมยังต้องอยู่ในกายภาพที่ไม่สวยงามนัก (เมื่อเทียบกับผีอื่น) ดำรงอยู่ได้ด้วยการร้องขอส่วนบุญ แบบนั้นมันเศร้า นั่นคือปลายทางแห่งกรรมที่ศาสนาพุทธสอนเราไว้ว่า ต่อให้ทั้งชีวิตมึงที่ทำกรรมมาตลอดจะได้ดิบได้ดี แต่ความผีเปรตรอมึงอยู่ที่โลกหน้านะ ยังไงก็หนีไม่พ้น

กับอีกทางก็คือการรับกรรมในชาตินี้ อย่างที่ตัวละครในเรื่องต้องเผชิญ สิ่งที่ทำให้ต่างคือ "การยอมรับ" หรือศัพท์พระคือ การปลงอาบัติ อันเป็นการยอมรับในกรรมที่ทำ สารภาพและยอมรับต่อความผิด เพื่อมีชีวิตต่อไป เพราะกรรมเมื่อก่อไปแล้วก็เรียกคืนกลับมาไม่ได้ หากแก้ให้ถูกทาง ก็คงมีบทสรุปแบบพระซันในตอนท้ายเรื่อง แต่หากยังมืดบอดและไม่ยอมรับในกรรมที่ก่อ ก็คงต้องนั่งปลงอาบัติทุกวี่วันโดยที่ไม่มีสติรู้ตัวเหมือนอย่างไอ้บ้าในหนัง

เนี่ยแหละ ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกแบนเข้าจริงๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการ ไม่ยอมรับถึงกรรมที่ปรากฏอยู่ แล้วด้นแก้ปัญหาแบบซุกทุกอย่างไว้ในหีบ ฝังไว้ในผืนดิน โดยหวังว่าสิ่งที่อยู่ใต้โลกจะไม่มีวันปรากฏออกมาให้เห็น ดั่งหนังหรือความจริงที่ไม่ได้ฉาย และหวังว่าผู้คนจะคิดว่ามันไม่มีอยู่ มืดบอดอยู่ในความคิดคร่ำครึ คับแคบ เห็นแก่ตัว มัวเมากับภาพฉาบหน้า ที่พาออกไปไกลจากแก่นแท้ของมันเข้าทุกที แล้วก็นั่นแหละ หลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้เรื่องที่ผิดด้วยวิธีที่ผิดยิ่งกว่า สุดท้ายก็กลายเป็นไอ้บ้าใบ้ ไร้ซึ่งสติ หลอนอยู่กับโลกจอมปลอมที่ตัวเองสร้างขึ้น วิ่งหนีกรรมเป็นงูกินหาง สิ่งที่ฉาบหน้าไว้ลอกหลุด เหลือเพียงผิวจริงเปลือยเปล่า รอวันสูญสลายและตายดับ ไร้ซึ่งคุณค่า ปราศจากการจดจำ

จุดจบรออยู่แบบนั้น ท่านจะเอางั้นหรือ?

The Walk: ละมุนบนความเสียว

The Walk
(2015, Robert Zemeckis, B+)



โอย หัวใจทำงานหนักมาก เก็งไว้ตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างแล้วว่ากูต้องไม่รอด เอาเข้าจริงก็เป็นไปตามนั้น เสียวชิบหาย แม้จะรู้ว่าภาพข้างหน้าแม่งซีจีทั้งนั้น มันไม่จริง ตอนจบเป็นยังไงก็รู้ (แน่สิ มันเรื่องจริง) แต่เราก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในหนังแล้ว และก็อดจะเสียวทรวงในไปทุกๆ วินาทีบนเส้นลวดนั้นไม่ได้ ไอ้ห่า มึงลงมาได้แล้ว กูจะไม่ไหวแล้ว 

เราว่า Robert Zemeckis เก่งในแง่ที่เล่าเรื่องคนให้มันมหัศจรรย์ วูบวาบมีชีวิตชีวาประหนึ่งว่าอยู่ในเทพนิยายหรือนิทานซักเรื่อง รู้สึกว่าชีวิตมันละมุน ไม่ว่าจะอยู่ในคอนดิชั่นแบบไหนมันก็ละมุน จะเป็นคนปัญญาอ่อน จะติดเกาะ ชีวิตแม่งก็ละมุน แม้จะอยู่บนเส้นลวดแบบนั้นแต่มันก็ละมุน มันอ่อนโยนนะแต่ไม่บอบบาง เรารีแอ็คกลับกับชีวิตโดยหันด้านเข้มแข็งเข้าใส่ แต่หนังไม่ได้ไปขยายให้มันดูยิ่งใหญ่ฮึกเหิม ไอ้เสียงเปียโนงุ้งงิ้งงดงาม กับคนหลังยืดๆ ที่เดินอยู่บนเส้นลวดที่ไม่มีอะไรขึงชีวิตเอาไว้เลยนั่นแหละยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเอาแฉเอาฉาบมาตีให้วุ่นวาย เราชอบการยั่วล้อกับชีวิตบนเส้นลวด กับวิธีการเล่าเรื่องตรงนั้น เล่นกับทุกอารมณ์ในตัวเรา จนตัวไม่ติดเบาะ ในสมองยุ่งเหยิง อยากจะร่วมรื่นรมณ์และร่วมเฉลิมฉลองกับความงดงามของชีวิตบนเส้นลวดไปกับหนัง ด้วยนะ แต่ไม่ไหว กูแพ้ความสูง

อีกอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนจะดูหนัง คือเรื่องการเตรียมการ ที่เพิ่งรู้ว่ามันต้องทำอะไรมากขนาดนี้เลยเหรอวะ เออ คือเราคงอยู่ในโลกยุคที่ทุกอย่างมันเป็นโชว์และมีออกาไนเซอร์พร้อมจะช่วยปัด เป่าทุกความยุ่งยาก เพื่อให้ผู้โชว์เอาเวลาไปเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เลยไม่คิดว่าไอ้การก่อการขึงลวดแม่งจะยิ่งใหญ่ซับซ้อนและต้องเตรียมการอะไร ขนาดนี้ ยังดีว่าโลกสมัยนั้นยังไม่แข็งขันเรื่องความปลอดภัยเหมือนสมัยหลัง 9-11 ไม่งั้นหนังจบอยู่ที่ทางออก ตม.นิวยอร์คนั่นแหละ มึงมีพิรุธที่สุดแล้ว

JGL คือความงดงาม ของโลกใบนี้ องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนผู้ชายคนนี้ได้แล้ว เราจะได้ร่วมใจกันรักษา มีเสน่ห์ตั้งแต่วินาทีแรกที่แนะนำตัวจนถึงฉากจบ อยากรู้ว่าเอาอินเนอร์ตรงไหนไปใช้ตอนแสดงฉากเดินบนลวด 

รู้สึกดีมากที่ไม่ได้ดูแบบ 3D และถ้าจะดูอีกทีคงซื้อแผ่นมาดูที่บ้าน เพื่อลดความสมจริงลงไปหน่อย ไอ้สัส ไม่ไหว ใจเต้นแรงมาก ตอนท้ายเรื่องคือตัวสั่นเหมือนสามก้าวสุดท้ายบนลวดอย่างงั้นเลย แต่ก็เป็นความเครียดที่เพลิดเพลินซะจริง

ปล. รอไปดู Man on wire คิดว่าน่าจะเครียดหนักกว่าเดิม เตรียมใจไว้แล้ว

สะใภ้จ้าว

สะใภ้จ้าว
(รจนา, พิมพ์ครั้งที่ 1 2510 สำนักพิมพ์รวมสาสน์, พิมพ์ครั้งที่ 5 2557, สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์)


จำได้ว่าแม่เคยเช่าเรื่องนี้มาให้อ่านสมัยที่ละครกำลังดัง อ่านหมดเลยทั้งนิยาย ทั้งเรื่องย่อละคร ตัวละครก็ดูแม่งทุกบททุกตอนจนแทบจะจำได้ เป็นละครที่ชอบมาก และรู้สึกว่ามันงดงามมากในทุกสิ่ง พอเห็นข่าวว่าจะเอาเรื่องนี้กลับมาทำใหม่ และให้พี่โป๊ป รับบทเป็นคุณชายรอง แม้จะค้านในใจเล็กน้อยว่าพี่โป๊ปต้องหยุดเล่นละครเป็นคุณชายได้แล้ว แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เรื่องที่ชอบกับพระเอกที่ชอบนี่มันช่างเหมาะเจาะลงตัว เอานิยายกลับมาอ่านอีกทีดีกว่า

ไปตามหานิยายในงานหนังสือถึงสองครั้งแม่งหาไม่เจอ เข้าไปที่บูธสำนักพิมพ์พิมพ์ดับเบิลนายน์ เจอคุณลุงแก่ๆ นั่งเฝ้าอยู่เหงาๆ เราก็ถามคุณลุงถึงสะใภ้จ้าว คุณลุงบอกว่าหมดแล้ว และทางเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ไม่ได้ให้ทางสำนักพิมพ์พิมพ์ต่อ ไม่รู้ว่าเจ้าไหนได้ไป แล้วลุงก็หันไปนั่งเหงาๆ เฝ้าร้านต่อ แม่งเป็นซีนที่เศร้ามาก

จนเพิ่งเมื่อวันก่อนนี่แหละ ที่ได้เห็นเล่มนิยายวางหราอยู่ในร้านหนังสือ พิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ แหงล่ะ จะทำเป็นละคร ยังไงนิยายก็ต้องพิมพ์ใหม่อยู่แล้ว แต่ไม่ชอบปกเวอร์ชั่นนี้เลย คุ้นๆ ว่าปกเก่าเป็นสีขาวๆ เรียบๆ ถือแล้วไม่เขิน แต่ปกรอบนี้สีม่วงเด่นมาเลย พร้อมด้วยถ้วยผอบน้ำอบน้ำปรุงแอนด์พวงมาลัยวางหรา โอว โคตรเชย ไม่กล้าถืออ่านในที่สาธารณะ 

เอาจริงถ้าให้เทียบตัวนิยายกับบทละครปี 2545 เราว่ายังไงก็ยังชอบบทละครมากกว่า มันมีรสชาติกลมกล่อมลงตัว สนุกและน่าติดตามมากว่า ถ้าไม่เทียบเรื่องความเฉพาะตัวของสื่อละครกับสื่อนิยายนะ ยังไงตัวเรื่องราวในบทละครมันเสริมเครื่องปรุงให้รสชาติมันหวือหวากว่าที่นิยายเล่าไปเยอะ ที่น่ารักสุดคือการผูกเอาความเป็นหนอนหนังสือของตัวละครในเรื่องมาเล่า ฉากโรแมนติกที่เป็นภาพจำหลายๆ ฉากถูกเล่าผ่านโควตจากหนังสือ หรือไม่ก็มีหนังสือเป็นส่วนเด่นในฉากเลย เช่นการบอกรักผ่านการอ่านนิทานเวตาล, หนังสือ บันเทิงทศวาร (Decameron) ในฉากจบของคู่พระ-นาง เป็นต้น อันเนี้ยมันน่ารัก มันละเอียด หาบทละครแบบนี้ในสมัยนี้ไม่ค่อยได้นะ ต้องมาลุ้นว่าเวอร์ชั่นปี 2558 จะเป็นยังไง 

กลับมาที่ตัวนิยาย ไม่ได้มีหนังสือเป็นตัวชูโรง หรืออะไรหวือหวาแบบนั้นเลย เข้าใจว่าสะใภ้จ้าวเขียนขึ้นมาเพื่อวิพากษ์ "ความจ้าว" ตามมุมมองของคุณสุภาว์ เทวกุล ผู้เขียน (นี่เดาเอาว่าอาจจะมีกลิ่นของเรื่องจริงปนมานิดหน่อย เพราะผู้เขียนเธอก็แต่งงานกับ มรว. เหมือนสาลินในเรื่อง) 

ความจ้าวในเรื่องถูกเมคฟันผ่านสาลิน นางเอกของเรื่อง ที่เอาจริงๆ เธอก็เป็นผู้ดีลูกครึ่ง คือคุณพ่อเป็นผู้ดีแต่คุณแม่เป็นชาวสวนเชื้อสายจีน เอาว่าก็เป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางบนนั่นแหละ สาลินโตมากับตายายที่สวนเมืองนนท์ เลยแก่นเซี้ยว เป็นผู้หญิงหัวสมัย ต่างจากศรีจิตราพี่สาว ที่ก็พ่อแม่เดียวกัน แต่ดันไปโตกับคุณป้าที่อบรมกันแบบชาววัง ทำให้ศรีจิตรากลายเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ไม่กล้ามีปากเสียง ใครว่ายังไงเธอก็ว่าตาม ไม่ออกเสียงแม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองเต็มๆ อย่างการแต่งงาน 

ถ้าเทียบกับปริศนา สาลินก็คือปริศนา ค่อนไปทางสิรี ส่วนศรีจิตราคืออนงค์ อะไรแบบนั้นล่ะ 

ความจ้าว คือความเจ้ากี้เจ้าการ บงการและขีดเส้นทางเดินให้ชีวิตคนอื่นโดยไม่ถามเจ้าตัวสักนิดว่าเขาต้องการหรือไม่ ด้วยคติที่ว่า ผู้ใหญ่มองเห็นแล้วว่าแบบนี้ดี แบบนี้เหมาะสม เดินตามทางนี้ไปจะปลอดภัยที่สุด เหมือนอย่างที่เสด็จป้าจัดแจงหาคู่หมั้นให้ชายรอง ส่งต่อไปที่คุณป้าที่ก็คิดให้เลยว่าเป็นศรีจิตราน่าจะดีที่สุด โดยไอ้คนที่จะแต่งงานทั้งคู่ไม่ได้มีโอกาสปริปากเถียง

แถมความจ้าวยังกลัวเสียหน้า เมื่อชายรองเดินเข้าไปบอกว่าจะไม่แต่งงานกับคนที่ตนไม่รัก ความอิหลักอิเหลื่อในช่วงนั้นเกิดเพราะเสด็จป้าไม่ลงมือทำอะไรด้วยเพราะกลัวเสียหน้า เป็นภาระให้รุ่นหลานต้องจัดการกันเอง ซึ่งผู้เขียนก็หาทางลงเอยให้เรื่องจบลงแบบสลับคู่ บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

ความจ้าวคือความไม่ทันสมัย ยึดกับระเบียบวิธี และค่านิยมเดิมๆ เช่น หน้าที่การงานที่ดีคือการรับราชการ พอรู้ว่าชายเล็ก ไปทำงานบริษัทน้ำมันของพวกฝรั่ง กลับค่อนแคะว่าไม่มีเกียรติ ทั้งที่ได้เงินเดือนมากกว่าทุกคนในบ้านรวมกันเสียอีก ต่างจากสาลิน ที่หาทางเรียนและทำงานเพื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ เป็นนิยายยุคนั้นที่มองว่าคุณค่าของคนอยู่ที่การทำงาน อะไรแบบนั้นแหละ

ความจ้าวอีกอย่างคือเจ้ายศจ้าวอย่าง การที่คนธรรมดาจะ level up ขึ้นไปร่วมวงศ์ด้วยนั้นไม่ง่าย เหมือนตัวจรวย นางข้าหลวงที่ดันไปได้ คุณชายโต พี่ชายพระเอก เป็นสามี คิดว่าจะได้อัพเกรดชีวิต แต่กลายเป็นว่าความทะเยอทะยานของเธอต้องแพ้ให้กับการเมืองในวัง จริงๆ ถ้าสาลินไม่ใช่น้องสาวของคู่หมั้นเดิมของคุณชายรอง หรือไม่ได้มีเชื้อผู้ดิบผู้ดีเก่า เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ 

อีกอย่างที่หนังสือผูกเอาไว้แต่คลายไม่สุด คือเรื่องของ พล เพื่อนที่ศาลาริมคลองของสาลิน ที่จริงๆ แล้วก็คือ "บดินทราชทรงพล" หรือคุณชายเล็ก พระรองของเรื่อง จำได้ว่าในบทละคร คุณชายเล็กจะออกแนวเป็นเพื่อนคู่คิดของสาลินมากกว่า ถ้าให้เทียบคงเป็นความสัมพันธ์แบบ นพกับปริศนา ที่คุยและปรึกษากันได้ทุกเรื่อง แต่ในนิยายดูเหมือนว่าจะวางให้ชายเล็กมีใจให้สาลินอยู่หน่อยๆ พอไปลงเอยกับศรีจิตรามันเลยแห้งๆ และยิ่งทำให้สงสารศรีจิตราหนักเข้าไปอีก เพราะขนาดตอนจะลงเอย เสียงในหัวเธอยังบอกแค่เพียงว่า เธอต้องการแค่คนที่จะมานำชีวิตเธอไปข้างหน้าเท่านั้น ไม่ได้พูดถึงความรักโรแมนติกอะไรแบบนั้นเลย

รวมๆ แล้วถึงจะรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่เขียนเพื่อพูดเรื่องคุณค่าและความเท่ากันของมนุษย์ และเชิดชูความเป็นหญิง แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ยังเป็นเรื่องของผู้ชาย อย่างในตอนท้ายส่วนคลี่คลายของเรื่อง จากเดิมสาลินที่เคยมีปากมีเสียง พอเป็นเรื่องตัวเองเข้าก็เงียบสนิท จ๋อยแดก จะได้แสดงออกเรื่องความรักและงานแต่งของตัวเองก็ไม่มี มันทิ้งไว้แบบห้วนๆ ยังไงไม่ทราบ และที่แน่ๆ พระเอกตัวจริงของเรื่องน่าจะเป็นคุณชายเล็กมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรคงต้องไปอ่านดู



The Tribe: เงียบแล้วจะหนาว

The Tribe 
(2014, Myroslav Slaboshpytskiy, A) 


ก่อนหนังเริ่ม พอมันขึ้นว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีบทบรรยาย ไม่มีเสียง ไม่มีซับ ก็กังวลละ อ้าวสัส แล้วกูจะรู้เรื่องได้ไงวะ ยิ่งไม่ค่อยฉลาดอยู่ ตาย กูหลับแน่นอน 

แต่กลายเป็นว่าบรรยากาศเยือกเย็น และทุกเสียงที่เกิดขึ้นในหนัง อันปราศจากเสียงพูด เพียงพอให้เราติดตามหนังต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ได้ รู้สึกตระหนก ตื่น เสียว ไปกับหนังได้ตลอดเลย แม่งมหัศจรรย์มาก

พลอทไม่มีอะไร แต่ที่มันอะไรคือความเงียบ เงียบแบบที่ไม่เงียบฉี่ แต่เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นในโลกจริง เพราะฉากในหนังเกิดในโรงเรียนสอนคนหูหนวกเป็นใบ้ มันเลยเงียบ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีเสียงคุย สมัยเรียนเคยได้ยินใครพูดทำนองว่า ถ้าอยู่โรงเรียนคนใบ้คงไม่ต้องรำคาญใจเวลานักเรียนคุยกัน แต่พอดูเรื่องนี้แล้ว แม้ไม่ได้คุยกัน แต่ไอ้การก่อกวนในชั้นเรียนแม่งน่ารำคาญไม่ต่างจากการคุยจุ๊กจิ๊กเลย 

หลังจากเตือนเราว่าหนังจะไม่มีเสียงและไม่มีตัวช่วยเลยนะเอ็ง เราก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวให้เข้าใจเงื่อนไขนี้ที่หนังวางไว้ ซึ่งตัวหนังเองมันก็ค่อยๆ ตะล่อมเราแหละ มันเหมือนมีสองโลกทับกันอยู่ในเรื่องนี้ โลกที่เงียบจริงที่ตัวละครอยู่ กับโลกที่เงียบไม่จริงที่เราอยู่ เลยทำให้ความรู้สึกต่อสถานการณ์ข้างหน้าไม่เหมือนกัน เราจะเผลอตกใจกับบางอย่างบนหน้าจอ ก่อนที่อีกวินาทีนึงให้หลังเราจะเข้าใจว่า อ่อ เรากำลังมองมันจากโลกเงียบไม่จริง ซึ่งไม่ใช่โลกเดียวกับที่ตัวละครอยู่ 

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่ชินอยู่ดี ไอ้ความรุนแรงอันเกิดจากความเงียบจริง มันเลยทำปฏิกิริยากับเราได้เรื่อยๆ เซอร์ไพรส์เราได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงท้าย นิ่งไปเลย เชี่ย กูเข้าใจแล้วว่าความเงียบมันน่ากลัว

ที่ชอบมากคืออีนางเอก ไม่รู้จะเรียกนางว่าอะไร แทนไปว่ามึงคือนางเอกก็แล้วกัน แดกซีนอยู่คนเดียวเลย ชอบความเป็นกะหรี่มืออาชีพของตัวละครนี้มาก แน่วแน่ มั่นคง มีจรรยาบรรณในอาชีพสัสๆ คือเราเซอร์ไพรส์กับมันตลอดเลยอ่ะ ก่อนนี้เป็นกะหรี่แรดๆ ขายตัวหาเงิน แต่พอดูเหมือนจะเริ่มมีใจให้ไอ้หนุ่มพระเอก ถ้าน้ำเน่าหน่อยก็คงยอมเป็นของพระเอกตามใจปรารถนา แต่อีนี่ไม่ เงินเท่านั้นที่จะขับเคลื่อนเซ็กซ์ได้ เลยไม่แปลกที่คนดูผู้เสพความน้ำเน่าเป็นอาหารเย็นอย่างเราจะแปลกใจกับอีนี่ได้เรื่อยๆ เราว่าตัวละครนี้มันน่าสนใจมาก แต่ละฉากที่ออกแบบมาทดสอบจิตใจอีนี่แม่งโหดสัสๆ ผ่านอะไรมาเยอะขนาดนี้ ถ้ากูเป็นสถานทูตอิตาลี จะมอบวีซ่าถาวรให้มาเดินสายสอนวิชาเพศศึกษาในโรงเรียนแม่งเลย อีสไปรท์มึงดูอีนี่ไว้เป็นตัวอย่าง

(อีกอย่างที่อีนี่ทำให้เรารู้สึกดี คืออย่างน้อยก็รู้ว่า บนโลกนี้มีคนนมเล็กกว่ากูแน่นอน /หยิบเฟิร์สท์บรายื่นให้นาง และยิ้มให้เบาๆ) 

หนังสอนให้เราอดทน เพราะนอกจากจะต้องอดทนกับความเงียบ อึดอัด ไม่รู้เรื่องว่ามึงสื่อสารอะไรกัน แล้วยังต้องอดทนรอคอย เพราะกล้องและการตัดต่อมันไม่ปล่อยให้เราออกไปจากฉากนั้นๆ ซักที เอากูเสียบคาเอาไว้อย่างนั้น อย่าให้เรียกว่าติดตามเลย เป็นการอดทนดูสิ่งที่จะเกิดในซีนมากกว่า เพราะบางทีเราไม่อยากดูแล้ว เราพอแล้ว มึงคัทซักทีแล้วไปต่อเถอะ แต่หนังบังคับให้เราต้องทนดู อย่างตอนรื้อของในบ้านครูช่างนี่อึดอัดมาก อยากออกไปจากบ้านหลังนั้นเต็มที่ ไอ้หนุ่มมึงพอเถอะ หยุดเถอะ คิดวนเวียนอยู่แบบนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้ หนังไม่อนาทรร้อนใจกับคำวิงวอนของเราเลย

แม้จะน่าทรมาน แต่เราสนุกกับมัน และอยู่กับหนังจนตลอดรอดฝั่ง แปลกดีที่เราติดตามความเงียบได้เป็นนานสองนาน เราเหมือนจะรู้เรื่องแต่ก็ไม่รู้เรื่องทั้งหมด และหนังคงมันตั้งใจให้เรารู้สึกแบบนั้น ถ้าเราเข้าใจภาษามือ อาจจะคิดกับหนังไปอีกแบบนึงเลยก็ได้ 





เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ: สนุกเฟร่อเลย

เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ
(2015, ชยนพ บุญประกอบ, B+)




ที่ทำให้คิดว่า เออ กูไปดูเรื่องนี้ก็ได้ คือเพราะเพลงของอีแก๊งค์ดาวหกแฉกนี่เลยนะ อีห่า เพลงอะไรแม่งทำให้คันหูตั้งแต่ได้ยินครั้งแรกในตัวอย่างอย่าง (ดูตัวอย่างครั้งแรกตอนดูฟรีแลนซ์) แม่งใครรำคาญเพลงนี้ไม่รู้อ่ะ แต่เราโคตรชอบ อีบ้า สนุก เลอะเทอะ

แล้วหนังแม่งก็เป็นแบบนั้นแหละ อย่างสั้นที่สุดคือมันสนุก ซึ่งแม่งเป็นเรื่องเบสิคที่สุดที่เราอยากได้จากการดูหนัง แต่หนังส่วนใหญ่มันทำให้เราไม่ได้ แต่กับเมย์ไหนฯ นี่แม่งสนุกจริงๆ นะ จัดเป็นภาพยนตร์บันเทิงที่มีจังหวะที่ดี สนุกแบบที่ไม่ใช่ว่ามันบังเอิญสนุก แต่มันผ่านการคิด และการเลือกใช้วิธีการที่เราว่ามันมาถูกที่ถูกทางดี เป็นมุกตลกที่อาศัยจังหวะ และภาษาหนังอย่างเยอะอ่ะ ไม่ต้องมาตลกสังขารเห็นตูด ด่าล่อพ่อแม่ อะไรแบบนั้น มันก็ตลก เลอะเทอะ และสนุกได้ นี่คือส่วนที่ดีเลยนะ

(ชอท "แตะสิ บุญทั้งนั้นเลยนะ" อันนั้นคือเบสท์ ออฟ เดอะ เดย์ ของเราเลย ขำแบบแม้จะผ่านไปอีกสามฉาก กูยังขำค้างอยู่เลย เหี้ยมาก เลวมากๆ)

อย่างนึงที่ทำให้เราดูเรื่องนี้แล้วสนุก คือไอ้กลุ่มเด็กผู้ชายข้างหน้ามากันสี่คน แม่งคือไอ้ป๋องของจริง
(แต่ไม่หล่อเหมือนน้องแบงค์) โอตาคุสายแข็งเลย น้องแม่งเอ็นจอยกับทุกฉากทุกตอน ยิ่งตอนที่เป็นอนิเมชันมึงยิ่งครื้นเครงกันใหญ่ น้องคนนึงพูดขึ้นมาตอนไอ้ป๋องกลับบ้านมาระบายอารมณ์ด้วยการวาดรูปว่า "แม่ง โอตาคุชัดๆ" แล้วก็หัวเราะ ไอ้ห่า ถ้ามึงมาหัวเราะเรื่อยเปื่อยในหนังเรื่องอื่นกูย้ายที่นั่งหนีไปแล้ว แต่พออยู่กับเรื่องนี้แม่งสนุกมาก บางฉากหนังแม่งไม่ตลก แต่น้องอ้วนกูขำเหมือนโดนพี่หม่ำเอาถาดฟาดหัว เออ กูเลยต้องขำไปกับมึงด้วยเลยเนี่ย คือแบบดีเลยนะ เหมือนเราเข้าใจตัวป๋องขึ้นมาเยอะเลยจากไอ้เด็กกลุ่มนี้

มีนิดหน่อยที่ติด คือ ป๋องในร่างน้องแบงค์-ธิติ ที่ดูยังไงแม่งก็ไม่ไร้ตัวตน ยิ่งน้องเพิ่งจะได้เป็นประธานนักเรียนในฮอร์โมนมาหยกๆ ยิ่งทำให้เชื่อยาก แต่แบงค์ที่เป็นป๋องก็ตัวฟีบลงมาเยอะ ดูจ๋องกว่าแบงค์ที่เป็นนนท์ในฮอร์โมนอยู่เยอะ แต่ก็ยังไม่มากพอให้เราเชื่อสนิทใจว่าไอ้นี่มันไร้ตัวตน แม่งถ้าเจอเพื่อนหน้าแบบป๋อง วาดรูปก็เก่ง แล้วอยู่คนเดียวไม่มีใครคบนี่เราสบายเลยนะ กูลุยเลย ไม่มีคู่แข่งด้วย บ้าเหรอ อีพวกชะนี ไปกรี๊ดพี่เฟมอยู่ได้ มึงพลาดของดีแล้ว บัยยยย์ (ส่วนน้องต่อ ยิ่งมาเล่นตลกเหี้ยๆ แบบนี้พี่ยิ่งมีอารมณ์​ ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมแล้ว)​

ปันปันพออยู่ในบทแบบนี้แล้วดีจัง น่ารักเฟร่อ ชอบที่เล่นแล้วไม่สะดุดเลยทั้งที่ฉากนั้นๆ มันจะไล่จากดราม่าไปคอเมดี้หรือยังไง ปันปันแม่งพาเราไปได้หมด เป็นอีกคนที่ต้องจับให้อยู่ในหนังแบบนี้เรื่อยๆ แล้วเราจะรักและทะนุถนอมเธอเป็นอย่างยิ่ง อย่าได้เติบโตไปกว่าบทเด็กมัธยมแบบนี้เลย (เดี๋ยวๆ มึงเอาแต่ใจมากไปแล้ว)​

ติดใจอีกที่คือมิ้ง แบบจนดูจบแล้วก็ยังรู้สึกว่าเรายังไม่จบกับมิ้งเท่าไหร่ แบบไหนๆ ถ้าจะพลิกให้แม่งร้ายเป็นอีออยข้ามเรื่องมาแล้วก็ดันไปให้เป็นการ์ตูนไปเลยก็ได้ แต่พอปั้นให้มิ้งเป็นมนุษย์กลมๆ ขึ้นมาแล้วไม่ไปต่อกับมันให้สุดเราเลยรู้สึกค้างคานิดนึงว่ะ รู้สึกว่ายังไม่มีที่มาที่ไปและไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ แค่นี้เลยที่ทำให้รู้สึกว่าหนังมันยังไม่จบบริบูรณ์สำหรับเรา

ที่เหลือจากนั้นคือความบันเทิง แบบรอว่า อ่ะ มึงจะเล่นอะไรกับกูอีก มาเลย มาให้หมด พาร์ทอนิเมชันก็สนุกมากเลยนะ แม่งเป็นฉากแฟนตาซีที่พื้นบ้านมาก คนที่ชอบอนิเมะน่าจะสะใจ

ลายเซ็นของผู้กำกับแกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นะ น่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บรายละเอียดเพื่อแดกดันวัยมัธยมได้มันส์ที่สุดในยุคนี้แล้ว คือพูดเรื่องเดียวกันกับฮอร์โมนแหละ แต่ใช้คนละวิธี ไม่โหดสัส หนักสัส ตรงสัส แบบนั้น แต่กูแขวะให้หนักสัสๆ ไปเลย เอาคาแรกเตอร์เด่นๆ ของวัยมัธยมมา แล้วปั้นให้แบนเป็นการ์ตูน แล้วก็ตบตีขยี้แซะให้มันส์เลย ชอบวิธีนี้ตรงที่ เออ พวกมึงมาดูแล้วพวกมึงจะได้ตลกตัวเอง แล้วกลับไปคิดเองว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี อีห่า กรี๊ดผู้ชายจนลมบ้าหมูขึ้นเนี่ยมันควรมั้ย (ถ้ารู้ว่าลมขึ้นง่ายก็พกยาฉีดติดตัวด้วย อย่าปล่อยให้เป็นภาระห้องพยาบาล) หนังเบาๆ ก็เล่าเรื่องหนักในแบบของมันได้ ขอบูชาความมันส์ของพี่เอาไว้ ณ ที่นี้

อนึ่ง จากไอ้เด็กที่นั่งข้างหน้าที่แม่งสนุกกันเฟร่อๆ ทำให้ยิ่งคิดว่าประเด็นในหนังเรื่องนี้มันดีตรงที่มันเล่าเรื่องของพวกแม่งอ่ะ เอาโลกของเด็กจืดๆ ชอบวาดรูป ไม่ได้สังกัดฐานันดรไหนมาเล่า แล้วทำให้เห็นว่า ไอ้การวาดรูปแม่งพาเขาไปไหนต่อไหนได้บ้าง คุณค่าในตัวเราไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่ฐานันดรไหนเลยนะ เด็กพวกนี้มันอาจจะคิดแบบนั้น และหนังเรื่องนี้จะเป็นเพื่อนแท้ของเขาไปเลย

ตามรอย ซากุ-อากิ Crying out love in the center of the world

Crying out love in the center of the world
"อยากกู่ร้อง บอกว่ากูมาแล้วโว้ย ให้ก้องโลก" 

ผ่านมาหลายเดือนจนเกือบจะลืมไปแล้ว ช่วงนี้พอได้หายใจ เลยขอบันทึกไว้ถึงการเดินทางไปตามรอยหนังญี่ปุ่นเรื่องโปรด Crying out love, in the center of the world 世界の中心で、愛をさけぶ (2004) ที่เมืองทาคามัตสึ ประเทศญี่ปุ่น (อีห่า จะเขียนให้เป็นทางการทำไม ชื่อทาคามัตสึขนาดนี้ อยู่ยุโรปเหนือมั้งอีบ้า)

(เคยเขียนไว้ถึง Crying Out เมื่อหลายปีก่อน แต่จะเน้นเวอร์ชั่นซีรีส์มากกว่า ลองไปอ่านได้ค่ะ คลิกเฮีย)

ซีนกางแขนในตำนาน

ภาพของมาซามิ นากาซาวะ ในชุดนักเรียน เดินกางแขนอยู่บนหินแปลกๆ กลางทะเล มีแดดเย็นอาบทั้งซีนจนเป็นสีส้มจัด นั่นมันติดตามาก เป็นภาพแรกที่เมื่อได้ยินชื่อหนังแล้วมันจะแว๊บขึ้นมา คิดมานานแล้วว่า ถ้าได้ไปที่นั่นก็คงดี แต่อีห่า แนวแท่นคอนกรีตบนทะเลญี่ปุ่นนี่มันกว้างไปมั้ย มึงจะไปรู้ได้ไงว่าเขาถ่ายที่ไหน ดูแค่ในหนังไปนั่นแหละพอแล้ว

แต่พอจะได้ไปญี่ปุ่นแบบซื้อพาสใหญ่ มันก็อดจะเลี้ยวไปนึกถึงการไปเหยียบแนวหินอันนี้ซักครั้งให้ชื่นใจไม่ได้นะ แหม ก็ไหนๆ ซื้อตั๋วรถไฟแบบจะไปไหนก็ได้แล้ว มึงจะไม่ไปเหยียบตรงนั้นจริงง่ะ ลองหาดูก่อนมั้ย ถ้าไปไม่ยากก็น่าจะไปนะ (บิวท์ตัวเองสุดๆ)

จึงหลวมตัวเชื่อตัวเอง เข้าอินเตอร์เน็ตค้นหาอยู่สามวัน แรกทีเดียวคือเจอแค่ว่าถ่ายที่ Aji เมือง Takamatsu ความหยาบเทียบเท่าการเดินหาบ้านป้าละม้าย ที่ตำบลโนนหินอ่อน อำเภอวารินชำราบ อะไรแบบนั้น ห่า เมืองมันก็ต้องมีตรอกมีซอยมั้ย รู้แค่นี้จะไปหาเจอได้ยังไง เลยค้นต่อไปอีก หาไปเรื่อยๆ สามวันอย่างที่บอก จนไปเจอเว็บนึง มันบอกพิกัดเอาไว้ในแผนที่ เราเลยเอาแผนที่นี้ไปเทียบกับ Google Map เพื่อหาวิธีการเดินทาง พอจะเห็นแนวทางเป็นไปได้ เลยตัดสินใจว่า เออ กูต้องไป!

และสิ่งสำคัญที่สุดของการ กูต้องไป! ก็คือ การบอกเอกชัย...

หมุดแดงคือตรงที่เราจะไป เข้าไปหาใน Google Map

ค่ะ ถ้าไปคนเดียวให้ลงไปเก็บสาหร่ายตรงนั้นยังทำได้สบายใจ แต่เพราะทริปนี้ไปกับเอกชัยไง แล้วคือเอกชัยก็ไม่ได้อินหนังอะไรกับมึงทั้งนั้น แล้วก็ต้องเดินทางไปโคตรไกล เอกชัยผู้รักการเที่ยวธีมปาร์คคงไม่แฮปปี้แน่ๆ พอหาวิธีการเดินทางได้แล้ว เลยบอกเอาไปให้เอกชัยดู แล้วบอกว่า เนี่ย มันเป็นความฝันของชั้นเลย ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแล้วว่าอยากไปที่นี่ (คือเรื่องจริงนะ ไม่ได้แต่งเพื่อบิวท์ดราม่า 555) เดินทางไปยากเลยเธอ รถไฟไปถึง (รถไฟไปถึงแทบทุกที่ในญี่ปุ่น) ได้ไปเที่ยวในที่แปลกใหม่นะ ไปกันๆ

เอกชัยพยักหน้าแบบ เออ กูไปก็ได้ เพราะคงรู้อยู่แล้วว่าห้ามเมียยาก มึงแพลนมาหมดทุกสิ่งแล้วถ้ากูไปเปลี่ยนแผนมึงกูก็หมาสิจ๊ะ (จริงๆ เอกชัยอาจจะไม่ได้คิดอะไรหยาบขนาดนี้)

เมื่อเอกชัยเอาด้วยว่าจะไป แผนที่วางไว้พร้อม ก็ตัดภาพไปวันที่เดินทางเลยค่ะ /ฉับ

วันนั้นน่าจะเป็นวันที่ 4 หรือ 5 ของเราและเอกชัยในญี่ปุ่น แผนของเราคือตั้งฐานทัพไว้ที่โอซากาและเที่ยวแถบนี้ห้าวัน ออกไปทาคามัตสึวันนึง และนั่งรถไฟยาวๆ เข้าโตเกียว และกลับเมืองไทยจากโตเกียวนี่แหละ

วิวจาก Marine Liner (ถ่ายได้แค่นี้แหละ รถมันแรง)

เราออกจากโอซากาเช้ามาก ขึ้น Shinkansen ไปลงสถานี Okayama เพื่อขึ้นรถไฟ JR Marine liner ไปลงสถานี Takamatsu อันเป็นที่หมาย ซึ่งอีรถไฟ Marine Liner นี่มันพีคมาก สรรพคุณของรถไฟสายนี้คือมันวิ่งผ่านเกาะน้อยใหญ่เพื่อเชื่อมภูมิภาค Honshu กับภูมิภาค Shikoku เข้าไว้ด้วยกัน โดยรถไฟจะอยู่ชั้นล่างของสะพาน Great Seto (Seto Ohashi 瀬戸大橋) ที่เป็นหมู่สะพานเชื่อมเกาะ ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เป็นมหกรรมความยิ่งใหญ่ของงานวิศวกรรมและความทะเยอทะยานด้านการคมนาคมมาก อยากจะกราบญี่ปุ่นก็ตรงนี้ (ปีก่อนไปดูสะพานอาคาชิไคเคียวที่โกเบ ที่สร้างหลังจากมีอุบัติเหตุเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากล่ม คนตายเยอะ เลยสร้างสะพานแม่งเลย ยาวแค่ไหน ยากแค่ไหนก็ต้องสร้าง เพื่อความปลอดภัยของคน กราบงามๆ เลย) 

ตอนรถไฟวิ่งเหนือทะเล วิวนอกหน้าต่างคือระดับเวิลด์คลาส สวยงามเพลิดเพลินตามาก มองไปถ่ายรูปไป อ้าวข้ามอีกสะพานอีกละ ถ่ายรูปอีก โอ๊ย ตรงนั้นมีเกาะ ถ่ายอีก จะหันไปชื่นชมกับเอกชัย ปรากฏว่าคุณพี่ท่านหลับค่ะ หลับสนิท สงสัยตื่นเช้ามาก ลองสะกิดๆ ก็ไม่ตื่นนะ จบ มึงพลาดแล้วไอ้ตี๋ 

JR Takamatsu Station
หลังจากผ่านวิวที่สวยกว่าญาญ่ากับใหม่ ดาวิการวมกัน รถไฟก็เทียบท่าที่สถานี Takamatsu อันเป็นที่หมาย สถานีนี้เป็นฉากหนึ่งในหนังสือ Kafka on the shore ของ Haruki Murakami อยู่ในตอนต้นๆ เลยที่ไอ้เด็กคาฟคามันออกจากบ้านแล้วมาอยู่ที่เมืองทาคามัตสึนี่ พอมาเหยียบฉากที่เจอในหนังสือก็แปลกไปอีกแบบดี ต่างจากการตามรอยหนังนะ คนเขียนมันต้องมีความผูกพันกับฉากที่เขาเขียนแหละ อย่างน้อยก็คงเคยผ่าน และยังจำ ยังระลึกขึ้นได้ขณะเขียน แสดงว่าที่แห่งนั้นมันต้องพิเศษ ไม่งั้นเขาคงไม่จำและนำมันมาเล่า 

สถานีทาคามัตสึใหญ่โต แต่ไม่พลุกพล่าน สภาพค่อนข้างใหม่เลย สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือเอากระเป๋าเดินทางใบเท่าควายสองใบ ไปฝากในล็อกเกอร์ ซึ่งหลังจากการเดินวน 15 รอบ ก็พบว่า ล็อกเกอร์แม่งเต็มหมดสิ้นแผ่นดินญี่ปุ่น นี่ล็อกเกอร์หรือธนาคารมึงจะฝากอะไรกันนักหนา เต็มหมดทุกไซซ์ทุกขนาด ยิ่งขนาดใหญ่มึงยิ่งไม่ต้องคิดเลย เห็นบางคนแม่งคงเทละ หาที่ฝากไม่ได้ ก็โยนกระเป๋าขึ้นไปหลังล็อกเกอร์แม่งดื้อๆ อย่างนั้นแหละ ทีแรกก็อยากทำตามบ้าง แต่รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการลากกระเป๋าไปลุยบ้านนอกกันทั้งอย่างนี้แหละ (วะ) 

รถไฟ Kotoku Line หวานเย็นสุดๆ

ต่อจากสถานีทาคามัตสึ เราต้องนั่งรถไฟ Kotoku Line เป็นรถไฟท้องถิ่น ขบวนเล็กๆ บ้านๆ ไปลงสถานี Furutakamatsu-Minami ประมาณ 17 นาทีก็ถึง แบกกระเป๋าลงรถไฟมาแบบเหวอๆ เพราะมองไปรอบๆ แม่งเป็นถนนใหญ่ ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีทะเล หรือมีตรงไหนที่ใครมาถ่ายหนังเลย 

ตามที่หาข้อมูลไว้ ตรงที่เราจะไปนั้นรถไฟเข้าไม่ถึง เดินไปก็ไม่น่าจะไหวเพราะว่าไกลมาก ทางเดียวที่จะไปถึงตรงนั้นได้ คือจี้รถคนญี่ปุ่นซักคันแล้วขับไป นอกจากจะฟรีแล้วยังเอารถไปขายได้เงินมาเที่ยวต่ออีกด้วย เฮ! 

ที่ไหนล่ะโว้ยยยยยยย...แท็กซี่สิครับ ทางเดียวเท่านั้นแหละที่จะไปได้ และนี่เป็นการเปิดซิงแท็กซี่ญี่ปุ่นครั้งแรกเลย ที่ผ่านมาเลี่ยงตลอด เพราะมันแพง ไม่มีปัญญาจ่าย เสียดายเงิน อะไรเดินได้ก็เดินหมดเลย ถ้าเดินไม่ได้ก็คลานไปเอา (ตลกมากนักใช่มั้ย) แต่กับรอบนี้เรายอมจ่าย เพราะอยากไปมาก อยากทำฝันให้เป็นจริง มาเลย เท่าไหร่กูก็จ่าย มึงมาเลย มา บอกให้มาาาาา

ไม่มา ไม่มีแท็กซี่ผ่านมาเลยซักคัน (ฟิ้ววว.... /ใบไม้พัดปลิว) 

ค่ะ คือรถวิ่งกันให้พรึ่บ แต่ไม่มีแท็กซี่ซักคันเลยค่ะ มึงไปส่งรถหรือไปเติมแก๊สกันหมดเหรอถึงไม่ผ่านมารับกูเลยหาาา รอนานจนเริ่มกังวล หรือว่าเมืองนี้มันไม่มีแท็กซี่วะ แบบเป็นเมืองเล็กๆ ใครเค้าจะใช้แท็กซี่กัน เฮ้ย แต่ไม่น่าาาา ในหนังญี่ปุ่น เมืองเล็กกว่านี้ยังมีแท็กซี่ตั้งคันนึง โธ่ อีแมงกะแท้ นั่นมันในหนังโว้ย ความจริงมึงอยู่ในโลกทุนนิยม โนดีมานด์ โนซัพพลายด์โว้ย 

ร้านขนนมที่เข้าไปขอความช่วยเหลือ

เครียดมาก เลยตัดสินใจเดิน เดินไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็ไม่มีใครเดินสวนมาให้กูขอเลยซักคนเดียว เดินไปไกลจนเจอร้านขนมหน้าตาดีอยู่ร้านนึง เลยแวะเข้าไปจิบน้ำชายามบ่ายซักหน่อย โว้ยยย! จะสบายใจไปไหน ไปขอความช่วยเหลือจากเค้านี่แหละ เดินดุ่มเข้าไปบอกพนักงาน ทำหน้าตาเหรอหราให้ดูเป็นไกจินหลงทาง บอกน้องเขาว่า อยากได้แท็กซี่ จะไป Aji Post Office แล้วก็เปิดแผนที่ให้เขาดู น้องบอกว่า มึงนั่งรอเลยอีอ้วน เดี๋ยวกูเรียกให้สัส (จริงๆ น้องเค้าสุภาพมาก ขอโทษที่ทำลายคาแรกเตอร์น้องย่อยยับป่นปี้) 

นั่งรอโดยไม่ซื้อของเค้าซักชิ้นด้วยนะ (หน้าด้านสัสๆ)​ ซักนึงแท็กซี่ก็มาจอด เป็นลุงแก่ๆ เหมือนในหนัง และแน่นอนว่าแกเว่าอังกฤษไม่ได้ โอเค ได้เวลามินนะ โนะ นิฮงโกะ ของมึงแล้ว เลยรัวคำนามและกริยาใส่ลุงแหลกๆ เอาแค่ลุงไปส่งให้ถึงตรง Post Office ให้ได้ก็พอ

ลุงแท็กซี่

อยู่บนรถประมาณสิบนาที มองนอกกระจกเริ่มเห็นวิวคุ้นๆ แล้ว นี่สำคัญคือ ตรงโค้งนึง ที่เข้าใจว่าเป็นโค้งเข้าเมือง Aji มีป้ายบอกทางสำหรับคนที่จะมาตามรอยหนังเลยว่าฉากไหนอยู่ตรงจุดไหน อำนวยความสะดวกกันตั้งแต่ทางเข้า ซึ่งแน่นอนว่ากูอ่านไม่ทันค่ะ และสายตานอกจากยุ่งกับการชมวิวแล้ว ยังต้องคอยเหลือบไปมองมิเตอร์ที่ขึ้นเร็วขึ้นไว ค่าเสียหายเกือบพันแล้วเนี่ยมึง (พันเยน? พันบาทสิค้าาาา) 

และในที่สุดลุงก็พามาส่งถึงที่หมาย แต่ก่อนจะลง เราผู้รอบคอบก็ได้ทำการนัดหมายลุงให้มารับจากที่นี่กลับไปสถานี เพราะดูทรงแล้ว หมู่บ้านตรงนี้ไม่ต้องพูดถึงแท็กซี่หรอก สิ่งมีชีวิตประเภทอื่นก็ยังไม่เห็นเลยซักชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าได้กลับบ้านเลยต้องใช้วิธีนี้ ตอนแรกลองสร้างประโยคขึ้นมาเองจากพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาทั้งหมด ปรากฏว่าลุงไม่เก็ทค่ะ เลยรีบแชทไปหาเพื่อน ให้มันพิมพ์ไดอาล็อกมาให้ คราวนี้ลุงเก็ท เราบอก "ลุงๆ โคโคะๆ ตรงนี้นะ สี่โมงนะ ย่งๆๆ" ลุงพยักหน้าหงึกๆ เจอกันไอ้หนู แล้วก็ขับออกไป 


เอาโว้ย ตอนนั้นอยากกรีดร้องดังๆ แบบ กูมาแล้วโว้ยยยยยย ไกลนักใช่มั้ยมึง กูนี่แหละ มาถึงแล้วโว้ยยยย แต่เกรงใจผัว และเกรงใจเจ้าที่แบบชินโต เลยสงบปาก แล้วออกเดิน (ลากกระเป๋าไปด้วย) และใจก็ต้องเต้นแรงค่ะ เพราะภาพข้างหน้า คือป้ายที่มีโปสเตอร์หนังโชว์อยู่เด่นๆ บอกทางเข้าไป Cafe ซึ่งอีคาเฟ่นี่แหละ เป็นที่หมายหนึ่งที่เราจะมาเหยียบให้ได้ 

ภาพข้างหน้าแม่งมหัศจรรย์มาก ถ้าไม่คิดอะไรมันก็เป็นตึกเก่า รูปทรงออกไปทางตะวันตกหน่อยๆ ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ถ้าเป็นแฟนหนังเรื่องนี้ ไอ้ตึกนี้มันสำคัญ มันจำได้ มันคือฉากร้านถ่ายรูป ที่ซากุทาโร และอากิ มาถ่ายรูปแต่งงานกันที่นี่ แล้วยังไง ตอนนี้กูอยู่บนแผ่นดินตรงนี้แล้ว เกรียงไกรมาก ชีวิตเราวันนี้ 



ในชีวิตประจำวัน ร้านนี้เป็นร้านคาเฟ่เล็กๆ ขนาดสองสั้น ขายกาแฟและอาหารเบาๆ ลองเดินขึ้นไปชั้นสอง มีคนนั่งทำงาน นั่งกินกาแฟอยู่เยอะเหมือนกันนะ เลยลงมาจองโต๊ะด้านล่าง แล้วสั่งข้าวผัดกับกาแฟมาแบ่งกันกิน (ที่ไม่สั่งคนละชุดเพราะว่ามันแพง) 

ระหว่างทาน เจ้าของร้านก็มาถามๆ ว่ามาเที่ยวเหรอ เราเลยบอกว่า มาเพราะหนัง เขาก็ยิ้มๆ เพราะคงชินแล้วที่ใครๆ ก็มาตรงนี้เพราะหนัง ในร้านมีแผนที่ตามรอยหนังวางให้หยิบฟรีด้วย พอเราทานเสร็จ เลยขอเจ้าของร้านฝากลูกควายสองตัว (กระเป๋าเดินทาง) ไว้ที่ร้าน ซึ่งทางร้านก็ไม่ว่าอะไร แล้วเดินตัวปลิวออกไปล่าฝันกันต่อได้แล้วโว้ย 


เมือง Aji เป็นเมืองริมฝั่งเล็กๆ เงียบๆ เข้าใจว่าคนแถวนี้คงทำประมงกันเป็นหลัก เพราะเห็นมีเรือจอดอยู่เพียบ และมีคนนั่งง่วนกับแห และนั่งตกปลา สิ่งก่อสร้างระหว่างทางเดินก็เก่าแก่ ไม่ได้ถูกใส่ใจให้มันต้องดูสวยงามตามระเบียบมากนัก เป็นบ้านไม้เก่าๆ โชว์ลายไม้ไม่ทาสี ไม่ก็โกดังสังกะสีขึ้นสนิม สีสันในเมืองมันเลยดิบๆ เหล็กๆ หม่นๆ 

เดินเรื่อยๆ จนลึกเข้าไป ก็จะเจอแลนด์มาร์คอีกจุดนึง เป็นเสาโทริอิ ทางขึ้นวัดที่อยู่บนเขา บันไดตรงนี้อากิเคยมานั่ง และถนนโค้งนี้ซากุเคยขี่มอเตอรไซค์ผ่าน ถ่ายรูปไปสองสามแชะ แล้วก็เดินขึ้นเขาไป เพราะไฮไลท์มันอยู่ข้างบน 

 




ชิงช้าาาาาาาา...ตรงนี้ที่อากิและซากุเคยมานั่งคุยกัน ชิงช้าบนเขา ที่มองลงไปข้างล่างเป็นทะเลเงียบสงบ และภูเขาโอบล้อม ฉากในตำนานอีกฉากที่เราได้มาเหยียบ น้ำตาจะไหลแต่อั้นไว้ก่อน ขนาดเอกชัยที่มาแบบไม่รู้เรื่องยังอินไปด้วย ชวนเราถ่ายรูปใหญ่เลย 

เอาล่ะ ที่ผ่านมามันคือน้ำจิ้ม เพราะจากนี้คืองานฟินนาเล ไคลแม็กซ์ของจริงมันอยู่ตรงนี้ แนวแท่นคอนกรีตที่ว่ามันอยู่ข้างหน้ามึงแล้วอีนิดนก นาทีที่เห็นภาพนั้น ดูเหมือนเว่อร์ แต่ใจเต้นแรงจริงๆ เป็นโมเมนท์ที่แบบ เฮ้ย อีเหี้ยยยย กูมาแล้วจริงๆ ที่เห็นในหนังที่ดูไปไม่รู้กี่รอบ ภาพที่ชอบและจำได้มาตลอดเวลา อยู่ข้างหน้าตรงนี้แล้ว เป็นความเหมือนจริงที่เหมือนจริงสุดๆ จริงกว่านี้ไม่ได้แล้ว ปิติมานะมานีเกินจะเอ่ยเป็นถ้อยคำ ขอบคุณตัวเองและเอกชัยมากๆ ที่ยอมมาถึงตรงนี้ โอย ฝันเป็นจริงมันหน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง 

ไอ้แนวคอนกรีตและทุ่นหินขนาดใหญ่มันเป็นแนวกันคลื่นกลางทะเล ทีแรกคิดว่าจะเงียบๆ แต่ช่วงที่เราไป มีนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายรูปกันเยอะเหมือนกัน ทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น คงมีแค่เราสองคนที่เป็นชาวต่างชาติ นอกจากคนมาถ่ายรูปก็มีลุงๆ มาตกปลา ตอนที่ไปขอให้ลุงคนนึงถ่ายรูปให้ แกถามเราว่ามาจากไหน พอเราบอกว่าบางกอก ไทยแลนด์ ลุงก็ยิ้มใหญ่ บอกว่าชอบเมืองไทย ชอบไปพัทยา โห รู้เลยลุงชอบอะไร 555



ดื่มด่ำกับแนวกันคลื่นและประภาคารสีแดงได้ไม่นานก็ต้องกลับ เพราะว่านัดกับลุงแท็กซี่ไว้ และถ้าไปช้าก็จะไม่ทันรถไฟรอบห้าโมงเพื่อเข้าเมือง (และต้องรอรอบต่อไปตอนทุ่มนึง!) เลยร่ำลาอ้อยอิ่งกับแนวหินนั้น ก่อนจะเดินออกมา เก็บความชื่นใจเอาไว้จนชุ่มปอด ได้มาเห็นแค่นี้ก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว 

เดินกลับไปเอากระเป๋าที่คาเฟ่ โค้งขอบคุณเจ้าของร้านไปสิบที แล้วก็ไปรอลุงแท็กซี่ที่ไปรษณีย์ที่เดิมกับที่ลุงมาส่ง ใครก็บอกว่าคนญี่ปุ่นตรงเวลา เราจะทำให้ลุงด่าเราไม่ได้ว่าไอ้พวกคนไทยมาเลท มารอลุงล่วงหน้าห้านาทีเลยเอ้า รอจนสี่โมง รถลุงต้องวาร์ปมาด้วยความตรงเวลาแน่นอน ... ไม่มี อ่ะ ลุงอาจจะแวะเซเว่นกินขนมจีบกุ้ง ให้อีกห้านาที ... ไม่มี ลุงไปเติมแก๊สป่ะวะ ... ไม่มี เฮ้ย รอนานแล้วลุงไม่มาเลยอ่ะ ลุงแม่งชิ่ง หรือลืม หรือสุดท้ายลุงไม่เข้าใจที่เรานัดกันวะ คิดไปเรื่อยเลย แต่ไม่ใช่เวลาจะคิดแล้วไง เพราะมึงจะไปไม่ทันรถไฟโว้ย เลยกลับไปที่คาเฟ่อีกครั้ง ขอให้เขาช่วยเรียกรถให้ ซึ่งทางร้านก็ช่วยเหลืออย่างดี จนสุดท้ายแท็กซี่ก็มาจอดรับถึงหน้าร้าน โค้งขอบคุณเจ้าของร้านไปอีกยี่สิบที และนั่งแท็กซี่กลับมาที่สถานี Furutakamatsu-minami ที่เดิม (แน่นอนว่ามิเตอร์ขึ้นไปอีกเจ็ดร้อย ... เจ็ดร้อยบาท? ... เออ!)

รอรถไฟไม่นานรถไฟก็มา คราวนี้เราจะไปลงสถานี Ritsurinkoen-Kitaguchi ก่อนถึงสถานี Takamatsu สองป้าย เพราะจองที่นอนสำหรับคืนนี้เอาไว้ผ่าน Airbnb เราจะเดินจากสถานีไปที่บ้านของโชอิจิ และวันพรุ่งนี้จะไปเที่ยวเกาะ Naoshima กัน

แต่ตลอดทางเดิน ยังไงก็ยังนึกถึงลุงแท็กซี่อยู่ดี นี่รู้สึกผิดนะที่ชิ่งแกมา ไม่รู้ว่าแกไปรอเรามั้ย ไปแล้วเก้อ หรือแกลืม หรือลุงคิดว่ากูนี่เป็นมิจฉาชีพแน่ๆ หรือลุงจำวันผิด ยิ่งคิดยิ่งสงสารลุง ถ้าลุงผ่านมาเห็น ก็ขอให้รู้ไว้ว่าวันนั้นหนูนั่งรอลุงจริงๆ นะ รอนานด้วย ยังไงลุงก็ขับแท็กซี่ต่อไปนะ ไว้ผ่านไปแถวนั้นอีกจะไปใช้บริการ บัยยย






ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ: วิกฤตกลางคนไว

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (Heart Attack) 
(2015, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, A+) 




ก่อนจะดูพยายามเลี่ยงไม่อ่านอะไรเลย เข้าเฟซบุ๊กแบบผ่านๆ ทวิตเตอร์ก็ไม่อ่าน พันทิปยิ่งไม่เข้าเลย จะหนีการรู้อะไรเกี่ยวกับหนังให้มากที่สุด เพราะไม่อยากตั้งค่าอะไรเอาไว้ในใจเลย ดูเทรลเลอร์ไปแค่สองรอบได้มั้ง ที่มากหน่อยคือฟังเพลง Vacation time แบบไม่ดูภาพ คือทำยิ่งกว่าหนีหนี้ เอาจริงกับหนังหลายๆ เรื่องก็ทำแบบนี้ เพราะอยากไปดูแบบรู้อะไรน้อยที่สุด เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าโลกนี้ไม่ต้องมีตัวอย่างหนังก็น่าจะดี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกในการฉายหนังเชิงธุรกิจ เชิงไม่ธุรกิจก็ทำไม่ได้มั้ง เป็นรสนิยมประหลาดของมึงเองเนี่ยแหละ อีบ้า

เลยไม่มีความรู้สึกแนวแบบ นี่มันหนัง GTH นี่มันใหม่ นี่มันซันนี่ อะไรแบบนั้น สิ่งเดียวที่รู้สึกก่อนไปดู คือ another หนังพี่เต๋อ ที่บังเอิญเข้าฉายหลายโรงหน่อย ไม่ต้องถ่อไปเฮ้าส์ หรือไปดูแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนตอนไปดู 36 เลยคิดว่า สำหรับเรา แบรนด์นวพลน่าจะมีผลจูงใจ และแข็งแรงมากกว่าแบรนด์ GTH (นั่นแหละ แค่กับเรา)

ซึ่งสำหรับฟรีแลนซ์เนี่ย มันเล่าเรื่องสุดๆ แล้ว และมันก็เพลิดเพลิน มีช่วงหย่อนนิดหน่อยแต่ไม่ได้ส่งผลอะไรมาก แค่ว่ามันไม่ได้ตามใจคนดู เหมือนอย่างที่หนังไทยแทบทุกเรื่องทำ มันเล่าเรื่อง แต่ก็เล่าบนพื้นฐานเงื่อนไขที่หนังสร้างเอาไว้ (ความสัมพันธ์แบบหมอ/คนไข้/ผื่น) มันมีอะไรที่ถ้าเป็นละครไทย หรือหนังที่อยากขยี้ความรอมคอมให้สุดทาง คงข้ามเส้นพวกนี้แล้วพาคนดูออกไปแฟนตาซีให้สุด แต่กับฟรีแลนซ์เราจะอึดอัด เราจะยิ้มแต่ไม่สุด เราใจเต้นแต่ลึกๆ แล้วก็กังวล นั่นเพราะเราถูกเงื่อนไขของหนังครอบไว้ และเราเข้าใจมันได้ คือเราต้องหัดหาทางฟินในรูปแบบใหม่ๆ บ้างน่ะ เพราะความรักมันไม่ได้มีอยู่แค่รูปแบบเดียว (ซึ่งสำหรับพนิตชนกแล้ว มีความสุขและใจเต้นแรงมาก)

สิ่งที่ชอบมากคือไดอาล็อกทั้งหลาย โดยเฉพาะในห้องตรวจระหว่างยุ่นกับหมออิม คือจะว่ามันเป็นบทสนทนามาตรฐานที่เราคุยกับหมอแบบนั้นก็ได้ ซึ่งมันจะธรรมดามากถ้าไม่ได้การแสดงของซันนี่และใหม่ช่วยเอาไว้ ทำให้เราเห็นมุมโรแมนติกพิเศษซ่อนอยู่ให้รู้สึกฉวัดเฉวียนในอารมณ์ตลอด ซึ่งมันดีไง เรารู้สึกมากๆ รอว่าเมื่อไหร่จะนัดเจอหมออีก เมื่อไหร่จะคุยกันอีก และบทสนทนาพวกนี้จะพาเรื่องไปถึงไหน เราแบบดิ่งไปกับพาร์ทความสัมพันธ์ของยุ่นกับหมอเลยแหละ

แต่ก่อนไม่ได้รู้สึกอะไรกับใหม่ ดาวิกาเลย ใครบอกว่าสวยก็เฉยๆ จนพอเจอหมออิมเข้าไป ปลุกพลังทอมในตัวกูขึ้นมาแล้วเรียบร้อย สวย สวยมาก สวยที่สุด สวยที่แท้คือสวยแบบนี้ ยิ่งกับการแสดงแบบนี้ ไม่ช่องเจ็ด ไม่นางนาก เชี่ย หมอร็อคมาก คิดนิดหน่อยว่าเราจะหาหมอแบบนี้ได้จริงๆ เหรอ เป็นหมอที่น่ารัก ไม่ได้สวยแบบเป็นลีดแพทย์ แต่น่ารัก เล่นด้วยได้ ถึงทีจะเนิร์ดก็เนิร์ดได้ แต่ไม่ใช่แนวใส่แว่นพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งหมดนั้นเราเห็นจากใหม่ดาวิกาได้ไง แค่เป็นหมอที่น่ารักแต่ไม่สวยก็ผิดแล้วอ่ะ แต่เราคิดแบบนั้นจริงๆ หมออิมไม่ใช่แนวหมอสวย แต่ดูแล้วสวย อยากคุยด้วย อยากเป็นสิวไปให้หมอบีบ เออ เนี่ย ไม่งั้นไอ้ยุ่นมันจะอยากไปหาหมอทุกเดือนได้ไง ขอบคุณอะไรก็ได้ที่เอาใหม่มาเล่นบทนี้ ดีมากๆ ใหม่เองก็น่าจะดีใจมากๆ ที่ได้เป็นตัวเองในโหมดนี้ เพราะมันมีเสน่ห์มากจริงๆ

ส่วนซันนี่ ช่วงต้นๆ เรายังเอาภาพซันนี่ออกไปจากยุ่นไม่ได้ จนถึงฉากนึงที่ถ่ายยุ่นจากด้านหลัง กำลังเดินเข้าห้องตรวจ ท่าเดินนั้นแม่งไม่ใช่ซันนี่แล้ว ดูเป็นท่าเดินของพี่เต๋อมาก (เท่าที่เคยเจอแกบ้าง)​ ตรงนั้นแหละที่ยอมรับว่าซันนี่คือยุ่น จากนั้นไปจนจบ ก็ยอมรับขึ้นเรื่อยๆ ทำดีและแบกหนักเอาไว้หนักขึ้นเรื่อยๆ จนฉากไคลแม็กซ์ เราว่ามีคนสรรเสริญฉากนั้นไว้เยอะแล้ว คงเขียนได้ไม่ดีเท่า บรรยายได้เพียงว่าตกใจสัส รุนแรงสัส หนักมากที่เอาภาพนี้มาให้ดูแบบไม่ปล่อยให้ตั้งตัว คือคิดไว้บ้างจากการเร้าหนักๆ ด้วยภาพก็ดี เพลงก็ดี แต่ไม่คิดว่าจะออกมาในรูปนี้

เราอาจจะอยู่ในช่วงวัยใกล้ๆ กับยุ่น เป็นรุ่นน้องอยู่ปีสองปี ก็ถือว่าพอเข้าใจกันแหละ แค่ว่าเราไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์โดยตรงที่ชีวิตต้องพึ่งพา ภาวนาให้งานเข้าตลอดเวลาแบบนั้น และที่แน่ๆ คือปรัชญาการทำงานของเรากับยุ่นคงต่างกันจนในใจเราก็จะคอยเถียงตลอด ว่ามึงพอได้แล้ว หยุดได้แล้ว ทำไปทำไมเนี่ย จากที่เหมือนจะเข้าใจกลายเป็นไม่เข้าใจไปเลย

ไอ้แรงขับของฟรีแลนซ์เรื่องกลัวงานขาดตอนนี่เราเข้าใจนะ เพราะไม่นานมานี้ก็เพิ่งลุ้นแทบตายกลัวเขาเลิกจ้างต่อ (แน่นอนว่างานฝิ่น) คิดเยอะมาก เพราะไม่งั้นจะหมุนเงินไม่ทัน ชีวิตจะเปลี่ยนทันที คือชีวิตที่เคลื่อนด้วยเงินมันเปราะบางมาก พร้อมที่จะเข้าช่วงวิกฤตตลอดเวลา แต่กับยุ่นทำไมถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินละ ช่วงที่ยุ่นว่างสัสๆ ในใจเราคิดถึงเงินในบัญชียุ่นตลอด เป็นห่วงมาก เอ๊ะนี่จะมีเงินจ่ายค่าห้องมั้ย เอาเงินที่ไหนกิน แมคบุ๊กมึงผ่อนหมดรึยัง และเสือกมีสองเครื่องอีก ค่าฟิตเนสตลอดชีพจะยังไง คิดไปสารพัดเลย น่าจะเป็นช่วงเดียวในหนังที่เรารู้สึกว่ามันไม่จริง แม้ว่าจักรวาลของยุ่นมันจะเวียร์ดขนาดไหน แต่มันก็ยังจริงนะ โอเคมันเกิดขึ้นได้ยากหน่อยที่จะไปตีแบตกับไอ้ไก่หน้าเซเว่น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะไม่เกิด แต่ไอ้การอยู่ว่างๆ ไปหกเดือนโดยไม่พูดถึงเงินเลยนี่เราโคตรรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่หนังไม่แตะอะไรถึงเรื่องนี้เลย เราเลยสนใจตรงนี้ (จริงๆ คือเป็นห่วง เพราะแทนค่าตัวเองเข้าไปมากไป ฮ่าาา)

เราชอบชั้นหนังสือทำจากเหล็กเส้นบนหัวนอนของยุ่น เพราะมันเหมือนชั้นวางที่บ้านเก่าที่แม่เราประกอบเอง หน้าตาเป็นแบบนี้เลย แค่ไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือเท่ๆ แบบในห้องยุ่น แล้วก็เลยสงสัยว่ายุ่นแม่งเอาเวลาที่ไหนมาอ่าน ถึงได้มีหนังสือพวกนี้เต็มชั้นขนาดนี้ มันคงเป็นคลังสมบัติสมัยที่ที่ยุ่นยังเป็นเด็กแบบไอ้เจิด ยังมีไฟ ยังเป็นกราฟฟิกที่หาอะไรเติมเข้าตัวเองตลอด เป็นดาวรุ่งแหละนะว่าง่ายๆ แต่พอยิ่งโต ยิ่งทำงานไป กลายเป็นว่าแรงขับให้เราทำงานมันไม่ใช่เรื่องเพื่อสร้างผลงาน เพื่อความภูมิใจอะไรแล้ว แถมหนังยังเปิดช่องไว้อีกหน่อยว่า เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่เพราะเงินด้วย แต่ทำเพื่อรักษาเพื่อให้ยังมีงานต่อๆ ไป เราไม่ได้คิดถึงเงินวันนี้แล้ว แต่คิดถึงเงินข้างหน้า งานหมูงานหมาอะไรเข้ามาเราก็ทำให้เต็มที่ รับเข้ามาให้หมด เพื่อหวังว่าสองสามอาทิตย์ข้างหน้าจะยังมีอะไรเข้ามาต่อชีวิตไปอีก

เราเป็นพวกคนรุ่นกลาง เกิดวิกฤติวัยคนกลาง คือไม่ก็วัยกลางคนมันเขยิบเข้ามาไวขึ้นกว่าคำจำกัดความเดิม เราทำงานมาจนงานมีมาตรฐานแต่อาจไม่สดใหม่ เราสู้เด็กที่กำลังขึ้นมาไม่ได้ แต่เราก็มีบุญเก่าให้เก็บกินอยู่โดยไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อไหร่ เรามีงานต้องทำ มีภาระให้ต้องรับผิดชอบ แถมเราต้องหาวัตถุดิบใหม่ๆ ต้องเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง เราอยากทำทุกอย่างให้ดีเหมือนตอนอายุยี่สิบ อยากเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร่งเท่าเดิม แต่ร่างกายมันไม่ไปด้วย แถมยังเดินถอยหลังอีกแหนะ

ทีนี้เราจะยังไง ถ้าเราเก็บทุกอย่างไว้ เราก็จะพังร่างกายเราไปทีละนิด โดยไม่รู้ว่าที่แลกมามันจะคุ้มรึเปล่า แต่ถ้าเราตัดบางสิ่งทิ้งไป เราจะยังเหลือความภูมิใจในตัวเองมั้ย เราเข้าสู่วัย settle เร็วไปรึเปล่า คนรุ่นใกล้ๆ กันคงเริ่มคิดแบบนี้ มองจากข้างนอกเราอาจดูโอเคดี แต่ข้างในเราหวั่นไหวไม่แแพ้ตอนแอบชอบพี่ม.ปลาย ตอนเลือกคณะเอ็นทรานซ์ แค่โจทย์มันใหญ่ขึ้นมาหน่อย

จะเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานออฟฟิศเราว่าก็ต้องแก้โจทย์นี้เหมือนกัน เราเองก็แก้อยู่ หาทางให้เรามีชีวิตที่โอเคได้ โดยที่ยังเหลือความภูมิใจในตัวเองหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ใช่ยุ่น เราขี้เกียจกว่าเยอะ เราเห็นแก่ตัว ถ้าเดินออกมาจากออฟฟิศแล้วเราก็ปิดโหมดทำงานเลย ไม่รู้ว่าดีรึเปล่า แต่โดยไม่ได้ตั้งใจ เรากลายเป็นคนแบบนั้น ทั้งที่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ จะต้องเอาคอมกลับบ้านทำงานเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่ามันเท่ เราดูมีความทุ่มเท แต่ผ่านไปไม่กี่ปี เหมือนน็อตหลุด เจอปุ่มเปิดปิดตัวเอง แล้วก็ใช้ปุ่มนั้นเรื่อยมา ถ้าจะทำก็ทำให้ตาย แล้วทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ เหยียบออกมานอกตึกเมื่อไหร่ก็เป็นอีนิดนกผู้โหยหิวของอร่อย และอยากกลับบ้านไปอ้อนผัว นั่นแหละ ดูไม่ใช่นักทำงานในอุดมคติเท่าไหร่ แต่ไอ้น็อตตัวนั้นมันหลุดไปแล้ว และเรากลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว และก็ทั้งรู้สึกดีและแย่กับตัวเอง อยู่ที่ว่าอารมณ์ในตอนนั้นเป็นยังไง

ส่วนตัวเองในโหมดฟรีแลนซ์ ก็ทำได้ไม่ดี เพราะทุกวันนี้ยังต้องให้บก. ทวงต้นฉบับจากทุกวิธีที่เป็นไปได้อยู่เลย นั่นแหละ กูก็เอาตัวไม่รอด ไปก่อนนะ ผื่นขึ้นแล้ว



ปล. อนึ่งในแง่คุณูปการของการเปิดแนวทางใหม่ๆ ในตลาดหนังไทยแมสไม่ต้องเขียนแล้ว เขาเขียนกันไปหมดแล้ว หวังว่าเราจะได้หวังอะไรที่มากขึ้นกว่านี้ต่อไป

ปล2. ได้ดูเรื่องนี้ที่เมเจอร์น่าน เพราะมาทำงานที่นี่พอดี ประทับใจมาก ก่อนไปถามพนักงานโรงแรม (ที่ตั้งวงก๊งเบียร์กันตอนหกโมงเย็น) ถามทางไปโรงหนัง พอบอกทางเสร็จ พี่เขาก็ถามว่า ไปดูเรื่องอะไร เราบอกว่า ฟรีแลนซ์ พี่ไม่รู้จัก เราเลยบอก ซันนี่เล่น พี่ก็ยังไม่รู้จัก เลยเปิดการ์ดไม้ตาย ใหม่ ดาวิกา นางชฎาค่ะพี่ เท่านั้นรู้เรื่อง พี่จัดแจงเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งถึงโรงหนัง ก่อนไปแกยังบอก ดูจบแล้วมาเล่าให้พี่ฟังด้วย ตั้งแต่โรงหนังเปิดยังไม่เคยไปดูเลย 
 

AMY: อยากเป็นแค่ศิลปิน

AMY
(2015, Asif Kapadia, A) 





กำลังนึกอยู่ว่าถ้าเรามองศิลปินในแง่ที่เขาเป็นปัจเจก ไม่มีคำว่าธุรกิจ และไม่ต้องมาอีโมเรื่องที่ว่าศิลปินจะต้องสร้างความสุข หรือจรรโลงสังคมอะไรแบบนั้น ศิลปินก็เพียงแค่ต้องการแสดงออกความอัดอั้น ปล่อยวัตถุดิบที่พรั่งพรูอยู่ในหัวและเรียบเรียงออกมาเป็นชิ้นงาน จบแล้วก็จบกัน ไม่ได้อยากจะไปจรรโลงใคร ไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากมีชื่อเสียง แกแค่บังเอิญเดินมาได้ยินเพลงที่ฉันแต่ง เสียงที่ฉันร้อง แล้วแกก็ดันชื่นชอบ โดยที่ฉันไม่ได้เรียกร้องสักนิด แบบนั้นศิลปินเห็นแก่ตัวรึเปล่า ในเมื่อเขาไม่ได้เชิญชวนเรียกร้องให้ใครมาคลั่งไคล้ เอาไปชื่นชมเมื่อทำดี และปู้ยี่ปู้ยำซ้ำเติมจนสนุกปากในวันที่เราล้ม

เราว่าเอมี่เป็นศิลปินแบบนั้น เธอเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความฝัน และมีวัตถุดิบเป็นชีวิตของเธอ และถ่ายทอดมันออกมาเป็นเพลงที่เธอแต่งและร้อง เหมือนว่าบทกวีที่เธอแต่ง และโน๊ตดนตรีพวกนั้นเป็นเครื่องระบายความอัดอั้น ปล่อยความทุกข์ถมในใจให้มันได้ออกไปบ้าง ความสุขและพอใจของเธอน่าจะอยู่ตรงนั้น มากกว่ารางวัลและเสียงกรีดร้องจากผู้ชม ถ้าเอาความเป็นศิลปินในอุดมคติที่สังคมตั้งค่าโรงงานเอาไว้ เอมี่คงเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เห็นใจแฟนเพลง ไอ้ฉากที่แฟนตะโกนบังคับให้เธอร้องเพลง ถ้าไม่ร้องก็จ่ายเงินคืนมาสิ สำหรับเรา ฉากนั้นแม่งเจ็บปวดสัสๆ เออ ถ้าคิดว่าเราซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไปแล้วศิลปินไม่ร้องเราก็คงตะโกนด่า แต่หลังดูฉากนั้นเราต้องคิดใหม่เลย เข้าใจคนข้างบนนั้นมากๆ และพบว่าความถูกผิดมันขึ้นกับว่าเรามองจากมุมไหน

นึกถึงครั้งนึงเมื่อไม่นานมานี้ เราเป็นแค่พิธีกรตามงานงอกง่อย แต่วันนั้นอารมณ์แม่งไม่ไหวจริงๆ ไม่อยากหัวเราะหรือไปทำให้ใครมีความสุขทั้งนั้น เอาแค่ว่าพูดกูยังไม่อยากพูดกับใคร แต่ยังไงก็ต้องทำ ต้องเดินออกไปถือไมค์นั้นแล้วทำหน้าที่เราให้จบ จริงๆ ถ้าดูหนัง AMY ไปก่อนงานวันนั้น คงกลับเข้าห้องไปนอนแล้วทิ้งงานไปเลย (และคงโดนด่าเละเทะ)

ลำพังแค่เรื่องของเอมี่ก็เพียงพอให้หนังมันหม่น และน่าอึดอัดสัสๆ อยู่แล้ว แต่ที่โหดร้ายกว่า คือสารพัดฟุตเตจ คลิปเสียง และทุกภาพที่อยู่บนจอนั้นที่มันเสือกเป็นของจริง เศร้าที่เธออาจจะไม่คิดว่าเสียงเหล่านั้นที่เคยพูดมันจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในหนังที่เล่าเรื่องเธอตอนที่เธอไม่อยู่แล้วอะไรแบบนั้น คือคงเป็นด้วยยุคสมัยด้วย ที่เรามีเครื่องไม้เครื่องมือในการเก็บความทรงจำถึงใครเอาไว้เต็มไปหมด พอไอ้พวกนี้มันจริงมาก และมันมาอยู่ในหนังที่กำลังเล่าเรื่องการรุกล้ำเข้าไปทำลายพื้นที่ส่วนตัวของคนที่ข้างในก็บกพร่องบอบบางอยู่แล้ว เลยอดคิดไม่ได้ว่า สุดท้ายเราเองก็กำลังรุกล้ำข้ามเส้นไปรบกวนเธอเหมือนกัน แม้เธอจะจากไปแล้วก็เหอะ

การเข้าไปดูชีวิตคนที่ร่วงหล่นดำดิ่งไปเรื่อยๆ นี่ทรมานมากนะ ถ้าเป็นหนังคงอยากไปดูหน้าคนเขียนบทว่าหัวใจมึงทำด้วยอะไรถึงได้ทำร้ายตัวละครซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อยๆ ถ้าจะกลั่นแกล้งกันขนาดนี้ตัดไอ้ตัวนี้ออกไปเลยเถอะ แต่พอคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งเศร้าหนัก บางทีอาจจะดีแล้วที่เธอชิงจากไปซะก่อนที่จะโดนคนเขียนบทซ้ำเติมอะไรเข้ามาอีก ถึงตอนนั้นมันอาจจะทรมานมากไปกับชีวิตที่โคตรบอบบาง

และอย่างน้อยความสว่างเดียวที่พอมองเห็นในหนังบ้าง คือฉากร้องเพลง Body and soul เราว่าวันนั้นเธอคงมีความสุขมากแน่ๆ

Parasyte Part 2

Parasyte Part2
(2015,Takashi Yamazaki, B) 



ผิดเองที่ดันไปดูหลังออกจากโรง Inside Out ซึ่งสมองกำลังทำงานหนักและคิดอะไรอยู่เยอะมาก เลยดูปรสิตโดยสติไม่อยู่กับหนังเท่าไหร่ และหนังมันก็ไม่ได้ทำให้เราอยู่กับมันมากนักด้วยอ่ะ 

แม้ไม่เคยอ่านหรือดูมังงะเลย แต่ว่าชอบภาคแรกมาก ถึงได้อยากจะติดตามภาคสองต่อตั้งแต่วันแรกที่มันเข้า แต่พอเอาเข้าจริงก็รู้สึกว่าภาคสองมันไม่ได้มีเนื้อหาหนักแน่นขนาดนั้น มันมาขยายต่อเรื่องความเป็นแม่ที่ก็เออ ทำได้ดีล่ะ โดยเฉพาะ Fukatsu Eri เอาดอกมะลิไปติดอกเสื้อนางได้เลย เป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติญี่ปุ่นไปแล้ว ปรบมือด้วยค่ะ 

ที่เหลือไอ้เรื่องสรรเสริญหรือด่าทอความเป็นมนุษย์มันน่าเบื่อ ถ้าไม่พูดเยอะขนาดนั้นคงไม่รู้สึกแบบนี้ แบบมึงจะพูดจะย้ำอะไรกันนักหนาวะ เหมือนกลัวว่าถ้าไม่อธิบายด้วยคำพูดอาจทำให้คนดูไม่บรรลุถึงสารที่หนังต้องการสื่อ แต่มันน่าเบื่อและเชยไง มันเลยทำให้เราชอบเรื่องนี้ได้ไม่สุด

ที่ดีคืออารมณ์ขันที่แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ แล้วมันถูกจังหวะ ที่เหลือคือคะแนนของน้องไอ ฮาชิโมโตะ จบ.

Inside Out: โตมากับเรื่องเศร้า

Inside Out 
(2015, Pete Docter, Ronaldo Del Carmen, A) 


ในหัวอุทานว่า "ไอ้เชี่ย อัจฉริยะ" หลายรอบมาก โดยเฉพาะงานภาพ ก้มลงกราบให้เลยสามที ชอบวิธีการอธิบายทุกอย่างที่อยู่ในสมองเราออกมาเป็นวิชวลแบบนี้ ทุกอย่างถูกคิดมาหลายตลบและลงรายละเอียดกันมันเยอะแน่นอน และผลที่ออกมาคือมันเข้าใจได้ง่าย เราตามทัน และเรารู้สึกร่วมกับมันตลอด

หนังจะสลับ Inside - Outside ตัวละครหนูไรลีย์ตลอด เพื่อให้เราดูว่าข้างในมันสั่งการออกมาที่ข้างนอกอย่างไร แต่ที่แปลกคือ เราเองก็อดที่จะคิดถึงตัวเองตามไปด้วยตลอดเลย สมองเราเองก็พยายามจะวิ่งให้ทัน และแทนค่าตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครนั้น วันที่เกาะบุคลิกภาพของเราพังลงไปมันคือตอนไหน แต่ก่อนเราเคยเป็นยังไง วันที่ Joy และ Sadness เราหายไปเราเป็นยังไงนะวันนั้น และครั้งสุดท้ายที่เราจำชื่อตุ๊กตาที่แม่ซื้อให้มันคือเมื่อไหร่ เราคิดถึงสิ่งพวกนี้ตามหนังไปตลอด นั่นคงเป็นอารมณ์ร่วมสุดๆ ที่มี และแปรสภาพเป็นน้ำตาขนานใหญ่เมื่อถึงตอนที่หนังมันเร้าเราให้ร้อง 

ความ Coming of age ของเรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดกับเราทุกคนอยู่แล้ว หนังแค่พยายามอธิบายเรื่องพวกนี้ให้เราเข้าใจ ยิ่งรู้สึกเข้าไปอีกว่า คนเรานี่มันเกิดมาเพื่อเศร้าจริงๆ การเติบโตคือการสะสมอะไรหลายสิ่งและก็คือการทิ้งอะไรหลายอย่างในระหว่างการเดินทางนั้น เป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดเอาไว้ ฝืนไม่ได้ เลยยิ่งทำให้เศร้าเข้าไปอีก 


ตัวเราในตอนนี้เหมือนไม่ได้เป็นเจ้าของเดียวกับตัวเราเมื่อสิบ หรือยี่สิบปีที่แล้ว และอีกยี่สิบปีข้างหน้าก็คงไม่เหมือนตัวเราตอนนี้เหมือนกัน เราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงและละทิ้งบางรายละเอียดในชีวิตเพื่อที่จะเติบโตไปข้างหน้า งั้นตัวเราจริงๆ อยู่ตรงไหน เป็นยังไง เราไม่รู้เลยว่าเรื่องสำคัญในวันนี้จะสีซีดจางจนโดนเขี่ยทิ้งเป็นความทรงจำที่ถูกลืมไปเมื่อไหร่ก็ได้ เศร้านะที่เราไม่เพียงแค่ไม่ทันตั้งตัวนะ เราไม่รู้ตัวเลยต่างหากว่าพอตื่นเช้ามาวันรุ่งขึ้นเราก็ลืมเรื่องพวกนั้นไปเสียแล้ว 

คนเรามันเศร้านะ เศร้ามากจริงๆ 
 

Our little Sister: โชคดีที่ไม่เดียวดาย

海街diary (Umimachi Diary , Our Little Sister) 
(2015, Hirokazu Koreeda, A) 



เรารอคอยจะดู Umimachi Diary (ชื่อฝรั่งว่า Our Little Sister) มาเป็นปี ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยภาพนิ่งออกมาก็ใจเต้นแล้ว หนึ่งคือเพราะในนั้นมี Ayase Haruka อยู่ (ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณแล้วว่ารักผู้หญิงคนนี้มากขนาดไหน) สองคือมีมาซามิ นากาซาวะ อยู่ในเฟรมเดียวกับอายาเสะ สามคือเป็นหนังของโคเระเอดะ ที่ก็ยังคงเล่าเรื่องครอบครัว และเด็กกับบาดแผลในชีวิตที่พวกเขาต้องเติบโตไปกับมัน พ่อที่ไม่ได้เรื่อง แม่ที่ใช้ไม่ได้ คนรอบข้างที่พึ่งพาไม่ได้ เด็กในหนังของโคเรเอดะมักจะต้องพบกับผู้ใหญ่แบบนั้น แล้วเขาก็ปล่อยให้เราเฝ้าดูว่า เด็กๆ จะจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ายังไง 

ลูกสาวสามคนของครอบครัวโคดะก็โตมาแบบดูแลกันเองอย่างนั้น จนวันนึงที่พ่อเสีย ก็ได้รับน้องสาวต่างแม่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่อีกคน น้องสาวที่มาพร้อมบาดแผลใหม่ เรื่องเล่าใหม่ เป็นโจทย์ให้ครอบครัวต้องปรับสมดุลกัน ทำความเข้าใจกันอีกครั้ง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป 

จะว่าไป พี่น้องโคดะก็คือพี่น้องฟุคุชิมะ ใน Nobody knows (2004) ที่โชคดีกว่า ซาจิคืออากิระ ที่ต้องแบกรับภาระใหญ่ในวัยที่ไม่ควร แต่พวกเธอโชคดีอยู่มาก ที่ยังพอมีหลักให้ยึด จนไม่ต้องมีตอนจบที่น่าเศร้าแบบที่อีกครอบครัวนึงได้เจอ

ได้อ่านมังงะจนหมด ตอนอ่านก็เสียน้ำตาไปเยอะ และก็คิดอยู่ว่าพอเป็นหนังมันจะออกมาเป็นยังไง ในเมื่อประเด็นมันยุบยับ และมีเหตุการณ์หลายอย่างที่น่าเล่า ซึ่งหนังตัดสิ่งเบี้ยบ้ายรายทางออกไปหลายอย่าง และยึดมั่นกับความเป็นพี่น้อง ความเป็นครอบครัวของสี่ตัวละครหลัก โดยมีส่วนเสริมคือความละเมียดละไมของอาหาร และบรรยากาศเมืองทะเลอย่างคามาคุระ

ตอนไปญี่ปุ่นรอบล่าสุดเราไปคามาคุระก็เพื่อเซอร์เวย์ก่อนดูหนังเรื่องนี้แหละ แวะไปเยี่ยมสถานี Gukurakuji เพราะบ้านโคดะอยู่ตรงสถานีนี้ ไปเดินริมทะเล และไปเอโนะชิมะ ทะเลที่คามาคุระคลื่นลมแรงแต่ก็สงบจนเราไปนอนหลับตรงนั้นได้ เมืองตรงริมชายฝั่งเจริญและพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษา แต่พอลึกเข้าไปหน่อยก็เงียบสงบ เหมือนอย่างบ้านโคดะที่เห็นในหนัง เราเลยไม่เชิงว่าชอบเมืองที่เท่าไหร่ เพราะติดที่คนเยอะ แต่ไอ้ความกึ่งเก่ากึ่งใหม่ กึ่งเจริญกึ่งสงบ และชายทะเลที่มีคนไปใช้มันหย่อนใจในตอนเย็นนั้นทำให้เราลืมเมืองนี้ไม่ได้ 

อย่างไม่ลำเอียงเลยนะ อายาเสะเป็นโคดะ ซาจิ ที่มีชีวิตชีวากว่าที่คิดว่าตัวละครนี้จะเป็นได้ (เขียนแบบมึงอวยเว่อร์ ฮ่าๆ) ซัจจังในหนังทำให้เราเห็นเด็กผู้หญิงอายุ 15 ที่โตมาโดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลน้องๆ ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นภาระของเธอด้วยซ้ำ อายาเสะเล่นให้เราเห็นมุมนั้นได้

คือซาจิจะไม่ทำให้ดีก็ได้นะ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ เป็นแค่พี่สาวทำให้มึงแค่นี้ก็บุญแล้ว แต่สิ่งที่ซาจิแบกไว้และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบมันใหญ่กว่านั้น หนักกว่านั้น ซึ่งมันก็ออกมาโดยสิ่งที่เธอทำนั่นแหละ อาหารก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าเธอจริงจังกับมันแค่ไหน และที่ผ่านมาเธอเจ็บปวดยังไง ซึ่งมันก็จะโยงไปจบที่ซึสึอีกที (เห็นมั้ย บอกแล้วว่าอายาเสะทำได้ดี /มึงอวยอีกแล้วววว)

ได้ฟังอายาเสะสัมภาษณ์ตอนไปเมืองคานส์ เธอบอกว่า ทีแรกเธอเล่นจนโคเรเอดะต้องมาเตือนว่า มึงเป็นซาจิที่ดุเกินไปแล้ว เธอเลยลดดีกรีความเข้มงวดตรงนั้นลงมา จนเป็นซาจิที่จู้จี้เป็นมนุษย์ป้า ดุ เหวี่ยง แต่ก็อ่อนโยนเสมอ

ความรู้สึกสุดท้ายเมื่อหนังจบคือ เราอยากให้ซาจิกอดเราซักครั้ง นั่นคงเป็นอ้อมกอดของพี่สาวที่อบอุ่นมากๆ 

แต่ที่โคตรดีคือน้องซึสึ น้องไปมีบาดแผลชีวิตมาจากไหนถึงเล่นได้แบบนี้ ซึสึที่ไม่ร้องไห้แต่ดูยังไงก็เศร้าชิบหายตลอดทั้งเรื่องนั่นเป็นการแสดงที่น่าจดจำมากสำหรับหนังเรื่องแรกของน้อง 

คาโฮะไม่มีที่ให้ปล่อยของมาก แต่พอถึงคราวของเธอก็ทำได้ดี (บนรถไฟก็หนึ่ง แกงกะหรี่ก็อีกหนึ่ง) จากเดิมที่ไม่คิดว่าชิกะมีอะไร กลายเป็นสงสารตัวละครนี้ไปเลย เพราะเอาจริงๆ ชิกะไม่มีใครเลย เธอเด็กเกินกว่าจะมีความทรงจำใดๆ ต่อพ่อและแม่เหลืออยู่ เศร้าไม่แพ้พี่น้องหรอก ส่วนมาซามิก็เป็นมาซามิที่สดใส ขโมยไปหลายซีน คือด้วยบทโยชิโนะ ตั้งแต่ในมังงะ มันเป็นตัวละครที่เราจะสนุกไปกับเธออยู่แล้ว มันเลยไม่ต้องคาดหวังอะไร

มีงานภาพในหลายฉากที่น่าจดจำ ฉากอุโมงค์ซากุระก็หนึ่ง มันมาถูกจังหวะและดี ฉากทิ้งเฟรมตอนหลังงานครบรอบวันตายของคุณยายนั่นก็ดี แต่มันก็มีเฟรมน้ำเน่าอยู่เยอะนะ แบบโผล่ออกมาจากหน้าต่างเล่าเรื่องอย่างมีความหวัง ซึ่งก็ยังดีว่ามันมาไม่บ่อย ไม่งั้นเราจะเริ่มเลี่ยนละ

ช่วงแรกหนังมันเล่าไปเรื่อยๆ สะเปะสะปะพอประมาณ ดูเพลินก็จริงอยู่ แต่เราจะคิดนิดนึงว่า มึงเล่าแบบนี้แล้วจะพาเราไปที่ไหนวะ จะขึ้นสู่จุดพีคยังไง ซึ่งหนังโคเรเอดะแม่งเป็นอย่างนี้หมด คือมันมีจุดหนักของมันอยู่ แต่มันไม่โฉ่งฉ่าง มันล่อหลอกพาอารมณ์เราขึ้นมาเรื่อยๆ จนพอถึงจุดที่เขาเล็งไว้ ก็ตบหัวเราเบาๆ แต่ทำเราล้มได้ 

Umimachi Diary ก็เป็นแบบนั้นแหละ เราไม่รู้ตัวเลยว่าเราอินแล้ว รู้อีกทีคือช่วงท้ายเราหน่วงมากๆ ข้างในใจมันแน่นไปหมด บางคนร้องไห้ไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็มี แต่กับเรา พอ End credit ขึ้นเราก็ทำได้แค่มองจอ ฟังเพลง แล้วน้ำตามันก็ไหลของมันเอง คิดไปหลายอย่างอยู่ในหัว และที่แน่ๆ คือคิดถึงเรื่องของตัวเองด้วย และตรงนั้นน่าจะเป็นส่วนใหญ่ที่ทำให้รู้สึกกับหนังมากเป็นพิเศษ

คิดถึงตอนที่แม่เสีย เคยคิดหลายทีว่า ถ้าตอนนั้นแม่ไม่ได้จากไป ตัวเราตอนนี้คงไม่ได้เป็นแบบนี้ อาจจะดีกว่านี้ หรือแย่กว่านี้ บุคลิกแบบนี้ หรือไม่ใช่แบบนี้ แต่ที่รู้คือต้องไม่ใช่ตัวเราในวันนี้แน่ๆ ไม่รู้ว่ามันดีรึเปล่าที่ต้องโตขึ้นมาด้วยเงื่อนไขแบบนั้น แต่เราก็ผ่านพ้นมันมาได้ คนที่จากไปบางทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้จัดการอะไรเอาไว้ให้เราก่อน และเขายังนึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่าการจากไปนั้น ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย มันทิ้งร่องรอยไม่เล็กก็ใหญ่เอาไว้กับคนรอบข้างเสมอ แต่เอาเข้าจริงมันก็ชีวิตแหละ จะด้วยเงื่อนไขอะไร ยังไงทุกวันมันก็มีเรื่องเข้ามาให้เราต้องเจอ ต้องแก้ปัญหาอยู่แล้ว จะไปโทษใครที่มาทิ้งบาดแผลให้เราไม่ได้หรอก เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่า เราเองก็เคยไปทิ้งปัญหาเอาไว้ให้คนอื่นเหมือนกัน

แต่อย่างน้อย ถ้าจะต้องเจออะไรหนักหนา แต่กลับบ้านมายังมีคนทำกับข้าวให้ นั่งคุย ทะเลาะ และชวนกันกินเหล้าบ๊วยที่ช่วยกันหมักในหน้าร้อน นั่นก็น่าจะดีกว่าเรานั่งแก้ปัญหาอยู่คนเดียว




ปล. พอดูจบแล้วกลับบ้านไปดู Photobook ที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นยิ่งดีหนัก ดูก่อนหนังฉายไม่ได้อารมณ์เลย อะไรเล็กน้อยในหนัง แต่พอมาเห็นในหนังสือแล้วรู้เลยว่ามันเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ใหญ่มากๆ ดีมากๆ โอ๊ยยยยย (เสียสติไปแล้ว) 



ข้าบดินทร์

ข้าบดินทร์
(วรรณวรรธน์, 2554, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม)

[14/2015] 



ดูเหมือนจะเป็นนิยายรักชาตินะ (และคนเขียนเขาอาจจะตั้งใจแบบนั้น) แต่เราว่า "ข้าบดินทร์" เล่าในทางที่ต่างออกไป จนมีประเด็นอื่นโดดขึ้นมา และดีกรีความรักชาติมันไม่ได้เข้มข้นเหมือนนิยายแนวเดียวกันนัก มันเลยทำให้เรื่องนี้สนุก ร่วมสมัย และดูก้าวหน้ามากกว่า

หลักๆ เลยคือเพราะตัวเหม พระเอกของเรื่องนี่แหละ ที่ต่างไปจากพระเอกในนิยาย Genre เดียวกัน (โปรดนึกถึงพวกพี่ขุนไกร แห่งสายโลหิต อะไรทำนองนั้น) คือพระเอกในนิยายพีเรียดเนี่ย จะดีจะหล่อแค่ไหน แต่จะแพ้ทางชาติและแผ่นดินทันที ถ้าไม่ตายในสนามรบนี่โคตรไม่เท่ เกิดเป็นเมียพี่ขุนไกรแกต้องรับได้ถ้าสุดท้ายจะได้แต่ดาบผัวกลับมาเปล่าๆ เพราะผัวตายไปแล้วในสงคราม และตรงนั้นแหละที่คนดู/คนอ่าน จะซาบซึ้ง ประทับใจ ฟูมฟายกันเต็มที่

แต่กับเหม แม้จะมีวิชาดาบอาทมาต เก่งไปทุกอย่าง พูดภาษาวิลาศ (ภาษาอังกฤษ) ก็ได้ หน้าก็หล่อ ชาติตระกูลดี คือครบถ้วนทุกคุณสมบัติพระเอกพีเรียดไทย แต่เหมไม่ใช่พระเอกแบบขุนไกรที่จะพลีชีพเพื่อชาติอะไรแบบนั้น ถ้าไล่ไทม์ไลน์ชีวิตเหมดู จะพบว่า แรงขับเคลื่อนชีวิตเหมไม่ได้มาจากชาติหรือแผ่นดินอะไรเลย ครึ่งแรกคือมาจากความแค้นจนแปรเปลี่ยนเป็นความทะเยอทะยาน ส่วนครึ่งหลังพอโตแล้วคือเพราะอยากมีเมีย ไม่ใช่ว่าไม่รักนะ แต่เป็นความรักที่ Tricky หน่อยๆ (คือคำชม)

ถ้ามองแบบสมัยใหม่หน่อยคือ เหมฉลาดที่เอาตัวรอดได้ เป็นคน work-life balance น่ะ คือรักชาติก็รักนะ แต่ชีวิตส่วนตัวก็ต้องมีนะเฮ้ย เพราะเหมมีบทเรียนจากพ่อมาแล้วว่า ซื่อสัตย์ และตงฉินไปก็ตายฟรี แถมยังพาลูกเมียต้องมาซวยไปทั้งยวง บาดแผลนี้สำหรับเหมมันใหญ่มากจนทำให้เด็กหนุ่มใสๆ มองโลกกลับเป็นอีกมุมไปเลย เห็นชัดที่สุดคือการตัดสินใจของเหมในตอนท้ายเรื่อง ที่ทำให้เขาไม่ใช่พระเอกพีเรียดเท่ๆ ในนิยามแบบเดิม เป็นที่ทางใหม่ของพระเอกไทยอยู่นะ

ยิ่งตอนช่วงชีวิตเหมพลิกผันหน้ามือเป็นหลังตีนอ่านแล้วยิ่งคับแค้น และก็เห็นว่าระบบวรรณะนี่มันทำลายโอกาสคนไปมากเลย นักโทษปัจจุบันก็คือนักโทษถูกมั้ย ไม่มีอะไรต่ำไปกว่านั้น พ้นโทษออกมาก็มาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ แต่กับสมัยนั้น ที่ยังมีทาสมีไพร่ มันทำให้คนเราลืมตาอ้าปากได้ยากยิ่ง อย่างเหมที่อยู่ตรงชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร ถูกถีบลงมาต่ำเตี้ยยิ่งกว่าพารามีเซียม ถ้าเป็นเราคงนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะตะกายดาวกลับมายืนที่เดิมได้อย่างไร 

แต่พอถึงคราวจะได้กลับมา คือช่วงเปลี่ยนผ่านนั่นก็หน้ามือเป็นหลังตีนอีกเช่นกัน คือเมื่อวานพี่เหมกูยังโดนดูถูก ค่อนขอดอยู่เลย พอได้กลับมารับราชการ มียศตำแหน่งนำหน้า กลายเป็นว่าทุกอย่างในชีวิตกลับมาหมดเลย วางแผนแต่งงาน สร้างบ้าน มีลูก ฯลฯ แค่นี้เลย แค่มียศ ได้เข้ามารับราชการ ชีวิตมีความหวังขึ้นมาง่ายๆ เสียอย่างนั้น ยิ่งคิดเยอะเลยว่าทุกวันนี้เรามาไกลมากๆ 

ส่วนคาแรกเตอร์นางเอกไทยพีเรียดมันก็ยังฉีกไปไม่ได้มากเนอะ คือต้องเป็นเด็กแก่นเซี้ยว เข้าใจโลก สวยและแอบซ่อนความเฟมินิสต์เล็กๆ ยังไม่ค่อยเห็นมิติที่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่ จริงๆ เราชอบคาแรกเตอร์ของ บัว ในเวอร์ชันละครมากกว่านิยาย คือเขาเขียนให้ชัดไปเลยว่าบัวเป็นผู้หญิงที่ทะเยอะทะยานสุดทางจริงๆ (ซึ่งมันอาจจะดูเกินไปซักหน่อยกับยุคสมัยนั้น) แต่เราจะไม่ค่อยพบตัวละครที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลแบบบัวในละคร/นิยาย ย้อนยุคเรื่องอื่นๆ นะ น่าสนใจดี

คุณูปการของหนังสือเล่มนี้ที่ดีที่สุดคือ ถ้าเราได้อ่านตอนอยู่มัธยมคงจะสอบวิชาสังคมได้คะแนนดีกว่านี้ ต้องยอมรับแหละว่าประวัติศาสตร์ช่วงนั้น (รัตนโกสินทร์ตอนต้น) มันไม่สนุก ไม่ค่อยรบราฆ่าฟัน ไม่ดราม่า ถ้าเป็นหนังคือหลับไปแล้ว แต่พอมาอ่านเรื่องของผู้หลักผู้ใหญ่บางท่าน เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ สมัยนั้น ในหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราอยากหาอ่านต่อ อยากรู้เพิ่มขึ้น และที่แน่ๆ คือ เราแยกสนธิสัญญาเบอร์นี่ กับ เบาว์ริง ได้แล้ว (ขอบคุณข้าบดินทร์ /น้ำตาไหล)

โดยรวมคือเพลิดเพลินมากขณะอ่าน อาจเป็นเพราะผู้เขียนเป็นผู้หญิงด้วย จึงบันดาลให้ฉากรักของพี่เหมนั้นมันน่าหมั่นเขี้ยว ถูกอกถูกใจผู้หญิงด้วยกัน อีกอย่างคือเราห่างหายจากการอ่านนิยายมานาน อย่างเล่มใหม่ๆ จะอ่านก็ต่อเมื่อติดใจจากละคร ซึ่งสิ่งที่นิยายยุคหลังๆ นี้ต่างจากสมัยก่อนคือมันเร็ว ความรู้สึกตัวละครมันไม่ได้ถูกไล่เรียงหรือไต่ระดับมาจากไหน พอพ้นบท เราก็จะพบว่าตัวละครมันรู้สึก หรือมันคิดแบบนั้นไปซะแล้ว แต่ของนักเขียนรุ่นที่แม่เราอ่าน (และเราก็เลยต้องอ่านด้วย) นั่นก็ละเลียด ละเมียดละไม กว่าจะรู้สึกอะไรได้ซักอย่างก็หมดไปหนึ่งบท บรรยายคุ้งน้ำไปสามหน้า อะไรแบบนั้น 

แต่ข้าบดินทร์ไม่เร็ว ไม่โผงผาง เหลือที่เล็กๆ ให้เราเดาความนึกคิดของตัวละครบ้าง มีช่วงที่เยอะหน่อยคือตอนบรรยายเรื่องช้าง อันเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชอบและเริ่มเขียนเรื่องนี้เพราะมีช้างเป็นตัวตั้งต้น ซึ่งเราก็อ่านข้ามๆ ไปเลยช่วงนั้น (อ้าว...) ก็ไม่อินอ่ะเนอะ แล้วมันก็ไม่ได้กระทบกันเรื่องเท่าไหร่ แต่ถ้าตั้งใจอ่านก็จะได้ความรู้มากๆ

(ที่จริงคิดไว้อีกหลายประเด็นเลยตอนอ่าน และอยากจะเขียน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็เรียบเรียงไม่ถูก เอาแค่นี้แหละ ไปดูละครย้อนหลังดีกว่า /อ้าว จบแบบไร้สาระเฉยเลย 555)