Showing posts with label Concerts. Show all posts

ขนนกกับดอกไม้ ตอน Secret Garden: ในวัฒนธรรมท่อนฮุค

ขนนกกับดอกไม้ ตอน Secret Garden (2013, GMM, C)


 เป็นคอนเสิร์ตที่ดูจบแล้วต้องกลับมาเข้าเว็บขายตั๋วอีกทีเพื่อดูว่า เอ๊ะ คอนเสิร์ตนี้คอนเซ็ปต์มันคืออะไรวะ?!? ต้องการขายอะไร 30 ปีแกรมมี่, ห้าสิบปีพี่เบิร์ด, ภาคสองของขนนกกับดอกไม้ ฯลฯ หรืออะไร เพราะจะว่ามันเป็นคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมันก็ไม่ใช่ ฉลองให้แกรมมี่ก็ไม่เชิง และคำตอบจากเว็บขายตั๋วก็ไม่ได้ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นเลย เราเลยต้องสรุปเอาเองว่ามันก็เป็นการทำโชว์อีกครั้งของพี่เบิร์ด ที่มีแขกรับเชิญเป็นผู้หญิงห้าคนมาร้องเพลงฮิต ให้ผู้ชมผู้ฟังมาโพสต์อวดในสเตตัสกันว่า ชั้นรู้จักทุกเพลงเลยแหละ แค่นั้นเอง 

ความอิหลักอิเหลื่อมันมาตั้งแต่ไอ้คอนเซ็ปต์ Secret Garden นี่แหละ ตอนแรกแหมเราก็นึกว่าจะตามรอยซีรีส์เกาหลีชื่อเดียวกันนี้ (Secret Garden) ที่พระเอกนางเอกสลับร่างกัน คิดในใจว่าคงได้เห็นพี่เบิร์ดสลับร่างกับชะนีรับเชิญทั้งห้า นี่มันต้องเป็นงานเดบิวระดับชาติแน่ๆ แต่เอ๊ะ ทางค่ายคงไม่ปล่อยให้พี่เบิร์ดทำอะไรสุ่มเสี่ยงแบบนั้น งั้นคงออกแนวโชว์มิวสิคัลรึเปล่า เห็นแต่งตัวกันระเบิดระเบ้อ ดอกใหญ่หราเต็มหัว งั้นคงยิ่งน่าสนใจ แต่เอาเข้าจริงๆ Secret Garden หรือสวนลับอะไรนี่มันมีประโยชน์แค่กับทีมคอสตูมเท่านั้นเองมั้ง คือนอกจากการแต่งตัวเป็นดอกไม้, วิชวลกราฟฟิกด้านหลังเป็นรูปสวนสีจัดๆ และสคริปต์ที่พยายามยัดเข้าปากศิลปินให้ลากเข้าคอนเซ็ปต์ให้ได้ นี่มันลำบากมากนะ เห็นดา เอ็นโดนฟินพยายามพูดหลายครั้ง แต่ดูว่าตัวนางเองก็ยังไม่ได้เชื่อเท่าไหร่เลย

ทีนี้ก็กลับมาที่เรื่องเพลง คือเพลงพี่เบิร์ดเยอะมาก และเพราะมากหลายๆ เพลง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมาเข็นโปรเจ็คต์พี่เบิร์ดฟีดเจอริ่งคนอื่นและร้องเพลงคนอื่น และเพลงเวอร์ชั่นเรียบเรียงใหม่นี่ก็ไม่ค่อยเวิร์คมั้ยคะ อย่างการที่เอา "อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง" มาเรียบเรียงเคียงไปกับ "มีแต่คิดถึง" นี่มันเข้ากันตรงไหนแว้ ฟังกี่ทีก็ขัดใจ แล้วค่ายก็โปรโมทอยู่นั่น อ่ะ แต่เราก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าต้องฟังเพลงเหล่านี้ในคอนเสิร์ต ขอบคุณที่ไม่ได้ร้องหมดทั้งอัลบั้ม แต่ก็อีกนะ ยังจะให้พี่เบิร์ดร้องเพลงฮิตของคนอื่นนอกเหนือจากในอัลบั้มในคอนเสิร์ตอีก ส่วนเพลงฮิตๆ เพราะๆ ของเจ้าตัวถูกรวบรัดเหลือเป็นเมดเลย์ และได้ร้องเต็มๆ เพลงเป็นเพลงปิด คือ "ด้วยรักและผูกพัน" สองช่วงนั้นคือตอนที่ดีที่สุดจริงๆ 

เราว่าเราก็ดูคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมาเยอะเหมือนกัน และสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังๆ ที่มันจะมาเป็นฟอร์มนี้แหละ คือพี่เบิร์ดจะร้องเพลงพี่เบิร์ดน้อยลง ร้องเพลงคนอื่นมากขึ้น มีช่วงตั้งใจให้แดนซ์ โดยจะรวมเพลงฮิตในผับ อาทิ "เล่นของสูง" "จิ๊จ๊ะ" "อย่างน้อย" "เพียงกระซิบ" มาให้พี่เบิร์ดร้องแล้วให้ประชาชนลุกขึ้นเต้น ส่วนเพลงฮิตที่คนอยากฟังทั้งหลายจะมาในรูปแบบของเมดเลย์ หรือไม่ก็ตัดให้เหลือครึ่งเพลง เพื่อที่จะได้ร้องได้หลายๆ เพลงหน่อย ซึ่งใน Secreat Garden นี้ถือว่าหนักข้อที่สุดแล้ว 

ทั้งนี้ก็คิดถึงหัวใจผู้จัด เพราะเราอยู่ในวัฒนธรรมท่อนฮุค วลีฮิต เราไปดูคอนเสิร์ต ไปฟังเพลง ก็เพราะอยากไปร้องตามท่อนที่เราร้องได้ เสียงริงโทนเราก็ตัดเอาท่อนฮุค เสียงรอสายเราก็ใช้ท่อนฮุค เราถูกกลืนไปกับกระแสแห่งการรวบรัดตัดความ ขนาดอ่านหนังสือยังต้องมีมุม Quote ให้เราเลย นับประสาอะไรกับคอนเสิร์ตพี่เบิร์ด การถูกโจมตีด้วยเพลงฮิตที่พิกลพิการ มาไม่เต็มทั้งเพลง แต่อัดท่อนฮุคซ้ำไปสองสามรอบ อย่างถี่ๆ ตลอดคอนเสิร์ต มันก็ทำให้เราช้ำเหมือนกัน ยิ่งถ้าเราคาดหวังจะดื่มด่ำกับทุกถ้อยทุกคำในบทเพลง เรายิ่งแทบอยากจะทิ้งตัว 

เอาล่ะ แต่ด้านที่เราสนุกมันก็มี เหล่านั้นคือ 
  • ท่วงท่าของนางนิวจิ๋ว นางเหมือนเกิดมาเพื่อกันและกัน 
  • โชว์ "คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ" ที่ทำให้รู้สึกดีกับลุลามากๆ จากที่แต่เดิมก็ไม่ได้ชอบอะไรกันเป็นพิเศษ 
  • ลุลา นิว จิ๋ว และโชว์เพลงประวัติศาสตร์ อันนั้นดี...
  • พี่แอม เสาวลักษณ์ ผู้ที่ขึ้นมาบนเวทีเพื่อสอนให้ศิลปินรุ่นใหม่รู้ว่าความตลกโปกฮาบนเวทีมันต้องเป็นแบบไหน
  • การปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดของ หญิงลี ศรีจุมพล กับเพลงฮิตของนาง มาเพลงเดียวคนลุกเต้นกันทั้งฮอลล์ นั่งมาทั้งคอนฯ เจอเพลงหญิงลีกูดิ้นไม่เป็นท่าเลยค่ะ กราบนางจริงๆ 

ไม่ค่อยเอนจอยกับคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดครั้งนี้เท่าไหร่เลย และคงมีผลต่อการตีตั๋วรอบหน้า คุยกับท๊อประหว่างทางไปเมืองทอง ว่าพี่เบิร์ดอ่ะเพลงะเพราะเยอะ โดยเฉพาะเพลงช้าที่ขึ้นหิ้งไปไม่รู้กี่เพลง ด้วยอายุอานามของพี่แกแล้ว หากคอนเสิร์ตครั้งหน้าจะเป็น "ธงไชย นั่งเล่น" ไม่ต้องเต้น ต้องโชว์เสื้อผ้าอลังการ แขกรับเชิญเลอค่าอะไรทั้งนั้น เอาพี่เบิร์ดมานั่ง ดนตรีแน่นๆ แล้วให้แกร้องเพลงช้าของแกทั้งหมด ห้ามเมดเลย์ ร้องเต็มเพลง เปลี่ยนเสื้อผ้าสามชุด หากเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง คอนเสิร์ตนั้นจะมีฉันนั่งแกว่งดาบไฟไหวๆ อยู่ที่ชั้นสามบัตรราคาพันห้าแน่นอน สัญญาต้องเป็นสัญญา...



6 2 13 : เต้นไปตามจังหวะของความทรงจำ


คอนเสิร์ต 6 2 13 (2013, Atime Showbiz, A++++++)

อาร์เอสคือตัวเราในตอนประถม แกรมมี่คือตัวเราช่วงมัธยมและหลังจากนั้น...

เอาจริงๆ ตอนที่อัลบั้ม 6 2 12 รุ่งเรือง และเหล่าศิลปินทั้ง 5 คน + 1 กลุ่ม กำลังดังสุดๆ นั้นเรายังโตไม่ทันกรี๊ดหรอก ความทรงจำเดียวที่มีอยู่คือตอนป.3 ชอบยูเอชทีมาก ในงานวันรื่นเริงที่โรงเรียน รุ่นพี่มัธยมที่เป็นทอมเต้น "ผ่านการฆ่าเชื้อบรรจุเอาไว้อยู่ในกล่อง" กันให้เอิกเกริก ตอนนั้นขนจั๊กกะแร้ยังไม่ทันขึ้นจะให้มีอารมณ์ทางเพศกับนักร้องดาราก็คงไม่ใช่ รู้แต่ว่ากลับบ้านมาต้องเปิดเทปยูเอชทีฟังและร้องตาม จนกระทั่งพ่อทำเทปหาย ก็โกรธพ่อมากจนพ่อต้องซื้อมาคืนให้ พอเริ่มเป็นสาวก็ดันถูกใจนักร้องค่ายลาดพร้าวมากกว่า แต่ทุกเพลงของฝั่งอโศกอิฉันก็ร้องได้หมด เป็นติ่งทั้งสองค่าย แต่เทใจเป็นอาร์เอสสตาร์คลับมากกว่านิดนึง

แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเนื้อหาเพลงและการปรากฏอยู่ของศิลปินแกรมมี่จะเข้าที่เข้าทางกับชีวิตเรามากกว่า ละครเอ็กแซ็กท์สำหรับสมัยนั้นถือว่าเป็นละครน้ำดีมาก ซึ่งมันก็เป็นนักร้องแกรมมี่เนี่ยแหละที่มาร้องมั่งเล่นมั่ง ก็เลยเริ่มผูกพัน และกลายเป็นว่าตัวเราในตอนนั้นโตมากับ นัท มอส ซาซ่า นิโคล เจสัน ทาทา มาช่า (เอ่อ คนสุดท้ายไม่น่าใช่)

กลับมาที่คอนเสิร์ต 6 2 13 มันอารมณ์เดียวกับคอนฯ Raptor ครั้งแรกที่จัดพารากอนเลย คือมันโหยหา ต้องการ คาดหวัง และก็ค่อนข้างจะอิ่มมากเมื่อดูจบ อาจจะด้วยฮอลล์ที่ไม่ใหญ่มาก และเวทีคราวนี้ก็ออกแบบมาเอาใจบัตรราคาถูกเฉยเลย ถือว่าเป็นการซื้อบัตรพันห้าที่คุ้มที่สุดตั้งแต่เคยซื้อมา 555

เปิดตัวด้วยเพลงจากอัลบั้ม 6 2 12 ที่เราว่าความฮิตมันสู้เพลงในอัลบั้มเดี่ยวของแต่ละคนไม่ได้ แต่แค่ตรงนั้นก็เต้นเป็นบ้าไปหนึ่งดอกแล้ว จากนั้นก็ต่อด้วยโชว์ของแต่ละคนเดี่ยวๆ เรียงกันไปเลย ตั้งแต่

นัท - นางขุดหีบเพลงช้าของนางมาร้องแบบไม่เกรงใจเพื่อนกูที่เพิ่งอกหักเลย ดีใจมากที่ได้ฟัง "ขอโทษที่กวนใจเธอ" เพราะตอนม.ปลายนี่เวรี่อิน แต่"ร้กไม่ช่วยอะไร" มันหลุดไปหน่อย ทั้งที่ยังเหลือเพลงฮิตในวันวานของนางอีกเพียบที่ไม่ได้ร้อง อย่างของขวัญวันปวดใจ, ผู้ชายคนนั้นฉันให้เธอ หรือเพลงเร็วอย่าง ปราศจากน้ำตาล ที่ตั้งใจจะมาเต้นมาก ... นัทเป็นคนเดียวที่เรารู้สึกเหมือนดูคอนเสิร์ตโลกดนตรี หรือ MBK Hall อยู่ เพราะด้วยวิธีการพูด คำพูด ท่าทาง มันเชย เชย และเชยมาก แต่ก็ดี เพราะในคอนฯ นี้ มีคนที่พร้อมจะแย่งกันพูดอยู่เยอะมากเกินไปแล้ว

ยูเอชที - กรี๊ดปอดแตกไปเลยให้บอยแบนด์ในดวงใจหนู แม้ว่าจะไม่มีพี่ไก่ แต่แค่นี้ก็ฟินมากเหลือเกินแล้ว เสียดายที่ร้องเพลงน้อยไปหน่อย เพลงช้าๆ ที่อยากฟังอย่าง "ที่ว่างของเธอ", "เพื่อนเก่า", "ใจละลาย" ก็ไม่ได้ฟัง ส่วนเรื่องความเจื่อนก็มีอยู่บ้าง เพราะทุกคนพูดไม่เก่งเท่าไหร่ ต้องขอบคุณที่มีเอกกี้อยู่ตรงนั้น แม้มันจะกลายเป็นเวทีของนางไปเลยก็ตาม

ส่วนตอนที่น้ำตาซึม ภาพอดีตแว๊บว๊าบกลับมาที่สุด ก็ตอนที่ทั้งฮอลล์ร่วมใจกันชูป้ายให้ UHT นี่แหละ เคยร้องไห้ให้กับโปรเจ็คต์แบบนี้มาแล้วตอนคอนฯ แร็พเตอร์ ตอนนั้นร้องเพราะคิดถึงตัวเองในตอนนั้น แต่สำหรับครั้งนี้ ร้องไห้เพราะคิดถึงศิลปินที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ เราผูกพันกับวงนี้มาก ได้แรงบันดาลใจแบบติ่งๆ หลายอย่างจากวงนี้ แค่ได้เห็นพวกพี่ๆ กลับมารวมกันได้ขนาดนี้ ในอายุเท่านี้ ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

มอส - พี่มอสนี่ไม่คิดถึงเท่าไหร่เพราะเห็นหน้าออกบ่อย (คล้ายๆ ที่รู้สึกกับเจมส์ และลิฟท์ออย) ส่วนเพลงของพี่มอสพวก ด้วยรักและปลาทู, เชื่อเถอะครับ นี่ก็ได้ยินโคตรบ่อยบนเวทีเดอะสตาร์ ส่วนเพลงอื่นๆ ก็เต้นตายไม่แพ้ที่เคยเต้นกลางสนามตอนอยู่ประถมเลย ชอบการไสโรลเลอร์เบลดขึ้นมา และล้มด้วย มันเรียลดี 5555

ทาทา - นางดีหมดแหละ แต่ข้องใจเล็กน้อยว่าทำไมถึงเอา ดูมดูม และ อาโบเดเบ มาร้อง ทั้งๆ ที่เพลงดีในสมัยนั้นของนางมีอยู่เยอะมาก

คริสติน่า - แม่ติ๊เป๊ะ หน้าตึง แสดงอารมณ์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่เพราะหน้าตึงมาก แต่เพลงแม่แต่ละเพลงที่เลือกมานี่ถือว่าลงตัวสุดๆ พอๆ กับของพี่เจ ทำเพื่อนสาวหนูเต้นตาย สวัสดีค่ะคุณแม่

เจ - พี่เจแกมาสายเอนเตอร์เทนสุดๆ ให้กูยกมืออยู่นั่นแหละ ภาคดนตรีก็แข็งแรงขึงขังมาก ความดีมันอยู่ตรงที่พี่เจแกมาเปิดตัวตรงสแตนด์พันห้า ให้พวกยาจกผู้อดอยากได้สูดดมกลิ่นเซเลป บอกแล้วว่าคอนนี้เอาใจคนจนจริงๆ ส่วนเพลงของพี่เจที่เลือกมานั้นดีมากพอๆ กับเพลงป้าติ๊ ให้กูหยุดเต้นบ้างเหอะ

และเมื่อจบทั้งหมด วิชวลบนเวทีก็ขึ้นมาดื้อๆ เลยว่า ต่อไปจะเป็นการเต้นแบบนัน-สต๊อป พวกเอ็งพร้อมกันมั้ย พร้อมล่ะซี เอ้า 3 - 2 -1 เริ่ม อีสัสสสสส!!! กูเหนื่อยมากกกกก เต้นมาตั้งแต่เริ่ม ตอนเพลงช้าก็ร้องจนเสียงหาย แถมอีช่วงเต้นป่าแตกนี่ก็เอาเพลงที่กั๊กไว้ไม่ร้องในช่วงแยก มารวมไว้หมด ทีนี้เพลงพีคๆ อย่างแมลงเนี่ยพละกำลังของคนดูก็แผ่วอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยายามฝืนร่างเต้นให้คุ้มกับที่เขาเลือกเพลงมาให้ เต้นไปก็ดูนาฬิกาไปว่ามึงจะเลิกพร้อมผับปิดเลยหรืออย่างไร สุดท้ายก็จบจริงๆ ที่เวลาห้าทุ่มครึ่ง สิริรวมเวลาคอนเสิร์ต สามชั่วโมงครึ่ง ... วันหลังเขียนไว้ตอนจองเลยว่าให้เตรียมร่างกายมาด้วย และถ้าให้กูเอาน้ำเข้าไปได้จะเป็นพระคุณมาก นักบอลแม่งเตะกันชั่วโมงครึ่งมีพักกินน้ำ เป็นคนดูคอนเสิร์ตเต้นไปสามชั่วโมงไม่ได้กินอะไรเลยจ้ะ ลมจะใส่เอา

สรุปว่าอิฉันมีความสุขมาก จากศิลปินก็ส่วนหนึ่ง จากความทรงจำก็ส่วนหนึ่ง และจากเพื่อนที่ไปดูด้วยกันก็อีกส่วนหนึ่ง ความฝันที่จะได้ดูยูเอชทีเล่นคอนเสิร์ตสดๆ เป็นจริงเข้าให้แล้ว ขอบคุณพี่ฉอดมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



อัสนี - วสันต์ คอนเสิร์ต "ให้เธอ"

คอนเสิร์ตอัสนี - วสันต์ "SCB ให้เธอ" (2013,B+)


ทุกปีพอเข้าเดือนมกราคม ฉันก็จะเริ่มตื่นเต้นตะกุยตะกายหาบัตรคอนเสิร์ตมายไอดอล "อัสนี - วสันต์" ที่ SCB เค้าจะจัดแบบลับๆ เป็นสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ารายใหญ่ จนถึงปีนี้ก็ไปดูมาติดต่อกัน 3 ปีเข้าให้แล้ว แน่นอนว่าฉันไม่ใช่ลูกค้ารายใหญ่แหงๆ จะมีแต่หนี้อันก่อให้กับธนาคารเขามากกว่า แต่อาจจะเพราะว่ามีดวงอุปถัมภ์ดี ทุกปีก็เลยจะได้บัตรที่ใครก็ว่าหายากสุดๆ ผ่านประตูเข้าไปชมตลอด อันนี้ก็ต้องขอบพระคุณผู้อุปถัมภ์อิชั้นทุกคนเอาไว้ ณ ตรงนี้ด้วย ขอทุกปีเลยนะคะ :)

เป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าชื่อคอนเสิร์ตก็จะต้องเป็นชื่อเพลงของพี่เค้า เมื่อปีก่อนชื่อ "เกี่ยวก้อย" ปีที่แล้วก็ "อยากได้ยินว่ารักกัน" ส่วนปีนี้ "ให้เธอ" (ไม่นับตัวคอนเสิร์ตใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว "บ้าหอบฟาง" นะ) ดังนั้นเราก็จะมั่นใจได้เลยว่า ยังไงก็ต้องได้ฟังเพลงที่เป็นชื่อคอนเสิร์ตในงานแน่ๆ

เท่าที่สังเกตด้วยตา คอนเสิร์ตปีนี้คอนเยอะและเต็มเร็วกว่าปีก่อนๆ คงเพราะว่ามันจัดในตอนเย็นของวันธรรมดาด้วยแหละ มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็ต้องฝ่าฟันการจราจรอันแสนโหดร้ายถ่อไปให้ถึงเมืองทองโน่น ดังนั้นก็เลยมีหลายคนที่กว่าจะมาถึงก็สองทุ่มครึ่ง สามทุ่มก็มี ทั้งๆ ที่งานเริ่มตอนทุ่มครึ่ง

ด้านโปรดักชั่น ปีนี้ได้ทำได้ดีและสมบูรณ์แบบกว่าหลายครั้งที่เคยไปดู เสียง ณ จุดที่เราได้ยินค่อนข้างโอเค (ชั้นล่างด้านซ้าย) ส่วน Visual มันก็จะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าภาพกราฟฟิกวนไปวนมา เพียงแต่จอชัดขึ้นและดูเท่ห์ขึ้นเล็กน้อย


เรื่องคิวเพลง ด้วยแนวของคอนเสิร์ตพี่ป้อมพี่โต๊ะแกอยู่แล้วที่จะไม่เน้นพูดมาก ขอแกโชว์ร้องและโซโล่กีตาร์ดีกว่า ดังนั้นเราก็เลยได้ฟังเพลงของพี่แกแบบให้ตายกันไปข้าง ตะโกนร้องตามจนเสียงแหบไปหมด ยกมือขวาโยกๆ จนวันรุ่งขึ้นรู้สึกปวดแขน (ขนาดนั้นเลย!) ที่ชอบมากคือปีนี้ไม่มีการร้องเพลงคนอื่น (ยกเว้น "รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง" เพลงเดียว) เพราะว่าเฉพาะเพลงของพี่มันก็เยอะมากอยู่แล้ว และแฟนๆ ก็อยากจะฟังหลายๆ เพลงที่หาฟังไม่ค่อยได้ ถ้าเอาเพลงคนอื่นมาร้องเยอะไปมันก็น่าเสียใจอยู่เหมือนกันนะพี่นะ 

อีกช่วงที่ดีมากคือพี่ป้อมแกยกเวทีให้พี่โต๊ะร้องเพลงติดๆ กันไปเลยสามเพลง มี "ให้เธอ", "ทุกที ทุกที่เลย" และ "ฉันเองก็เสียใจ" ซึ่งเพลงสุดท้ายนี่ไม่ได้ฟังมานานมากกก ถือเป็นโมเมนท์ดีๆ อันนึง แต่ก็ยังมีอีกหลายเพลงที่คาดหวังว่าจะได้ฟังพี่โต๊ะแกร้องสดๆ ทั้ง "คงเดิม", "จะพยายาม" และ "แทนคำนั้น" 

ส่วนพี่ป้อมแกก็ไม่น้อยหน้าล่ะ ในเพลง "พูดลอยลอย" แกวางกีตาร์ คว้าแว่นดำมาใส่ ถือไมค์ลอยเดินรอบเวที เรียกเสียงกรี๊ดจากคนดูยับเลย เพราะคงไม่บ่อยที่จะได้เห็นแกในลุคนี้ 


ที่เซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือแขกรับเชิญปีนี้ ซึ่งได้แก่ "พี่แอ๊ด คาราบาว" ที่พอแกปรากฏตัว บรรดาสาวก (แฟนเพลงพี่ป้อมพี่โต๊ะส่วนใหญ่จะเป็นแฟนเพลงคาราบาวด้วย คล้ายว่าเป็นแพ็คเกจคู่) ก็ลุกขึ้นมากรีดร้องและชูมือเป็นท่าหัวควายกันทั้งฮอลล์ พี่แอ๊ดแกเปิดตัวในเพลง "วณิพก" ต่อด้วย "ชีวิตสัมพันธ์" ที่จำได้ลางๆ ว่าเคยฟังพี่แกฟีดเจอริ่งกันแบบสดๆ มาแล้วครั้งนึงตอนคอนเสิร์ตที่ราชมังคลา (ตอนนั้นนั่งบัตรห้าร้อย อยู่ในจุดสูงสุดของสนาม แต่โคตรมันส์) จากนั้นก็ลากไปค้นหาความหมายของชีวิตในเพลง "ทะเลใจ" ก่อนที่พี่แอ๊ดจะจากไปพร้อมกับเพลง "คนจนผู้ยิ่งใหญ่" ฟินกันไปทั้งบาง 

ยังมีอีกหลายเพลงที่หวังจะได้ฟังแต่ก็ไม่ได้ฟัง เช่น บ้าหอบฟาง, สายล่อฟ้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคอนเสิร์ตประจำปีของพี่ป้อมพี่โต๊ะครั้งนี้ก็ทำให้แฟนเดนตายเช่นฉันอิ่มใจในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ฉันคงเกิดผิดยุคสมัยไปจริงๆ น่ะแหละ 

ตัวอย่างบรรยากาศในคอนเสิร์ตที่ผ่านมาจ้ะ




25 ปี "แบบ เบิร์ด เบิร์ด": พี่เบิร์ดของเรายังอยู่


แบบ เบิร์ด เบิร์ด ตอน วันของเรา Young อยู่ (2012, GMM Live, 7/10)


แต่ก่อนไม่ใช่แฟนคอนเสิร์ตหรือโชว์ของพี่เบิร์ดขนาดนั้น จนกระทั่งเมื่อซักสี่ปีก่อนได้บัตรฟรีไปดูคอนเสิร์ตแก แล้วเราก็ต้องยอมแพ้ให้กับมุข "ลุกแล้วรวย" ที่พี่เบิร์ดแกเล่นในคอนเสิร์ตแกซ้ำทุกครั้ง (แต่ก็ได้ผลทุกครั้งนะ) หลังจากนั้นมา ถ้ามีเวลา และมีเงิน (สำคัญกว่าเวลา) ก็จะคอยติดตามชมคอนเสิร์ตของพี่เบิร์ดมาโดยตลอด

"แบบ เบิร์ด เบิร์ด ตอน วันของเรา Young อยู่" จัดขึ้นเพื่อฉลองครบ 25 ปีของแบบเบิร์ดเบิร์ด ซึ่งแม่งเท่าอายุฉันเลย!?! ดังนั้นในคอนเสิร์ตก็เลยเนืองแน่นไปด้วยคุณป้า อาอึ้ม ไล่ลงมารุ่นคุณน้า คุณพี่ รุ่นๆ ฉันก็พอมี และที่เหลือก็เป็นเด็กน้อยวัย 0-10 ขวบที่วิ่งพล่านกันให้เต็มฮอลล์ ต้องก้มไปดูบัตรอีกทีว่านี่กูไม่ได้มาดูดิสนีย์ ออน ไอซ์ ใช่มั้ย ทำไมเด็กมันถึงได้เยอะขนาดนี้ แต่ก็ต้องยอมให้พี่เบิร์ดแกจริงๆ เพราะตั้งแต่แกมีเบิร์ดแลนด์เป็นของตัวเอง แกก็ได้ขยายฐานลูกค้า เปิดตลาดกลุ่มใหม่ที่ยังคงเรียกแกว่า "พี่เบิร์ด" แม้จะเรียกว่าปู่ หรือ ย่า ได้แล้ว

ตอนเริ่มมีโชว์จากเด็กๆ Young เบิร์ด เพลงอยู่คนเดียว และโชว์จาก Baby Mime เป็นการอุ่นเครื่อง จากนั้นก็เริ่มโชว์อย่างเป็นทางการโดยพี่เบิร์ดแกออกมาสวัสดียินดีต้อนรับโดยไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการอะไรเลย ซึ่งเราว่ามันก็โอเคแล้ว เพราะทุกครั้งกว่าจะเปิดตัวศิลปินได้ที แม่งคนดูไม่รู้โดนหลอกไปกี่รอบ ผ่าง ผ่าง ผ่าง ยิงไฟเลเซอร์สามสี่ที ยิงสโตรคไม่ยั้ง ระเบิดตู้มๆๆ ศิลปินถึงจะโผล่ขึ้นมาจากใต้เวที ฉันว่าบรรดาผู้จัดคอนเสิร์ตเอาจริงกับซีนเปิดตัวกันมากเกินไป จนเริ่มจะคล้ายพิธีจุดคบเพลิงโอลิมปิกเข้าไปทุกที การคืนสู่สามัญในฉากเปิดตัวพี่เบิร์ดเที่ยวนี้เลยได้ความประทับใจจากฉันไปมาก

วิช่วลคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดยังคงน่าประทับใจเช่นเดิม คือเราสามารถคาดหวังได้เลยเมื่อซื้อบัตรคอนเสิร์ตว่าต่อให้มันจะไม่สนุกเลยก็ตาม แต่อย่างน้อยวิช่วลทั้งหมด อาร์ตไดเร็คชั่นทั้งหมดมันจะไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก จังหวะ คิวเทคนิค และคิวการแสดงทั้งหมดไหลลื่นมาก แทบจะหาจุดผิดไม่ได้ แม้ในบางเพลงจะแผ่วๆ ไปบ้าง แต่กับเพลงโชว์ เพลงที่จะขายวิช่วลก็ทำจนสุดทางจริงๆ บางเพลงเรารู้สึกเลยว่ามันถูกคิดมาเยอะมาก ที่จะทำให้ทั้งชุดแดนเซอร์ ภาพบนจอ คิวไฟ สีไฟ และเทคนิคอื่นๆ มันซิงค์กันขนาดนั้น เป็นจุดแข็งของโชว์พี่เบิร์ดที่ยังคงเป็นอยู่ตลอดมา

คอนเสิร์ตไทยส่วนใหญ่ก็จะต้องมีซีนที่ศิลปินพบปะประชาชน จะใกล้ชิดมากหรือน้อยอันนี้ฉันไม่รู้ว่าขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเทคนิค หรือเป็นความอิดออดของศิลปินที่บางทีก็อาจจะไม่อยากใกล้ชิดซักเท่าไหร่ และส่วนใหญ่ประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์ในการสูดดมศิลปินอย่างเวรี่โคลสอัพขนาดนั้นก็มักจะเป็นผู้มีอันจะกินชั้นหนึ่ง มีบ้างที่เผื่อแผ่เมตตามาหาคนชั้นสอง แต่คนชั้นสามอย่างเราเหมือนมาดูโชว์จริงๆ ต้องมีใจอุเบกขามากในการวางเฉยต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยเราไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย ส่วนของพี่เบิร์ด จุดขายของแกคือแกเข้าหาและเข้าถึงทุกคน ดังนั้นในทุกคอนของแก ทุกคนก็จะคาดหวังซีนพบปะมะเทิ่งกับพี่เบิร์ดว่ารอบนี้จะเป็นยังไงน้า ซึ่งเที่ยวนี้พี่เบิร์ดแกจัดให้ประชาชน 3 รอบหนักๆ ไล่ตั้งแต่ชั้นหนึ่งที่ใครใคร่จะจูบจะหอมแกก็เปิดรับเต็มที่ /ชั้นสองที่พี่เบิร์ดขึ้นนั่งร้านล้อเลื่อนโปรดประชากรชั้นสอง และสุดท้ายคือแกขึ้นเครนหมุนความสูงเกือบถึงชั้นสาม แผ่เมตตาสู่ประชาชนผู้ยากไร้ที่ชั้นสูงได้ความอิ่มใจไปถ้วนหน้ากัน

อย่างไรก็ดี ซีนพบปะประชาชนที่ประทับใจที่สุดจนถึงตอนนี้ ยังคงมีอยู่สองอันที่ยังไม่มีอันไหนเอาชนะได้ หนึ่งคือคอนเสิร์ต Raptor ที่จอนนี่ หลุยส์ มาโผล่ตรงสแตนด์พันบาท ใกล้มากๆ มาตอนเพลงคิดถึงเธอด้วย เป็นจังหวะที่ถูกที่ถูกเวลามาก ประทับใจในอารมณ์ที่สุด ส่วนอีกอันคือเพลง "ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ" ที่พี่บี้แกขึ้นสลิงรัดเป้า แล้วบินร่อนไปทั่วทั้งฮอลล์ ขนาดเราที่ซื้อบัตรสามร้อยบาทไปดูขำๆ อยู่ชั้นบนสุด ยังเห็นพี่บี้อย่างใกล้ชิด อันนั้นก็พีคมากด้านความแข็งแรง กำยำ และทุ่มเทมากๆ ของพี่บี้


ที่รู้สึกแหม่งๆ คงเป็นความไม่ค่อยแน่ใจในคอนเซ็ปต์ของคอนนี้เท่าไหร่ คือชื่อมันบอกว่า "วันของเรายังอยู่" มีก็อปปี้ทำนองว่า เอาตัวเด็กของคุณมาสนุกกันในคอนเสิร์ตนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ เราว่าคอนเซ็ปต์มันไม่แข็งแรงเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังงงๆ ว่าความต่อเนื่องของแต่ละโชว์คืออะไร มันคือการเอาเพลง และแบบ เบิร์ดเบิร์ด ทุกครั้งมาตีความทำใหม่ ให้ทันสมัยและฉูดฉาดขึ้นเหรอ โอเคในแง่ความสนุก เอนเตอร์เทนพี่เบิร์ด และโชว์โดยรวมทำได้ดี แต่ในแง่ความต่อเนื่อง เรื่องราว มันยังไม่สุดเท่าไหร่

เพลงของพี่เบิร์ดมีเยอะมาก แล้วก็เพราะมากๆ โดยเฉพาะเพลงเก่าๆ สมัยที่พี่เต๋อ เรวัต แต่งให้ แล้วที่เรามาดูแบบเบิร์ดเบิร์ดครั้งนี้ก็เพราะอยากจะฟังเพลงเก่าให้หนำใจ แต่ไม่รู้ทำไมถึงจะต้องจัดช่วงนึงเป็นช่วงเปิดผับแดนซ์กระจายแล้วให้พี่เบิร์ดแกร้องเพลงป๊อปๆ อย่าง คิดมาก, โปรดส่งใครมารักฉันที, เพียงกระซิบ ฯลฯ ให้คนดูเต้นกันหัวหลุด เป็นช่วงงงๆ ที่ถ้าไม่คิดมากมันก็สนุกดี แต่มุขนี้เคยใช้แล้วตอนคอนเสิร์ตอาสาสนุก แล้วก็เอามาฉายซ้ำอีก เป็นความงงซ้ำซ้อน เต้นให้มันจนสุดแล้วก็จบไป พี่เบิร์ดแกก็กลับมาร้องเพลงแกเหมือนเดิม แล้วเมื่อกี๊คืออะไรพี่ มันคืออะไร...

แขกรับเชิญ (ตู่ นันทิดา และลูกสาว น้องเพลง, แหวน ฐิติมา และลูกสาว น้องปันปัน, ชมพู่ อารยา, โก๊ะตี๋ และตุ๊กกี้) ถือว่าเยอะดีแต่ไม่ประทับใจเท่าไหร่ ซีนคุณตู่ คุณแหวนและลูกๆ นี่โอเคนะ มันให้ความรู้สึกถึงการเติบโต และรู้สึกได้ว่า 25 ปีที่ผ่านมาเนี่ยมันนานมาก เปลี่ยนผู้หญิงคนนึงเป็นแม่คน และลูกสาวเธอก็โตจนขึ้นเวทีคอนเสิร์ตได้แล้ว อันเนี้ยเราโอเคในคอนเซ็ปต์ แต่อย่างชมพู่ ตุ๊กกี้ โก๊ะตี๋ นี่ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าได้เห็นดาราดังๆ ที่กำลังอยู่ในกระแส บนเวที ไม่ได้เชื่อมโยงอะไรกับพี่เบิร์ดมากนัก แถมปล่อยยาวเป็นช่วงใหญ่ ฉันเผลอหลับไปหน่อยก็ตอนนั้น

ช่วงท้ายของคอนเสิร์ตทำได้ดีขึ้น ตั้งแต่เพลง "มีแต่คิดถึง" เป็นต้นไป คนดูก็โดนบิ้วท์ให้ย้อนนึกไปถึงแบบเบิร์ดๆ ครั้งก่อนๆ แขกรับเชิญทุกคน และทีมงานที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ทั้งหมด โดยมี VO ของพี่เบิร์ดประกอบภาพ ซีนนั้นถึงมันจะช้ำมากแต่ว่าก็ทำให้เราอิน ปรับอารมณ์ได้เยอะ และน่าจะเป็นช่วงหนักๆ ช่วงเดียวที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับโชว์นี้ รู้สึกว่ามันขลังมากจนอยากจะร้องไห้ ภาพคุณแม่อุดมร้องเพลงบ้านหลังน้อย ตอนแบบเบิร์ดๆ ครั้งแรก ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ยังซึ้ง เชื่อว่าคุณป้าๆ ที่รักพี่เบิร์ดมากคงร้องไห้กันตอนนี้แหละ

ทั้งหมดทั้งมวลคอนเสิร์ตใช้เวลาไปสี่ชั่วโมงเต็มๆ (สี่โมงเลิกสองทุ่ม ฮะห์!) โดยที่พี่เบิร์ดแกรันของแกคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ที่หายไปหลังเวทีคือไปเปลี่ยนชุดทั้งนั้น มีน้อยมากที่ปล่อยเวทีให้แขกรับเชิญอยู่นาน คอนเสิร์ตไทยหลังๆ มานี้ที่เราได้ดูศิลปินจะหายไปโคตรนาน ตัดเป็นช่วงแขกรับเชิญไปซะดื้อๆ ซึ่งต้องนับถือพละกำลังพี่เบิร์ดแกจริงๆ แกเป็นเจ้าของโชว์นี้ แล้วเราก็แทบจะไม่รู้สึกในช่วงไหนเลยว่าพี่เบิร์ดหายไป

ส่วนเรื่องเพลง เซอร์ไพรส์ที่ได้ฟัง "ความสุข ความทรงจำฯ" เป็นเพลงปิดคอนเสิร์ต แต่ก็เสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้ฟัง "หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ" แต่ว่าเพลงนี้มันได้เป็นซีนพีคจนอิ่มไปแล้วตอนคอนเสิร์ตอาสาสนุก ดังนั้นถ้ามันจะมาเป็นเพลงธรรมดาๆ ในคอนเสิร์ตนี้ก็สู้ไม่มีไปเลยดีกว่า

จากนี้ไม่รู้ว่าพี่เบิร์ดแกจะมีอัลบั้มอีกรึเปล่า จะมีคอนเสิร์ตประจำอัลบั้มของแกอีกมั้ย แล้วแบบเบิร์ดเบิร์ดจะยังได้จัดอยู่อีกมั้ย แต่ถ้ามีอีก ก็คงมีฉันไปนั่งดูอยู่ที่บัตรพันห้าเหมือนเดิมแหละนะคะพี่เบิร์ด หนูเป็นผลผลิตของของยุคเบิร์ดรุ่งเรือง แม่หนูมีเทปของพี่ พอหนูโตมาก็ฟังเพลงชุดซ่อมได้ของพี่ผ่านแผ่นประเทืองและแวมไพร์ ตอนช่วงย้ายมาคอนโดไม่มีทีวีดู หนูก็ซื้อซีดีชุดอาสาสนุกของพี่มาเปิดฟังวนไปวนมาจนร้องได้หมดโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าพี่จะเป็นพี่ เป็นลุง เป็นป้า เป็นปู่ เป็นย่า พี่ก็เป็นศิลปินที่ทำคอนเสิร์ตได้ดีคนนึงเลยนะคะ :)


Lift & Oil Happy Party Concert : ความสนุกมันอยู่ที่ท่อนฮุค!


Lift & Oil Happy Party Concert
14.07.2012 | Impact Arena เมืองทองธานี
Official Guest: เต๋า สมชาย, ตั๊ก บริบูรณ์, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, บาซู
Unofficial Guest: นุ๊ก สุทธิดา, ปราโมทย์ แสงศร, เท่ง เถิดเทิง, โก้ ธีรศักดิ์ ครีมหน้าเด้ง





ต้องยอมรับว่า ระดับความเข้าถึงเพลงต่างๆ ในคอนเสิร์ตครั้งนี้สำหรับฉันนั้นด้อยกว่าตอน Raptor อยู่ประมาณสองสเต็ป คือตอน Raptor เนี่ยสามารถร้องได้ตั้งแต่ต้นเพลงยันจบเพลง แค่อินโทรขึ้นก็รู้เลยว่านี่คือเพลงอะไร ท่าเต้นเป็นยังไง แต่กับ Lift & Oil Happy Party Concert ครั้งนี้ หลายเพลงต้องรอให้เนื้อเพลงท่อนแรกขึ้นก่อน หรือไม่ก็รอจนเข้าฮุคเลยถึงจะรู้ว่าเพลงอะไร

ที่เป็นงี้ก็ไม่น่าแปลกเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าคอนเสิร์ตนี้จะวางกลุ่มเป้าหมายเอาไว้ที่ Gen X ปลายๆ Gen Y ต้นๆ ดังนั้นอายุของคนที่จะอินกับคอนฯ นี้ที่สุดก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ 28-38 หรือเลยไปสี่สิบก็น่าจะยังไหว (แต่หนูว่าพีไปฟังพวกไมโครไปเลยจะเหมาะสมกว่า) ดังนั้นมันจึงถูกแล้วแหละที่เราจะไม่ได้อินอะไรมากมาย เรารู้จักเพลงเพราะว่าพี่เรา ฟัง พี่เรามีเทปของลิฟท์ออย บอยสเก๊าท์ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ฯลฯ เหล่าบรรดาศิลปินรุ่นแรกๆ ของยุค RS รุ่งเรืองในช่วงปี 90 ถ้าให้เห็นภาพมากขึ้นอีกก็คือ ศิลปินกลุ่มนี้จะร่วมกันเป็น RS Super teens เป็นการรวมกลุ่มรุ่นแรกๆ เลยมั้ง ก่อนที่จะเป็น The Next และ X Venture ตามมา ดังนั้น ศิลปินและแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตนี้ก็เลยมาจากยุค Super Teens เนี่ยแหละ จะมีใครเดี๋ยวจะค่อยๆ ว่าไป

กลับเข้ามาที่คอนเสิร์ต ซึ่งไม่ควรเรียกว่าคอนเสิร์ต น่าจะเรียกว่าเป็นวาไรตี้โชว์ที่มีลิฟท์ออยเป็นโฮสต์มากกว่า เพราะว่าแม้ชื่อจะบอกว่าเป็นคอนเสิร์ตของลิฟท์ออย แต่สคริปต์มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกคิดถึงลิฟท์ออยและเพลงของพวกเขาเลย เฟลมากในช่วงต้นที่ร้องเพลงช้าแบบเป็นเมดเลย์ ซึ่งจริงๆ สำหรับฉันเพลงช้าของลิฟท์ออยน่าจดจำและดังมากกว่าเพลงเร็วอีกมั้ง แต่พอมาร้องเร่งๆ ในช่วงแรกก็เลยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเอ๊ะ คือเพลงของลิฟท์ออยก็น้อยอยู่แล้ว จะมาร้องเป็นเมดเลย์ทำไม แล้วในช่วงท้ายจะเหลืออะไรให้ร้องมั้ยเนี่ย

คำตอบคือ ไม่เหลือเพลงอะไรให้ร้องมากมายตามที่คิดอะแหละ แต่ที่เยอะคือแขกรับเชิญที่มาแบบไม่หมดไม่สิ้น แต่ว่าฟินมาก เริ่มต้นที่พี่ "เต๋า สมชาย" ที่ฉันเชื่อว่าคนดูไม่ได้คิดถึงแกเท่าไหร่หรอก เพราะเห็นหน้าแกตามสื่อบ่อยจะตาย แต่เราคิดถึง "สมชาย จรดปลายเท้า" ท่าเต้นกวนๆ กับเสียงร้องแหบๆ ที่ไม่รู้ว่าแกออกเทปมาได้ไง งานนี้พี่เต๋าแกจัดไปสามสี่เพลง ที่พีคที่สุดก็คงเป็นเพลง "โลกทั้งใบให้นายคนเดียว" หนังที่เราคิดถึงมากที่สุด คลาสสิคและเป็นตำนาน ที่สำคัญคือได้เห็น "เต๋า นุ๊ก โมท" อีกครั้งบนเวทีด้วย แม้จะสั้นมาก แต่ทุกคนก็กรี๊ดจนตาย รู้เลยว่าภาพ "ไม้ เม่น ป้อน" กำลังกระจ่างชัดในความทรงจำของทุกคน

ถัดมา ลิฟท์ออยก็ไม่ร้องเพลงของตัวเองอีก กลายเป็นช่วงเมดเลย์เพลงเก่าช้าๆ ของอาร์เอสซะงั้น แล้วก็ต่อด้วยแขกรับเชิญที่สองคือ "ตั๊ก บริบูรณ์" ที่ฉันว่าแกน่าจะเป็นต้นเหตุของความยืดยาวของคอนเสิร์ต 555 คือแม้มันจะไร้สาระมากๆ แต่ก็ตลกมาก เป็นช่วงพักผ่อนบันเทิงๆ คล้ายว่ามาดูทอล์คโชว์ คุมแกไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ แต่คนดูให้อภัยเพราะว่าสนุก จากนั้นแขกรับเชิญคนต่อไปก็ออกมา คนกรี๊ดจนฮอลล์จะแตก นั่นคือ "ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง" คือพอทัชออกมาฉันและเพื่อนก็รู้ตัวทันทีว่า เราเด็กเกินไปสำหรับคอนเสิร์ตนี้ 555

ทัชนี่เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าพี่เค้าโดดเด่นเรื่องการเต้น แม้ช่วงหลังแกจะไปเอาดีด้านเพลงลูกทุ่ง แต่พอกลับมาโชว์เต้นในคอนเสิร์ตนี้ ด้วยบีทเพลงที่ไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ แต่แกก็สามารถเต้นได้แบบแข็งแรงน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เสียงร้องแกก็ดีเกินมาตรฐานศิลปินคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน น่าเสียดายที่ช่วงนึงแกมีข่าวไม่ค่อยดี ไม่งั้นตอนนี้แกน่าจะยังเฉิดฉายได้อยู่ในวงการ ฟังจากเสียงผู้ชมรอบๆ ที่รู้สึกได้เลยว่าทุกคนคิดถึงทัชมาก ฉันเห็นหลายคนลุกขึ้นยืนแล้วก็ยกนิ้วโป้งแบบ เยี่ยมๆๆ ให้ทัชหลายต่อหลายครั้ง คงอยากจะส่งกำลังใจให้แกล่ะฉันว่า

ช่วงถัดมาเป็นช่วงเพลงเดี่ยวของลิฟท์กะออย ลิฟท์ร้อง "แอบมีเธอ" ส่วนออยร้อง "สวนทาง" (มีการมาเปิดตัวด้านหลังฮอลล์ ก้นออยแน่นมากน่าจับ) แล้วก็เข้าช่วงปาร์ตี้ (ซึ่งตอนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆ) แขกรับเชิญเป็น "บาซู" กับเพลงเก่ง "โธ่เอ๊ย" ฟินเลยที่เพลงนี้ เด็บบี้นางฟ้อนได้ทรงพลังมาก และท่าจบในเพลงที่นางฉีกขากระแทกลงสู่พื้นนั่นมันได้กลายเป็นตำนานแห่งคอนเสิร์ตไปแล้ว (หวังว่าน้องสาวของนางจะยังสบายดี)

หลังจากจบช่วงบาซู ก็เป็นรวมเพลงเต้นทั้งหมดของลิฟท์ออยเอามามิกซ์ใหม่ เป็นจังหวะบีทเดียวกับคอนเสิร์ต Raptor แต่ด้วยความตื๊ดของเพลงไม่เหมือนกัน ระดับความสนุกและอารมณ์ที่เอื้อต่อการเต้นในคอนฯ นี้ก็เลยด้อยไปกว่าเยอะ บวกกับที่คอนเสิร์ตมันเลทมาเยอะมาก ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว คนก็เริ่มทยอยลุกกลับ บรรยากาศมันเลยเริ่มอิหลักอิเหลื่อมาก คือสนุกก็สนุก เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง ตอนจบก็เลยเป็นการจบแบบบริบูรณ์ ไม่ต้องอังกอร์ เรียกทีมงาน แขกรับเชิญ แดนเซอร์ ออกมาเต้น "ดูไม่ดู" ร่วมกันเป็นเพลงสุดท้ายแล้วก็จบลงไปเลยด้วยดี

ฉันว่าด้วยการเรียงสคริปต์ทำให้ในบางจังหวะมันไม่ไหลลื่น กำลังมันส์ๆ อยู่แล้วก็มาเบรคอารมณ์กัน พูดคั่นบ้าง ตัดจบบ้าง รวมถึงการที่ไม่ได้ฟังเพลงของ "ลิฟท์ออย" มากเท่าที่ควรจะเป็น (เพราะว่านี่มันคือคอนเสิร์ตของลิฟท์ออยนะเว้ยยยย) เหล่านี้เป็นข้อที่ไม่ค่อยประทับใจในคอนเสิร์ตนี้ซักเท่าไหร่ ส่วนที่ชอบและฟินมากก็คือเหล่าบรรดาแขกรับเชิญที่กลายเป็นไฮไลท์ของคอนเสิร์ตอาร์เอสช่วงนี้ไปแล้ว เป็นความเซอร์ไพรส์เล็กๆ ว่า ถ้าเจ้าของคอนเสิร์ตเป็นศิลปินคนนี้ มาลุ้นกันดีกว่าว่าแขกรับเชิญจะเป็นใคร ซึ่งจริงๆ แล้วจะเป็นใครก็ได้ในยุคนั้น เพราะว่าเราคิดถึงหมดทุกคนเลย

ทีนี้ก็คงต้องมาลุ้นกันแล้วแหละว่า คอนเสิร์ต "ได้เวลา...เจมส์" จะมันส์ขนาดไหน แล้วเราจะได้เจอใครที่เราคิดถึงอีกบ้าง

ปล. ขอให้เป็นเจอาร์วอยเถอะนะ ฉันจะได้ถามเจอาร์ว่า ทำไมถึงไม่ตอบจดหมายฉันซักที :)


ปล2. แปะ MV เพลงนี้ไว้ด้วยความคิดถึง RS Superteens แล้วเดี๋ยวเราเจอกันใหม่คอนเสิร์ตเจมส์​:)


Jason Mraz 'Tour is a four letter word' 2012 live in Bangkok: You're the best Jason!



Jason Mraz's 'Tour is a four letter word' 2012 live in Bangkok, A++


นับตั้งแต่เมื่อสามหรือสี่ปีที่แล้วที่ไปดู Travis ก็แทบไม่ค่อยได้ไปดูคอนเสิร์ตของศิลปินฝรั่งเลย (ยกเว้นที่มาโชว์แบบไม่เต็มรูปแบบตามงานเทศกาลดนตรีนะ) รอบนี้เห็นว่าเป็นบรูโน่ เอ๊ย Jason Mraz ก็เลยยอมเสียเงินซื้อบัตรราคาถูกสุดเท่าที่รายได้จะอำนวย ไปชมพี่มราซแกซะหน่อย เมื่อชมจบรู้สึกว่ามีสิ่งที่อยากบันทึกเก็บไว้มากมาย จึงเป็นที่มาของการเขียนครั้งนี้

สิ่งที่ชอบ

- ช่วงกลางๆ คอนเสิร์ตถือว่าเรียงเพลงได้ตรงตามใจที่ฉันอยากฟังเลย เพราะว่าเอาเพลงที่ชอบสี่เพลงมาเรียงกัน ใครไม่ฟินกูฟินไปแล้ว เปิดด้วย Bella Luna เพลงที่ไม่คิดว่าจะได้ยินในคอนเสิร์ตนี้ชัวร์ พอพี่เจร้องขึ้นมาหนูก็กรี๊ดเลยค่ะ ต่อด้วย Mr.Curiosity ที่พี่เจโซโล่คีย์บอร์ดคนเดียวเลย และขณะที่ฟัง Mr.Curiosity ก็คิดอยู่ในใจว่า เออ มีเสียงคีย์บอร์ดเพียวๆ แบบนี้ก็อยากฟัง Woman I love เนอะ เพราะชอบเสียงเปียโนของเพลงนี้ เท่านั้นแหละ พี่เจแกเล่น Woman I love ต่อให้เลย อีนิดถึงจุดสุดยอดไปแล้วในตอนนั้น จากนั้นก็ต่อด้วย...

- Beautiful Mess เป็นความตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ซื้อบัตรว่า ขอให้ได้ฟังเพลงนี้แบบสดๆ กับหู แล้วจะไม่ขออะไรอีก ซึ่งก็ได้ฟังแล้วจริงๆ ในคอนเสิร์ตนี้ ไม่ถึงกับร้องไห้แต่ซึมไปเลย โมเมนท์ที่ได้ฟังเพลงนี้เอาไปเลย A++++++++++++++++++++++++

- You and I both ที่มาเล่นในช่วง encore แบบอคูสติก และ I'm coming Over ที่ดูเหมือนไม่น่าจะฟินได้ แต่ชอบวิธีการแสดงที่เหมือนตั้งใจมายั่วล้อคนดู คล้ายๆ กับว่า คาดหวังจะฟังเพลงนี้ใช่ไหมล่ะแก ฉันเล่นให้ฟังนะ แต่จะเล่นแบบนี้ ซึ่งมันไม่ได้แย่นะ เราออกจะชอบ เพราะว่าให้อารมณ์เหมือนเป็นกลุ่มเพื่อนในวงเหล้ามาเล่นดนตรีให้ฟัง น่ารักและเพราะ

- แก๊งค์เครื่องเป่าสามคน กับเจ๊สารพัดประโยชน์ ที่นอกจากเจ๊แกจะเป็นคอรัส สีไวโอลิน แกยังสามารถเป็นตัวแทน Colbie Caillat ร้อง Lucky กับพี่เจได้ และถ้ารู้สึกว่ามือว่างหรือไร้ประโยชน์เมื่อไหร่ เธอก็จะไปหยิบแทมบูรีนมาตี คือจ้างเจ๊แกคนเดียวก็คุ้มสุดๆ

- ภาพสดบนจอ (ไม่ใช่ Visual Graphic นะ) มุมกล้องและการสวิทช์ภาพดีนะ ชอบเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยตรงที่ไม่มีมุมกล้องเครนแบบที่เห็นในคอนเสิร์ตไทย แทบทุกคอนเสิร์ตแล้วแม่งน่ารำคาญมากโดยเฉพาะกับคนที่นั่งฝั่งปีกทั้งซ้ายและ ขวา เพราะอีเครนดอกนี่มันจะไหวมาส่ายไป แทบไม่เป็นอันดูคอนเสิร์ต (ซึ่งอันนี้ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าที่ไม่มีเพราะว่าเป็นรูปแบบของเขาอยู่แล้ว หรือว่าไม่ได้เผื่องบเอาไว้) แล้วก็จะไม่ค่อยเห็นตากล้องออกมาเดินเฉิดฉายขโมยซีนบนเวที ไม่รู้แม่งซุ่มถ่ายอยู่ตรงไหน มุมหลังกลอง, หลังคีย์บอร์ด สวยดี แต่ไม่ยักเห็นตากล้อง หรือเรานั่งสูงไปก็ไม่รู้)

- Jason Mraz เป็นศิลปินจริงๆ ที่ความสามารถเขาสุดๆ แล้ว ตลอดทั้งคอนเสิร์ตเสียงไม่ตก ไม่หลง ไม่เพี้ยน อารมณ์ได้มาก โดยเฉพาะตอน Mr.Curiosity บางทีก็ไม่ได้รู้สึกว่าเรามาดูคอนเสิร์ตของเขาเท่าไหร่ แต่เหมือนเรามานั่งดูเขาเล่นดนตรีกับเพื่อนในห้องซ้อมที่มีกระจกรอบ แล้วมีคนเป็นหมื่นๆ พันๆ แอบดูแกอยู่ เป็นการเล่นดนตรีที่มีชีวิตชีวา เป็นธรรมชาติ และยังครบถ้วนในภาคดนตรีมาก คารวะ

ที่ผิดหวัง

- ไม่ได้ฟัง Life is wonderful ตอนแรกนึกว่าแกจะเก็บเอาไว้ร้องช่วง encore รอจนแกขึ้น I'm yours ก็รู้แล้วว่าคงไม่ได้ฟัง ผิดหวังเล็กน้อย แต่มีความยินดีจาก Bella Luna มาพยุงใจ เรียกคะแนนขึ้นมาได้มากอยู่

- บรรยากาศโดยรวม ตั้งแต่ตอนเริ่มที่เลทมาก ซึ่งอันนี้เราเข้าใจว่าเป็นเพราะคนดูนี่แหละที่เข้ามาช้า ก็เลยยังไม่ทำการแสดง เพราะว่าเราเข้าไปตั้งแต่ทุ่มครึ่ง มีการฉายพวกข้อห้ามต่างๆ + เพลงสรรเสริญฯ ตั้งแต่ยังไม่สองทุ่ม ตอนนั้นคนยังไม่ถึงครึ่งของฮอลล์ จนยังคุยกับเพื่อนอยู่เลยว่าบัตรขายไม่หมดหรือไงวะ แต่พอนั่งรอไปเรื่อยๆ คนก็ทยอยเข้ามา จนเกือบๆ สองทุ่มครึ่งได้มั้งถึงเพิ่งได้เริ่มการแสดง และคนก็เต็มหมด คือถ้าไม่นับว่ามาช้า รถติด ฯลฯ ถ้าอยู่หน้าฮอลล์แล้วทำไมไม่เข้ามาฟระ จะยืนกินไก่ทอดอยู่ข้างนอกเพื่ออันใด ไม่เข้าใจจริงๆ

อีกอันที่ไม่ค่อยชอบคือการจัดเก้าอี้ข้างล่าง มันก็ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ถ้าดูคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมาเยอะ แต่กับคอนเสิร์ต Jason Mraz มันดูเก้ๆ กังๆ ชอบกล ดูเป็นระเบียบเกินไป จนช่วงหลัง encore แล้วนี่แหละที่การ์ดไม่ห้ามคนเดินไปหน้าเวทีแล้ว ทีนี้บรรยากาศมันผ่อนคลายมาก คนเดินไปจนถึงข้างหน้า ออกันอยู่ตรงนั้น โบกไม้โบกมือ ลุกขึ้นเต้นอะไรก็ว่าไป ซึ่งเราว่ามันน่าจะเป็นประมาณนี้ตั้งแต่แรก แต่ก็เอาเหอะ เราอยู่ชั้นบนสุด ข้อนี้เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ 555
ความเซอร์

ต้องเป็นที่วิจารณ์ชัวร์ๆ เรื่อง Visual ในงาน ที่ในบางเพลงก็สวยดีตามมาตรฐาน แต่ในหลายๆ เพลงมันเซอร์มาก เช่น ภาพการแบ่งตัวระดับเซลล์ หรือไม่ก็เป็นภารขยายของปรสิตซักตัว ในเพลง Only Human หรือเพลง The world as I see it, Freedom song และอีกหลายๆ เพลง ที่วิชวลเหมือนเอาฟุตเตจมาจาก National Geographic คือเป็นภาพ montage ของเพนกวิน เสือดาว แรด เต่าทะเล คลื่นยักษ์ ภูเขาน้ำแข็ง ฯลฯ ตัดสลับไปมา ให้อารมณ์เหมือนเวลาไปร้องเพลงฝรั่งในร้านคาราโอเกะห่วยๆ ถ้ามีผู้หญิงใส่ชุดว่ายน้ำมาเดินริมทะเลเป็นวิชวลด้วยก็จะครบถ้วนสมบูรณ์ดี

สรุปแล้ว เป็นสองชั่วโมงกับเงินหนึ่งพันบาทที่น่าประทับใจ ทำให้รักศิลปินคนนี้มากขึ้น ร้องเพลงเขาไม่ได้เหมือนเดิม แต่พอกลับมาฟังเพลงพวกนี้อีกครั้งแล้วมันมีความหมายมากขึ้น ขอบคุณเพื่อนหนู วิท ปอย ที่ไปร่วมชมด้วยกัน มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง /จบ.


Setlist
  1. 93 million miles
  2. The world as I see it
  3. The dynamo of volition
  4. Bella Luna
  5. Everything is sound
  6. Freedom Song
  7. Only Human
  8. Be honest
  9. Lucky
  10. Make it mine
  11. Frank D. Fixer
  12. The remedy
  13. Mr.Curiosity
  14. The woman I love
  15. Beautiful Mess
  16. Unfold
  17. I won't give up
  18. Butterfly
Encore
   19. You and I both
   20. I'm coming over
   21. living in the moment
   22. I'm yours






Raptor 2011 Concert: เหมือนได้กลับไปอยู่ ป.6 อีกครั้ง


ใครไปดูคอนเสิร์ต Raptor 2011 แล้วไม่คิดถึงสมัยเด็กๆ ก็ดูจะใจแข็งเกินไป...



ฉันเองก็เช่นกัน เมื่อย้อนนึกไปถึงวัยประถมปลายของฉัน ภาพที่จำได้คือฉันมีกลุ่มเพื่อนหญิงล้วนถักเปียยุ่งๆ สองข้าง กระโปรงยาวเฟื้อย กระเป๋าตุงๆ หนา วิ่งเล่นซ่าส์ตามสนามบาส สนุกทุกครั้งที่ได้ทำอะไรผิดกฎระเบียบ และมีความสุขเสมอที่ได้ร้องเพลง และซ้อมเต้นในเพลงของศิลปินที่เราชื่นชอบ และหากจะให้บันทึกความทรงจำในช่วงนั้นออกมาแบบย่อ คงจะแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
  • ฉันเคยทะเลาะกับเพื่อน เพียงเพราะเถียงกันว่า แกรมมี่กับอาร์เอส ค่ายไหนดีกว่ากัน
  • ความสุขของเด็กสาววัยประถมปลายเช่นฉัน คือการฟังเพลงจากเทปคาสเส็ต แล้วร้องตามด้วยเนื้อเพลงที่อยู่บนปกด้านใน
  • ฉัน จะมีสมุดเล่มเล็กๆ เอาไว้จัดชาร์ตเพลงไทย และศิลปินไทยยอดฮิตประจำสัปดาห์ เป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาให้คลื่นวิทยุจัดให้ ผลที่ออกมาเพลงและศิลปินทั้งหมดมาจากค่ายอาร์เอส และอันดับหนึ่งในทุกสัปดาห์คือ เจอาร์
  • เด็กหญิงในห้องทุกคนจะต้องมีศิลปินชายคนโปรดในดวงใจอย่างน้อยหนึ่งคน เอาไว้ตอบเวลาใครถามว่า "เธอชอบใครอ่ะ"
  • ซึ่งศิลปินในแคตตาล็อกก็หนีไม่พ้น เจอาร์, วอย, โดม, เจมส์, ลิฟต์, ออย, จอนนี่, หลุยส์, แซนด์, แบงค์, ราฟฟี่
  • แต่ถ้าเป็นทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, ไฮแจ็ค, ยูโฟ ฯลฯ ก็ดูจะเชยเกินไป
  • การเฝ้ารอดูมิวสิควิดีโอตัวใหม่ตามรายการเพลง ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน คือความสุขและทรมาน ในขณะเดียวกัน
  • เทปคาสเส็ตราคาแพงสำหรับเด็กประถมในสมัยนั้น เราจึงมักขอเงินพ่อแม่ไปซื้อ หรือไม่ก็รอลุ้นให้ท่านซื้อให้เป็นของขวัญในโอกาสพิเศษอะไรซักอย่าง
  • ฯลฯ
เราชาว Gen X, Gen Y ต่างก็เติบโตมากับบทเพลง ท่าเต้น และหน้าหล่อๆ สวยๆ ของศิลปิน RS ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เขียนจดหมายหาคนที่ชอบ เราก็ได้เพลงพวกนี้แหละเป็นที่พึ่ง

ดังนั้น การเกิดมีขึ้นของคอนเสิร์ต Raptor 2011 มันจึงไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตที่มีศิลปินมาร้องเพลง มาเต้น มาขายโชว์ให้เราดู แต่มันคือการขายความทรงจำ ขายช่วงเวลาที่เราคิดถึง ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ


คอนเสิร์ตสนองความอยากของผู้ชมได้ดีมากตรงที่เคารพในความเป็นต้นฉบับของเพลง ตอนแรกฉันก็คาดเดาไปเยอะ คิดว่าจะเอาเพลงมาตีความและทำดนตรีซะใหม่ ที่ไหนได้ ทุกเพลงที่เล่นในคอนเสิร์ตยังคงเดินตามเมโลดี้ และบีทเดิมทั้งหมด เปลี่ยนจากดนตรีสังเคราะห์เป็นดนตรีสด ที่แน่นจนได้ที่ (ได้ยินว่าคุณไก่ สุธี แสงเสรีชน เป็น Sound Director)

บทเพลงที่ร้องทั้งหมดในคอนเสิร์ตเป็นประเภทที่หาฟังบนเวทีไหนไม่ได้ ไม่เน้นขายพลังเสียง ไม่ขายโชว์หรือโปรดักชั่น ทั้งหมดคือไทม์แมชชีนพาเราย้อนกลับไปวัยประถม มัธยม แบบไม่ต้องพึ่งโดราเอมอน


ศิลปินบนเวที ทั้งตัวหลักอย่างจอนนี่ และหลุยส์ หรือแขกรับเชิญ ลิฟต์ - ออย (ไม่นับตุ๊กกี้ คนนี้ถือว่ามาเอ็นเตอร์เทนอย่างเดียว) ต่างก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปมากจากภาพเก่าๆ ที่เราชินตา เด็กลูกครึ่งตัวเล็กๆ สองคนนั้น ตอนนี้คนนึงกำลังสนุกกับการทดลองทำเพลงในรูปแบบต่างๆ ส่วนอีกคนก็เป็นพระเอกละคร หรืออย่างลิฟต์ที่ตอนนี้กลายเป็นคุณพ่อลูกหนึ่งไปแล้ว

ส่วนพวกเราคนดู เติบโตขึ้นมาก จากที่ครั้งหนึ่งเราเคยต้องขอเงินพ่อแม่ไปซื้อเทปคาสเส็ตของศิลปินที่เรา ชื่นชอบ แต่วันนี้ เราซื้อบัตรคอนเสิร์ตการกลับมาของพวกเขาด้วยเงินที่เราหามาได้เองแล้ว...

จนถึงตอนนี้ สองวันมาแล้วจากที่ได้ไปดูคอนเสิร์ต ฉันและเพื่อนยังคงอารมณ์ค้างและพูดกันถึงบทเพลงที่กลับมาได้ยินอีกครั้ง เราขุดเรื่องเก่าๆ มาคุยกัน เช่นการโทรเข้าไปตามสถานีวิทยุเพื่อคุยกับศิลปิน หรือการเขียนจดหมายลมๆ แล้งๆ หวังไปวันๆ ว่าศิลปินคนนั้นจะเขียนตอบมาบ้าง

สำหรับฉัน การได้ไปอยู่ในคอนเสิร์ต Raptor 2011 ครั้งนี้ เป็นสิ่งย้ำเตือนและบอกกับตัวฉันเองว่า เราโตขึ้นมากแล้ว เราทุกคนเติบโตและเดินทางมาไกลนับจากวันที่เราเป็นเด็ก เราเรียกเวลากลับคืนมาไม่ได้ แต่เราเรียกเสียงเพลงที่เราเคยฟังเมื่อวันก่อนกลับมาได้ เพียงแค่คิดถึงมัน

ฉันว่า ... จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดถึง Raptor หรอก แต่เราคิดถึงช่วงเวลาที่เราฟังเพลงของ Raptor ต่างหาก