Showing posts with label Movies. Show all posts

Tsukiji Wonderland: พลังอันล้นพ้นของผู้คนในสึกิจิ

Tsukiji Wonderland | 築地ワンダーランド
(2016, Shotaro Endo, A++)



กลายเป็นหนังที่เรานั่งร้องไห้ปาดน้ำตาป้อยๆ ตลอด 20 นาทีสุดท้าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮอร์โมนแกว่ง เพราะหิวอยากกินซูชิ หรือเพราะอิจฉาพลังอันล้นพ้นของผู้คนที่พบเห็นในหนังกันแน่ แต่เรารู้สึกกับเรื่องราวเหล่านั้นมาก

ช่วงแรกยังมีความตามหนังไม่ทันเท่าไหร่ แบบเฮ้ยๆ มึงทำไมไปเร็วจัง ไม่อารัมภบทอะไรหน่อยเลยเหรอ มาถึงก็ขายปลาเลยเหรอ (ถ้าพ้นจากช่วงอ้อยอิ่งโชว์วิวกรุงโตเกียวไปแล้วน่ะนะ) แต่พอเริ่มปรับตัวได้ก็โอเคและเพลิดเพลินละ หนังเล่าเรื่องเป็นหัวข้อๆ เหมือนกับบทในหนังสือ แม้จะรู้สึกว่าประเด็นในหนังมันเยอะแยะไปหมด และในบางช่วงก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างเรียบลื่นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นอารมณ์อะไรนะ เพราะสุดท้ายพอมันเล่ามาจนถึงจุดนึงที่งานอารมณ์ของเราจนได้ที่ จนต้องเสียน้ำตา อ่อ สุดท้ายแล้วท่ามกลางประเด็นหลากหลาย สิ่งที่สำคัญที่สุดอันเป็นหัวใจก็คือ คน ตลาดสึกิจิที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวาได้ก็ด้วยผู้คนนับหมื่นที่อยู่ในนั้น ผู้คนอีกนับแสนที่อาจเคยแวะเวียนไปที่นั่น และผู้คนอีกนับล้านที่ทานอาหารที่ถูกคัดและขายจากที่นั่น

ถ้าได้ดู Jiro Dreams Of Sushi (2011) มาก่อน น่าจะยิ่งทำให้เราดื่มด่ำและดิ่งไปกับวัฒนธรรมอาหารการกินของญี่ปุ่นได้อร่อยขึ้น จำได้ว่าตอนที่ดูจิโร เราเซอร์ไพรส์กับความซับซ้อนเกินจินตนาการของเราไปมากของอาหารที่ปั้นเป็นคำๆ ดูเรียบง่าย และเรื่องราวเบื้องหลังมึงเยอะเหลือเกินนะเจ้าซูชิ แต่พอย้ายจากเรื่องหน้าครัว และความมุ่งมั่นสุดเนิร์ดของลุงจิโร่ มาสู่ Tsukiji Wonderland ทีพาไปในขั้นวัตถุดิบละ ก็เจอว่า อ้าว นี่มึงเนิร์ดกันทั้งตลาดเลย ความรักและหลงใหลในอาชีพที่ทำนั้นเหมือนไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต แค่ขายปลาทำไมต้องรู้จักปลาเหมือนเป็นญาติสนิท แค่ขายปลาทำไมต้องรู้จักลูกค้าทุกคนที่ซื่อปลาของเรา แค่ตลาดขายปลาทำไมต้องมีห้องสมุดเอาไว้หาความรู้เรื่องปลา และเก็บประวัติศาสตร์ไปได้ แล้วขายปลาทำไมไม่โฟกัสที่กำไร แต่ขายเพื่อดำรงไว้ซึ่งจิตวิญญาณ ทำไมมมมมมมม

เข้าใจว่าสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน จากผู้คน มันก็ได้ผ่านกระบวนการเพิ่ม ลดทอน ตัด คัดเลือก อันเป็นธรรมดาของหนังซักเรื่องอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ญี่ปุ่น เราอาจจะมีความกังขามากหน่อย ว่าแหม พวกแกจะจริงจังอะไรเบอร์นั้น แต่พอเป็นญี่ปุ่นเนี่ย ต่อให้มันผ่านเทคนิคการบิลด์จนความทุ่มเทนั้นมันมีขนาดใหญ่ไปมาก แต่เราก็ยังยินดีจะเชื่อ เพราะมันเป็นญี่ปุ่นไง ญี่ปุ่นนนนนน

มานึกดู ตอนที่อินจัดจนร้องไห้ มันคือช่วงที่สัมภาษณ์คุณพี่พ่อค้าปลาที่ตลาดอุระยาสุ จังหวัดชิบะ คุณพี่เขาบอกว่า เขาเครียดทุกครั้งเวลาไปสึกิจิ เขารู้สึกว่ามวลพลังในตลาดนั้นมันมหาศาล แล้วสิ่งที่เขาแบกกลับมามันไม่ใช่แค่ปลาที่เอามาขายต่อในฐานะที่เขาเป็นพ่อค้าปลีกละ แต่มันคือความหวัง คือความรู้ คือเรื่องราวเบื้องหลังปลาแต่ละตัวที่พ่อค้าในสึกิจิมี เขาต้องถ่ายทอดสิ่งนี้ให้ลูกค้าได้รับรู้ จึงจะถือว่าเขาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ภาพที่เห็นในหนัง คือคุณพี่คนนี้จะพยายามเล่นมุก สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับอาหารทะเลให้กับลูกค้าที่แวะเวียนมา (ซึ่งลูกค้าอยากฟังรึเปล่าก็ไม่รู้แหละ) อย่างตั้งใจมากๆ แบบ โอ้โหพี่ ทำไมภาระที่พี่แบกไว้มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้

มันเหมือนกับไอ้ความตั้งใจพวกนี้มันไหลเวียนอยู่ในตัวปลา พ่อค้าสายส่งก็ตั้งใจจะพรีเซนท์ปลาแต่ละตัวให้ดีที่สุด ให้ได้ราคาที่ดีที่สุด เพราะชาวประมงเขาเสี่ยงชีวิตไปหาปลามา เขาจะทำให้ชาวประมงผิดหวังไม่ได้ พ่อค้าคนกลางก็ต้องแข่งขันกันหาปลาที่ตอบโจทย์ลูกค้าของตัวเองให้ได้ เพราะลูกค้ามอบความไว้วางใจให้พวกเขาแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่ พอเชฟร้านอาหารรับปลาไป ก็ต้อตั้งใจปรุงเนื้อปลาเหล่านั้น ให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะเขารู้ว่ากว่าจะได้ปลาตัวนึงมาวางในจานมันผ่านความตั้งใจของคนจำนวนมาก และต้องให้เกียรติปลาอีก มีตอนนึงที่เชฟพูดถึงปลาชนิดนึง แล้วบอกว่า เราต้องปรุงให้คนได้รับรสชาติของ 4 ฤดูกาลที่ปลาตัวนี้มันผ่านมา เรื่องราวมันอยู่ในเนื้อปลา โอ้โห ละเอียดอ่อน พิถีพิถัน ต่อไปนี้ไม่อาจกินซูชิแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ได้อีก (อ่อ เพราะเห็นคุณค่าของเนื้อปลา /เปล่า มันแพงโว้ย!)

เมื่อหลายปีก่อนเคยติดใจคำพูดนึงที่อ่านเจอในหนังสือ ว่าคนเมืองสมัยนี้หยาบ เราไม่เคยรู้ว่าที่มาของของกินเรามาจากไหน มันเดินทางมายังไง เราก็แค่กินมันเข้าไปแล้วจบ เรารู้สึกทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ จนระหว่างดูเรื่องนี้ ก็นึกถึงคำพูดนี้ขึ้นมา เลยพอจะนึกภาพออกถึงความ "ไม่หยาบ" ที่คนพูดสิ่งนั้นหมายถึง ความละเอียดอ่อนในอาหารไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสวนหลังบ้านสุดออแกนิกส์ แต่มันอยู่ในตลาดใหญ่โคตรแมสแบบนี้ได้ กว่าจะเป็นอาหารหนึ่งคำที่เรารับเข้าปากไป ต้องผ่านความใส่ใจ การเรียนรู้ การทุ่มเทของคนจำนวนมากแค่ไหน อย่างน้อยที่สุด แม้การดูหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้เราลดอาการแดกหนัก แดกด่วน แล้วมารื่นรมย์แอพพรีชิเอทกับรสชาติอาหารอะไรขนาดนั้น แต่อย่างน้อยใจเราก็ละเอียดขึ้นนิดนึง เมื่อเริ่มมองเห็นว่า อาหารมันไม่ใช่แค่ปัจจัยสี่ที่เรากินเข้าไปเพื่อให้มีชีวิต แต่ชีวิตต่างหากที่ไหลเวียนอยู่ในอาหาร สิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมของที่ใดๆ ได้ดีที่สุดสิ่งหนึ่งก็คืออาหาร

และญี่ปุ่นที่เรามองเห็นในอาหารของพวกเขานั้น งดงามที่สุด

แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (One Day)

แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (One Day)

(2016, บรรจง ปิสัญธนะกูล, B+) 





*สปอยล์แน่นอน ดูแล้วค่อยมาอ่านก็ได้จย้าาาา

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ในฐานะติ่งน้องมิวก่อน
.
สองปีก่อนเคยเสียดายที่มิวไม่ได้เล่น Timeline (2014) เพราะตอนนั้นเจมส์จิดังมาก และถ้ามิวได้เล่นเรื่องนี้ก็น่าจะดังไปด้วยได้ แต่พอดูหนังจบ ก็กลายเป็นดีใจมากกว่าที่มิวไม่ได้เล่น เพราะมิวในตอนนั้นคงแบกหนังทั้งเรื่องไว้ เหมือนที่เต้ยทำไม่ได้ เพราะส่วนดีที่สุดของหนังคือเต้ยจริงๆ ศักยภาพของมิวตอนนั้นยังไม่ถึงว่ะ ถ้าน้องมาเล่นผลลัพธ์น่าจะแย่มากกว่าดี
.
เราติดตามและเฝ้ามองพัฒนาการของมิวมาตั้งแต่ละครเรื่องแรก (เอาจริงๆ กูก็คือเด่นชัยนี่แหละ ตามอยู่ลับๆ ยังกับซีเคร็ทแอดไมเรอร์) ที่เล่นแข็ง แววตาไม่สื่อสารอะไรกับใครเลย แต่พอถึงซีนที่ต้องยิ้มเมื่อไหร่ก็ตายไปตรงนั้น จนเรื่องที่สอง แม้จะดูผ่อนคลายขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีนะ มาเห็นเปลี่ยนแปลงชัดขึ้นคือตอนที่มิวเล่นเป็นลูกศร ในทรายสีเพลิง อันนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่ใช่ทั้งเรื่อง แต่มันมีบางซีนที่เราดูแล้วแบบ เฮ้ย มิวเก่งขึ้นว่ะ เก่งขึ้นมาก เห็นแล้วสบายใจ แต่อีกใจก็รู้สึกเสียดายความใสๆ ของมิวที่เห็นในเรื่องแรกเหมือนกัน เอาจริงๆ เราก็ยังอยากหยุดมิวไว้ให้เป็นท่านหญิงแข็งๆ แต่ยิ้มตายต่อไปนั่นแหละ
.
จนพอเห็นข่าวว่ามิวมาเล่นหนังเรื่องแรก กับ GDH ก็ดีใจและอุ่นใจนิดหน่อย เชื่อมือ GDH และพี่โต้ง อยู่พอประมาณ แต่ก็กลัวอยู่อีกนิด ว่าน้องจะไหวใช่มั้ยกับหนังใหญ่ แต่เฮ้ย ถ้าไม่ไหวเขาไม่เลือกน้องหรอก และถ้ามันไม่ดีผู้กำกับคงไม่ปล่อยแน่ๆ ว้าวุ่นอยู่คนเดียว เลยตื่นเต้นติดตามและอยากดูหนังมาก อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง นี่น่าจะเป็นหนังที่ตื่นเต้นรอชมมากเป็นลำดับต้นๆ ในชีวิตเลยมั้ง (อาการหนักกว่านี้น่าจะเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ 555)
.
จนเมื่อดูหนังจบ ก็พบว่ามิวยังคงเป็นมิวที่มีรอยยิ้มที่เราชอบคนเดิม ที่เพิ่มเติมคือพัฒนาจนเก่งขึ้นมาก มากแบบที่สบายใจหายห่วงได้แล้ว เราว่าหนังใช้ศักยภาพของมิวได้สุดดี ทั้งในแง่การแสดง และเสน่ห์ แต่ก็ใช้สุดเกินไปเหมือนกัน จนช่วงท้ายๆ รู้สึกว่ามันตันแล้ว มิวยิ้มจนรู้สึกว่ามันเยอะและพยายามไปหน่อยแล้ว อึดอัดนิดหน่อย แต่รวมๆ แล้วไม่ได้ติดอะไรมากมาย ถ้าพูดแบบผ่านๆ คือ แค่เข้าไปดูมิวยิ้ม ก็พอแล้วน่ะ
.
อ้อ และซีนที่มิวพูด "แม่ง" และ "เหี้ย" นี่คือระดับความรุนแรงต่อใจพอๆ กับที่อายาเสะจุดบุหรี่ในซีรี่ส์ Never let me go รู้สึกดีจริงๆ พีคมาก ชอบ ขออีก ขออีกกกก
.
.
ว่าด้วยหนังบ้าง

เสียดายเพราะพล็อตมันดี และอยากให้ขยี้ไปให้สุด เข้าใจว่าคงไม่อยากเสี่ยงมากมั้ง เพราะเป็นหนังเรื่องแรกของค่าย คงอยากจะค่อยๆ จูนความคาดหวังของคนดูเสียใหม่อะไรทำนองนั้นมั้ง ทั้งที่กลิ่นอายความ Stalker ความจิต ความฝัน มันฉุนมาก และถ้าเรื่องมันพาเราดิ่งไปดาร์คกว่านี้อีกซักนิดหน่อยนะ จะเซอร์ไพรส์และคงจะชอบมากกว่านี้ ทั้งที่เราว่าเขาอยากขายยาขมนะ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เลยต้องเอายาขมมาเคลือบน้ำตาล แต่ดันเคลือบหนาไปหน่อย เพลย์เซฟมากไปหน่อย
.
ชอบซีนที่เด่นชัยสารภาพวีรกรรม Stalk ของตัวเอง ในสองบริบทที่ต่างกัน โห ตอนนั้นดีมาก และจะดีไปอีกถ้าซีนสารภาพตรงที่จอดรถนั้นมันจะดาร์คเข้มกว่านี้อีกหน่อย ให้ได้ฟีล "หลอนว่ะ" มากกว่านี้ 5555 บอกแล้วว่าดีใจที่ได้เห็นพล็อตนี้ แต่เสียใจที่มันยังไปไม่สุด ไม่สาแก่ใจเรา (ทำไมมึงเอาแต่ใจจังวะ)
.
ติดขัดความไม่น่าจะเป็นไปได้หลายอย่าง ไม่ถึงขั้นกระทบกับเรื่อง แต่มันดูแล้วไม่ค่อยเชื่อ เช่นฉากที่เด่นชัยแล่นเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะบุฟเฟต์กับพี่ท็อป แม่งดูโคตรเป็นไปไม่ได้ หรือฉากเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่น อย่างการปิดม่านใส่ของเจ้าหน้าที่รถไฟญี่ปุ่น หรือหมอญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ติดสำเนียงญี่ปุ่นเลย แม่งทำไมฟังง่ายจังวะ ตอนไปคุยกับหมอที่ญี่ปุ่นนี่กว่าจะพูดให้เข้าใจ กว่าจะฟังกันออก นี่แสนยากลำบาก แต่นั่นแหละ มันไม่เกี่ยวกับสาระสำคัญของเรื่อง เลยไม่เอาเป็นอารมณ์มาก
.
แต่ที่ติดจริงๆ มีอยู่สองสามอย่าง อันแรกคือซีนในห้องนอน ตอนที่นุ้ยรู้ความจริงจากเด่นชัย เรารู้สึกว่าอารมณ์ตรงนั้นมันเร็วไปหน่อย คือในขณะที่หนัง (ซึ่งความยาวยาวมาก) ใช้เวลาทอดอารมณ์กับหลายๆ ฉากค่อนข้างมาก แต่การเคลื่อนของอารมณ์ในซีนที่ว่ามันเร็วไปอ่ะ เร็วจนเราไม่ค่อยเชื่อว่านุ้ยโกรธหรือรู้สึกอะไรกันแน่ แล้วพอเล่าต่อไป อารมณ์ของนุ้ยก็ไหลลงมาเร็วเช่นกัน แล้วบทจะสืบจนรู้เรื่องโคตรไว ไรวะเฮ้ย น้องตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย
.
อันที่สองคือบรรดาสิ่งจำนู่นนี่ที่หนังหย่อนเอาไว้เยอะมาก ทั้ง CTRL+Z , เพลงพี่แจ้ หนักสุดคือเอฟเวอเรสต์ เราเข้าใจนะว่าเพื่อให้ขายได้ ให้คนจำโควตไปพูดต่อ มันก็ต้องมีกิมมิคให้จำได้พวกนี้เอาไว้บ้าง แต่มันไม่คม ไม่ฮุค เหมือนอย่างที่เรื่องอื่นทำได้อ่ะ อย่างเพลงพี่แจ้นี่เสียดายมาก มาแบบงงๆ แล้วก็ไปแบบงงๆ อี CTRL นี่ก็ไม่ใช่มุกใหม่ ส่วนเอฟเวอเรสต์ เวิลด์เทรดอะไรนี่เสียดายสุดเลย มันไม่ชัด ไม่ใหม่ ไม่เคลียร์ ตอนที่เด่นชัยพูดสิ่งนี้ในซีนไคลแมกซ์ แล้วทุกอย่างคลี่คลาย เราแบบ เอ๊ะ ขึ้นมาเลย หืม เอางี้เลยเหรอ
.
แต่อันที่ชอบและอยากให้ขยี้มากกว่าสามมุกนั้น คือไอ้การเอานิ้วจิ้มเพื่อกดปุ่มพูดตรง อันนั้นดีจะตาย เสียดายที่มันไม่ถูกขยี้ให้จำได้มากนัก
.
อันที่สามคือดนตรีประกอบ ไม่รู้ว่าตั้งใจใส่เพื่อให้เราอึดอัดและพยายามจะสื่อสารอะไรกับคนดูรึเปล่า หรือจะทำให้มันตลกหรือยังไง แต่มันเยอะไปจนรู้สึก จนรำคาญ ทั้งที่อารมณ์ของนักแสดงตรงนั้นมันพอแล้วอ่ะ เพลงไม่จำเป็นเลย
.
สนใจความเป็นเหยื่อของนุ้ยมาก เป็นตัวละครที่น่าสงสารอีกตัว น่าสงสารจนเราอยากจะเป็นเพื่อน และจับมือหรือกอดนุ้ยเพื่อบอกว่ายังมีเรานะ ไอ้ความเมียน้อยที่กำหนดชีวิตตัวเองไม่ได้เลยก็เศร้านึงแล้ว พอมาเจอผู้ชายที่ชอบตัวเอง ก็มาในวิธีการที่แปลกมากจนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าความรักได้มั้ย เราติดใจตอนที่นุ้ยพูดในคลิปว่า "ชีวิตนี้แกได้เจอคนที่รักแกจริงแล้วนะนุ้ย" ซึ่งก็หมายถึงเด่นชัย ที่เคลมว่าตัวเองทำนู่นนี่ให้นุ้ยมาตลอดแต่นุ้ยไม่รู้ เฮ้ย ตรงนั้นโคตรดี และเรายังคิดกับมันอยู่จนถึงตอนที่เขียนอยู่นี่ ไอ้สิ่งที่นุ้ยรับรู้นั่นสามารถเรียกเต็มปากว่าความรักได้เลยเหรอ วันนั้นนุ้ยอาจจะสนุกและรู้สึกดีที่ได้อยู่กับเด่นชัย ได้รับรู้เรื่องต่างๆ ที่เขาทำให้ แต่มันน่าจะจบลงที่ความรู้สึกดีน่ะ ถ้าเทียบกับหนุ่มสาวในกวนมึนโฮ อันนั้นยังได้มีการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และมีหลายโมเมนท์ที่สามารถพัฒนาไปเป็นความรักได้มากกว่าซะอีก แต่เหมือนตัวละครก็ไม่ได้พูดว่ารักกันแบบชัดเจนเท่านุ้ย การที่นุ้ยพูดคำว่า "รัก" มันเลยเหมือนนุ้ยไม่ได้หมายความถึงคำว่ารักในแบบที่เราๆ เข้าใจ นุ้ยอาจจะแค่อยากไขว่คว้าหาอะไรที่จับต้องได้ แล้วบัญญัติเรียกมันว่าความรัก เพื่อปลอบประโลมจิตใจตัวเองก็เท่านั้น
.
แต่โดยรวมแล้วมันเป็นหนังที่สนุก ไม่หวือหวาเท่าเรื่องอื่นๆ ของคุณโต้ง-บรรจง แต่ก็ยังสนุกอยู่ดี และอย่างที่บอกไปรอบที่ร้อย ว่าเสียดายที่มันไปไม่สุดในสิ่งที่เขาเริ่มไว้ อยากให้มืดและขมกว่านี้อีกนี้ดดด นิดเดียวก็ยังดี ไอ้ตอนจบที่นุ้ยและพี่ท็อปนั่งอยู่หน้าคอม ยังแอบคิดว่าไอ้พี่ท็อปมันต้องสวมรอยเป็นเด่นชัยไปอีกที ตอกย้ำความชิบหายของชีวิตนุ้ยไปให้สุด สาแก่ใจผู้ชมสายโหด แต่ก็นะ หนังเลือกจบแบบนี้ก็ดี ถือว่าเซอร์ไพรส์นะ อย่างน้อยก็เหมือนจะบอกกับผู้ชมเป็นนัยๆ ว่าค่ายนี้อาจจะขออนุญาตลดดีกรีความฟีลกู๊ดลงมานิดนึงนะ แต่ไม่ฟีลแบ้ดหรอกนะะะ แค่ขอลดลงมาหน่อย
.
.
ปล. จริงๆ เราว่าเพลง วันหนึ่ง นี่มันก็เพียงพอแล้วนะ เลือกเพลงมาได้โคตรดี จนเพลงพี่แจ้ไม่เห็นจะจำเป็นเลย

ปล2. รู้สึกว่าเคมีของสองคนนี้ไม่ค่อยเกิดเท่าไหร่ ทั้งที่กับเรื่องอื่นของเต๋อ-ฉันทวิชช์ เราซื้อเกือบหมดเลยนะ เต๋อ-ไอซ์, เต๋อ-หนูนา แต่ เต๋อ-มิว ไม่ค่อยมาว่ะ ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยรึเปล่า แต่ยังไม่รู้สึกจริงๆ

Everybody wants some!!: อยากกลับไปซ้ำ

Everybody wants some!! 

(2016, Richard Linklater, A-)






หนังอะไรมีแต่ไดอาล็อกคุยกันไปมา ไม่มีช่วงเร่งเร้าไคลแม็กซ์อะไร แต่ทำไมสนุก ก็ลิงก์เลเตอร์เจ้าเก่ารักษาฟอร์มเก๋าแกไว้ดี กูจะเล่าแบบนี้อ่ะ ทำไมอ่ะ

เราใช้เวลาพอสมควรเหมือนกันกว่าจะจูนเข้าไปในหนังติด แต่พอติดแล้วก็เพลินเลย สนุกไปตามที่ตัวละคร และบทสนทนาจะพาเราไป อินเรื่องเพื่อน เรื่องการอยู่ร่วมหอ ร่วมบ้านเดียวกันกับเพื่อนเยอะๆ และรอยต่อช่วงก่อนเข้ามหาลัยนะ แต่ก็เป็นความอินในระดับที่เราแค่ไปพิงๆ กับหนังอ่ะ ไม่ได้จมหรือดิ่งไปด้วยเท่าไหร่

ไม่รู้เกี่ยวกันมั้ย แต่นึกถึงสมัยก่อน มีรุ่นพี่แนะนำให้ดู High Fidelity แล้วบอกว่าเราน่าจะชอบ พอไปดูเข้าจริงๆ ก็พบว่าเราไม่ได้รู้สึกกับมันมากอย่างที่คิดไว้ เออ มันเป็นหนังที่สนุกแหละ แต่ด้วยยุคสมัยและความเป็นผู้ชายมากๆ ทำให้เราเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับหนังไม่ค่อยได้

กับ Everybody wants some!! ก็รู้สึกคล้ายๆ แบบนั้นแหละ พอมันเป็นกลุ่มเพื่อนผู้ชาย วันๆ จ้องจะแดกเหล้าและเด้าสาวอย่างเดียว เราก็ไม่เก็ทเท่าไหร่ละ แถมดันไปเกิดในยุคสมัยที่เรายังไม่เกิด เพลงที่ไม่เคยได้ยิน เลยยิ่งพาเราห่างออกไปอีก แต่ยังดีว่าหนังมันไม่ได้ปรุงแต่งมาก คือพยายามเล่าแบบให้เราเป็นผู้เฝ้าดูความเป็นไปของตัวละคร กราฟนิ่งๆ เนิบๆ ไม่ได้เร่งเร้าอะไร เลยทำให้เราสนุกกับการเฝ้าดูได้ เหมือนดูวิดีโอเทปที่พ่อแม่อัดเอาไว้สมัยแกเป็นหนุ่มสาวอ่ะ ไม่ต้องมีไคลแม็กซ์ก็ได้ แต่เราก็ได้เข้าใจ ได้รู้จักพวกเขามากขึ้นอีกนิดนึง

มีบางตัวละครที่ทำให้นึกถึงรุ่นพี่ปีโคตรแก่ชื่อพี่เงี้ยว ที่แกชอบเป็นตัวละครลับในงานรับน้องของแทบจะทุกปี (ในสมัยนั้น) แกมาของแกคนเดียว โดนแซวทุกปี แต่แกก็ยังมา ไม่รู้ว่าแกเบื่อชีวิตหรืออะไร แต่เดาว่าการได้มางานนี้คงทำให้แกกระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นนิดหน่อย มีบางตอนที่ทำให้นึกถึงความใสของการเป็นเด็กปีหนึ่ง ที่ขาวเป็นผ้าขาว พร้อมจะเชื่อฟังและดื้อรั้นในเวลาเดียวกัน และมีอีกฉากที่ทำให้นึกถึงวันแรกของการเข้าห้องเรียนในมหาลัย ที่ตั้งใจใส่ชุดนักศึกษาเข้าห้อง เตรียมหนังสือเล่มใหม่เอี่ยม และเครื่องเขียนครบชุด ตั้งเป้าในใจว่าจะเป็นนิดนกคนใหม่ ผู้ตั้งใจเรียน และวันนั้น ก็เป็นวันเดียวนอกจากวันสอบ ที่ใส่ชุดนักศึกษา และหนังสือเล่มนั้นก็ไม่ได้เปิดอีกเลยจนถึงวันก่อนสอบ

แปลกดีที่ตอนอยู่มหาลัยเราไม่ค่อยคิดเรื่องเรียน แค่อยากใช้ชีวิตให้คุ้ม แต่พอตอนนี้มองกลับไป ก็อยากกลับไปเข้าห้องเรียนที่สุด ชีวิตมันก็แปลกดี แต่ถ้าถามว่าชอบชีวิตมหาลัยมั้ย ก็จะตอบได้อย่างเร็วๆ เลยว่า ที่สุด

The Beginning of Life: ชีวิตที่เริ่มต้นให้ดีได้

The Beginning of Life

(2016, Brazil, Estela Renner)





เพิ่งดูเรื่องนี้ใน Netflix ที่กดเข้าไปเพราะแพ้รูปโปรโมทที่เป็นเด็กจิ๋วน่ารัก และเพิ่มเติมความรู้เผื่อวันนึงมีลูก แต่พอเห็นเครดิตก่อนเริ่มหนัง เลยได้รู้ว่าเป็นหนังที่สปอนเซอร์โดย Unicef เพื่อสร้างความเข้าใจให้คนเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กในช่วง Early year (ภาษาไทยมันจะใช้คำว่าอะไรวะ แบบปฐมวัยเหรอ หรือทารก หรือยังไงวะ) รูปแบบก็เป็นสารคดี ที่ฉายให้เห็นภาพของเด็กและครอบครัว ต่างภาษา วัฒนธรรม สถานะทางสังคม ทั้งรวยมาก จนมาก ชนชั้นแรงงาน เกย์ แม่ที่ท้องในวัยเรียน ฯลฯ ตัดสลับกับบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการด้านพัฒนาการเด็ก, นักจิตวิทยาเด็ก ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำขึ้นเพื่อนำไปสู่บทสรุปเดียวที่ว่า เรามาช่วยกันสร้างสังคมที่ดีเพื่อเด็กๆ กันเถิด

หนังค่อนข้างมีโทนในการนำเสนอเป็นแง่บวกแหละ เพราะมันสร้างโดยยูนิเซฟอ่ะเนอะ ขนาดตามสลัมที่ดูจะหาความหวังไม่ได้ หนังยังเล่ามันในโทนสว่าง แล้วทิ้งช่องเอาไว้เล็กๆ ว่าที่แห่งนี้ก็ต้องการความช่วยเหลือจากพวกยูนะ แต่นอกนั้นมันเป็นการให้ความหวัง เน้นให้เห็นว่าในกระบวนการเติบโตของเด็กหนึ่งคนนั้นพวกเขาต้องการอะไรบ้าง (แน่นอนว่าไม่ใช่วัตถุพวกของเล่น ไอแพด อาหารเสริม) พ่อแม่จะมีบทบาทในการกล่อมเกลา และใช้โอกาสทองในช่วงสามขวบปีแรกของชีวิตเพื่อพัฒนาเด็กได้อย่างไร และที่สำคัญคือ สังคมมีส่วนอย่างมากต่อการเติบโตของเด็ก เพราะเด็กคือสมบัติของสังคม คือความหวังของสังคม

ดูบางช่วงแล้วคิดถึง Where to invade next เรื่องระบบการศึกษาของที่ฟินแลนด์ แล้วก็คิดถึงร่างรัฐธรรมนูญของบ้านเรา ที่เพิ่มการเรียนฟรีช่วงปฐมวัย ผลักดันให้เด็กเข้าระบบการศึกษาตั้งแต่สามสี่ขวบ ซึ่งมันย้อนทางกับสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อ เด็กในช่วงนี้ไม่ต้องการอะไรเลยนอกจาการเล่น และการดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่จากพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว การพูดคุยกับพวกเขาเยอะๆ การปล่อยให้พวกเขาได้เล่นอย่างอิสระต่างหากที่สร้างเซลล์ในสมองจำนวนมหาศาล ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะขนาดคนง่อยๆ ไม่ค่อยได้เสพอะไรมากอย่างเรา ยังคุ้นตาคุ้นหูว่าเคยได้อ่าน ได้ยินมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็นั่นแหละ ในบางสังคมอาจจะต้องการปกครองและควบคุมสมองของคนให้เร็วๆ หน่อย จะได้ไม่ดื้อกันมาก

คนที่มีลูก หรือกำลังจะมีลูก ดูแล้วคงได้อะไรเยอะเลย ที่สำคัญ เด็กๆ น่ารักมาก

Sing Street: แด่การเติบโตและคนรุ่นที่แล้ว

Sing Street

(2016, John Carney, A) 



- น่าจะเป็นหนังของ John Carney ที่เราสนุกกับมันที่สุด คือด้วยตัวหนัง วัยของมัน ฉากหลัง พลอททั้งหมด เอื้อให้มันเป็นหนังสนุกอยู่แล้ว บวกกับความชอบหนังแบบ Coming of Age ของตัวเองเข้าไปอีก เลยทำให้ยิ่งสนุก และชอบ Sing Street มากเข้าไปอีก

- มันเป็นหนังฟอร์มวงแบบพวก School of rock ซักซี้ด หรือ Swing girl แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะมันไม่ได้ไปโฟกัสกับความแปลกแยก ความลูสเซอร์อะไรพวกนั้น ตอนแรกเราคิดว่าหนังจะเล่าแหละ แต่เอาจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันไม่ได้ไปเสียเวลากับตรงการฟอร์มวง หรือเน้นความเนิร์ด ความกีค ความเละๆ เทะๆ ของไอ้พวกนี้ แต่ทรีทตัวละครเป็นนักดนตรีที่พอใช้ได้ เป็นวงที่โอเควงนึง แล้วให้เวลากับการฉายภาพให้เห็น กระบวนการสร้างเพลงเพลงนึง ว่ามันเป็นชิ้นส่วนของชีวิตศิลปินเหล่านั้นยังไง และมันทำให้ศิลปินเติบโตไปยังไง

- ได้อ่านสัมภาษณ์ของ John Carney เขาบอกเอาไว้ว่าอยากให้คนได้ดู creative process ของศิลปิน ซึ่งมันก็จะเริ่มจากตอนที่เป็นวงโรงเรียนนี่แหละ วัตถุดิบที่จะหยิบจับมาทำเป็นเพลงมันก็ไม่ได้มีมาก ถ้าชีวิตราบรื่นมาก วัตถุดิบก็อาจน้อย แต่ถ้าชีวิตมันชักจะหวานขม หรือที่ในหนังเรียกว่า Happy-sad เพลงก็จะมีเรื่องเล่า มีอารมณ์ กระบวนการสร้างงานศิลปะซักชิ้น ต้องประกอบขึ้นจากประสบการณ์ จากการเผชิญหน้า จากการใช้ชีวิต จากการได้เป็นมนุษย์

- ฉากหลังของหนังเซทไว้ว่าอยู่ในยุค 80 วัยรุ่นวง Sing Street ก็คือคนรุ่นพี่ หรือน้าของเรา เราว่ายุคสมัยมันสำคัญ และน่าสนใจมาก เพราะการเติบโตของวัยรุ่นในต่างยุคสมัย ยังไงก็ต่างกันในรายละเอียด แต่น่าสนใจพอกัน

- ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก เมื่อหนังทำให้เราเห็นว่า ไอร์แลนด์ในยุคสมัยนั้นมันไร้ซึ่งความหวัง เมืองทำลายความฝันของหลายชีวิต ใครที่พอมีลู่ทาง ก็ขอไปหาโอกาสเอาดาบหน้าที่อื่นจะดีกว่า มันเป็นความฝันแบบดั้นด้นดิ้นรนดิบๆ แบบที่คนเจนวายอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไหร่

- คนเรามันก็ต้องดิ้นรนกันทุกยุคสมัยแหละ แค่ว่าในรายละเอียดเราดิ้นรนกันคนละแบบเท่านั้นเอง

- มีฉากนึงที่เราชอบมาก คือเป็นตอนที่คอนเนอร์ (Ferdia Walsh-Peelo) คุยกับเบรนแดนพี่ชาย (Jack Reynor) แล้วเบรนแดน (ที่คอนเนอร์มองเป็นเหมือนพระเจ้า ไว้ใจให้เป็นที่ปรึกษา เป็นกูรูของชีวิต) บอกกับเขา ว่าคอนเนอร์เพียงแค่เดินตามทางที่พี่ชายถางเอาไว้ให้ ลูกคนเล็กที่เกิดมาในตอนพ่อแม่โอเคแล้ว ไม่ได้ต้องรับรู้หรือผ่านช่วงเวลายากลำบากของการก่อร่างสร้างครอบครัวเหมือนที่เขาต้องเจอหรอก

- เราชอบประเด็นนี้ (ที่ไม่ค่อยได้เห็นในเรื่องอื่นเท่าไหร่) เราคิดถึงพี่ชาย ที่มันคงอยากพูดเหมือนกับที่เบรนแดนพูด เราเป็นลูกคนเล็ก ที่แม้ชีวิตจะไม่ได้สบาย แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าลำบาก พ่อแม่ตามใจเราได้หลายอย่าง เพราะว่าครอบครัวโอเคแล้ว แต่กับพี่ชายที่แก่กว่าเราเป็นสิบปี ต้องผ่านเวลาที่พ่อแม่ลำบากสุดๆ ซีนอารมณ์สุดๆ ต้องเสียสละ และทิ้งโอกาสบางอย่างในชีวิตไป มันอาจเป็นบาดแผลในการเติบโตของเขาก็ได้

- แต่มันเป็นความผิดของเรา หรือคอนเนอร์เหรอ ก็ไม่ใช่หรอก เพราะไม่มีใครเลือกตั้งแต่เกิดได้ว่าอยากได้คอนดิชั่นในชีวิตเป็นแบบไหน เราก็แค่คว้าโอกาสเท่าที่จะพอจับหาได้ในชีวิต แล้วทำมันให้เต็มที่ เท่าที่ชีวิตจะให้เรามา

- การขับรถไปส่ง และร่ำลาน้องชายที่ท่าเรือของเบรนแดน มันเลยดีมาก และเรารู้สึกกับฉากนั้นมากๆ ไม่มีการกอดลา แต่เรารู้ว่าพี่ชายคงเอาใจช่วยและอวยพรเราอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง และเราก็หวังว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีเช่นกัน

- อีกฉากที่ชอบคือตอนเพลง To Find You อันนั้นทำงานดีมาก น้ำตาซึมเลย ฮือออ (ไปดูเองนะ)

- แต่กลายเป็นว่าเพลงที่ชอบสุดคือ Riddle of the model 5555 โคตรดี

- ประเด็นเรื่องโรงเรียนเราเฉยๆ ชาวไทยก็อาจจะเฉยๆ เพราะแต่ละคนเจอมาหนักกว่านี้แน่นอน และเจ้าเด็กในเรื่องก็ตอบโต้ครูไม่แซ่บเท่าที่ฮอร์โมนได้ทำเอาไว้ กะอีแค่ให้ใส่รองเท้าดำ จะไปสู้บัตตาเลียนกร้อนผมตอนเช้า กับเอาปากกาเคมีเขียนขากางเกงได้ยังไง

- ในตอนท้ายของหนัง ที่ขึ้นคำอุทิศให้ว่า To all brothers เลยอยากให้เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นเมืองไทยว่า "แด่ทุกโรงเรียนในประเทศนี้" เย้

- น้อง Ferdia ก็ดีนะ ยิ่งช่วงท้ายๆ ที่น้องจับกีตาร์ร้องเพลงไปด้วยนั่นยิ่งดี แต่เอม่อน (Mark McKenna) นี่คือเท่สุดๆ แล้ว โอย ขอตามเป็นติ่งน้อง

- ทั้งหมดทั้งมวลคือการสรรเสริญ ชวนให้ไปดู ถ้าไม่ได้ชอบเพลง คุณจะสนุกกับหนัง แต่ถ้าชอบหนัง คุณจะรักเพลงตามไปด้วย ดี ไปดูเถอะ

The Propaganda Game: ความจริงที่ไม่อยากให้จริง

The Propaganda Game
(2015, Álvaro Longoria, B+)





เพิ่งดูเรื่องนี้จบใน Netflix ผู้กำกับหนังชาวสเปน Alejandro Cao De Benós เขาสนใจในประเทศเกาหลีเหนือ เขาอยากเห็นความเป็นอยู่ข้างในประเทศลี้ลับนั้น และทำเป็นหนังสักเรื่อง เขาเลยติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Alejandro Cao De Benós ชาวสเปนที่คลั่งไคล้ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบเกาหลีเหนือตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนสานต่อความฝัน แล้วเข้าไปทำงานในฐานะผู้แทนพิเศษด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเกาหลีเหนือ เคยเห็นพี่คนนี้อยู่บ่อยครั้งเวลาเข้าไปดูคลิปเกี่ยวกับกับหลีเหนือ แกเหมือนเป็น Spokeperson เป็นทีมพีอาร์ของประเทศไปแล้ว

Alejandro ให้ทีมงานของ Alvaro เข้ามาถ่ายทำในเกาหลีเหนือได้ โดยมีข้อแม้ (เหมือนกับพวกนักท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เข้าไปเที่ยวในเกาหลีเหนือนั่นแหละ) ว่าคณะของ Alejandro จะต้องอยู่กับทีมถ่ายทำตลอด จัดคอร์สพาไปเที่ยวที่ต่างๆ ให้ ทีมงานไม่สามารถเดินเพ่นพ่านถ่ายอะไรตามใจชอบได้ และแทบจะไม่ปล่อยให้ทีมงานอยู่ตามลำพังเลยด้วย ตามคุมตลอด แต่เราว่าก็คุ้มนะ เพราะด้วยความเส้นใหญ่ของพี่ Alejandro ทำให้หนังสามารถพาเราเข้าไปดูหลายๆ ที่ที่ไม่ค่อยได้เห็นในสารคดี หรือคลิปเกี่ยวกับเกาหลีเหนือบ่อยๆ อย่างเช่นภายในมหาวิทยาลัยคิมอิลซอง หรือในโบสถ์คริสต์ในเมืองเปียงยาง เออ มันมีโบสถ์คริสต์ด้วยอ่ะ งงใช่ป่ะล่ะ

เราชื่นชมวิธีการของผู้กำกับที่จะทำให้ได้มาซึ่งภาพ และคำตอบหลายๆ อย่างที่เขาต้องการ โดยวิธีการที่เขาใช้นั้นไม่ดุดันนะ สังเกตวิธีการตั้งคำถามของ Alvaro ต่อการสัมภาษณ์ทั้งคนเกาหลีเหนือเอง หรือจะ Alejandro นั้นเป็นไปด้วยความเคารพและสนใจใคร่รู้ คือเรารู้แหละว่าเขาฝมองประเทศนี้ไว้ยังไง เพียงแต่วิธีการตั้งคำถาม และการปฏิบัติต่อคน และสิ่งที่เขาเห็นมันไม่ได้เป็นไปเพื่อเมคฟัน เพื่อหาภาพเวียร์ดๆ มาสนองความศิวิไลซ์ของตัวเอง แล้วกดคนที่นั่นให้ต่ำลงหรือเป็นตัวตลกไป เอาจริงๆ ถ้าจะมีใครในหนังดูตลก ก็คงเป็นตา Alejandro นั่นแหละ กับบางครั้งที่เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ และเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่เขาเชื่อ จนหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดไม่ทัน ตรงนั้นแหละที่น่าสงสารเขาที่สุด

แรกทีเดียวเราดูเรื่องนี้เพราะแค่อยากเห็นภาพอันหายากข้างในประเทศเกาหลีเหนือแค่นั้นแหละ ก็อยากจะเสพความเอ็กโซติก แต่พอตั้งใจดู ตามหนังไปเรื่อยๆ ก็เริ่มหดหู่ปนเศร้า ภาพในเมืองเกาหลีเหนือคมชัดสวยงามระดับ HD (แค่นี้ก็คุ้มแล้วนะ) ที่ที่หนังพาไปเราเคยได้เห็นในภาพนิ่ง หรือคลิปตามยูทูปบ้าง แต่กองถ่ายทำแบบนี้ยังไงก็ให้คุณภาพภาพที่สวยงามกว่าอยู่แล้ว หลายๆ ทิวทัศน์ในเปียงยางสวยมาก และเราได้เห็นมุมที่ผู้คนออกมาใช้ชีวิต แบบที่ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ เห็นประชาชนที่อ้วนๆ สองสามคน (ชอบมีคำพูดทำนองว่า ทั้งประเทศ มีแต่คิมจองอึนเท่านั้นแหละที่อ้วน วันนี้เห็นคนอ้วนคนนึงละ 555) เห็นเด็กๆ เล่นโรลเลอร์เบลด (ใช่ ที่เราเคยฮิตกันเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว) อยู่ในสวนสาธารณะ มีอากง อาม่า เต้นออกกำลังกาย เห็นอีกมุมที่ไม่ค่อยได้เห็น เกาหลีเหนือในความคิดของเรามันเลยเริ่มมีมิติมากขึ้นนะ แต่ก่อนจะมองมันค่อนข้างแบน

แต่ในภาพที่ดูธรรมดานั้นมันไม่ธรรมดาหรอก ยิ่งถ้ามองจากคนที่อยู่ข้างนอก แค่เห็นการแต่งตัว ตึกรามบ้านช่องในนั้น ยังไงมันก็แปลก แต่ถ้าเราเป็นคนข้างใน ที่โตมาแบบเชื่อฟังไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เคยเห็นอะไรข้างนอก ไม่เคยตั้งคำถาม ชีวิตพวกเขาก็คงมีความสุขดี เราไม่รู้ความคิดของคนเหล่านั้น เพราะเขาไม่เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ลงลึกกับประชาชนคนเดินถนนได้มาก มีคำถามเดียวที่เข้าใกล้ความออกนอกลู่ และเสียวจะโดนลบฟุตเทจมากที่สุด คือตอนที่ Alvaro ผู้กำกับ ถามเด็กหนุ่มอดีตทหารที่ตอนนี้กำลังเรียนมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมรถไฟ ว่า "ความฝันของเขาคืออะไร" เด็กหนุ่มคนนั้นอึ้งไป อึ้งแบบอึ้งจริงๆ ว่า แล้วความฝันของเขาคืออะไร ก่อนที่จะยิ้มๆ แล้วบอกว่า เขาคงอยากทำงานเป็นวิศกรรถไฟ เพื่อรับใช้ท่านผู้นำ เป็นคำตอบที่ทำให้โล่งใจกันไปทุกฝ่าย ไม่ว่ามันจะออกมาจากใจของเขาจริงหรือไม่ก็ตาม

ในช่วงท้าย หนังตั้งคำถามว่า ถ้าเกาหลีเหนือล่มสลายขึ้นมา โลกจะเป็นอย่างไร คำตอบที่โหดร้าย แทบจะจากทุกคนที่ให้สัมภาษณ์ ต่างก็พูดไม่ต่างกันว่า ไม่มีใครอยากให้เกาหลีเหนือล่มสลาย โดยเฉพาะพวกผู้เล่นเบอร์ใหญ่ๆ อย่างจีน อเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้เองก็ตาม การดำรงอยู่ของรัฐที่ละเมิดและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่ทุกวี่วัน สร้างผลประโยชน์มหาศาล และในอีกทาง ก็ไม่เป็นภาระให้กับประเทศเบอร์ใหญ่พวกนี้ พวกเขาจึงยังต้องรักษาความเป็นเกาหลีเหนือเอาไว้ และเล่นเกม Propaganda เกมที่เกาหลีเหนือทำกับประชาชนของพวกเขา สร้างตัวร้าย ตัวตลก ตัวประหลาดอย่างเกาหลีเหนือขึ้นมา และรักษาเจ้าตัวประหลาดตัวนี้เอาไว้ ตราบใดที่ยังไม่มีใครสมประโยชน์กันซักที

บทสรุปหนึ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์พูดเอาไว้จึงสะท้อนความจริงได้ดี เธอคนนั้นบอกว่า บางที คนกลุ่มเดียวที่อยากเห็นการล่มสลายของเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง ก็คงจะมีแต่ประชาชนของเกาหลีเหนือเองเท่านั้นเอง

น่าเศร้านะ


All Things Must Pass: ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเราเคย

All Things Must Pass: The Rise and Fall of Tower Records
(2015, Colin Hanks, A+)



ก่อนไปดูก็คิดนิดหน่อยว่าเราจะอินกับหนังมากมั้ย เพราะถึงจะเคยไปเหยียบ Tower Records ที่สยามประมาณสองครั้งถ้วน และได้อุดหนุนกันแค่ครั้งเดียว แต่เราก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับที่นี่อีก เราไม่ได้เป็นคอเพลงตัวยง เป็นแค่คนที่ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย เราจะสนุกกับหนังได้มั้ย ยิ่งพอเห็นพี่ๆ ที่เป็นทั้งคอเพลง เป็นทั้งแฟนพันธุ์แท้ของร้าน เขาดูคึกคัก นอสตัลเจียกันสุดๆ เรายิ่งชักท้อ ว่าเอ หรือหนังเรื่องนี้จะไม่เหมาะกับเรา

แต่พอได้ดูจนจบ นั่งปาดน้ำตาป้อยๆ มองเอนด์เครดิตบนจอ ก็รู้แล้วว่า ที่กังวลมาก่อนหน้า เราคิดผิดทั้งหมด

All things must pass สำหรับเรา มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องการสร้างแบรนด์ เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จโคตรๆ ของการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง แนวคิดในการบริหารคนแบบ Flexible ที่เขากำลังให้ความสนใจ เป็นเทรนด์อยู่ในตอนนนี้ Tower Records ทำให้เราเห็น ว่าพวกเขาใช้วิธีนี้มาแต่ไหนแต่ไร เป็นหนังที่เล่าเรื่อง Leadership ที่จะเอาไปเปิดในคลาสสอนผู้บริหารองค์กรก็ยังได้ และสุดท้ายคือมันเป็นหนังที่บันทึกยุคสมัย ที่ต่อให้เราไม่ได้มีความทรงจำร่วมกับ Tower Records ซักเท่าไหร่ แต่เราก็ยังรู้สึกกับสัจธรรมเรื่องความผ่านมา-ผ่านไป ที่เห็นในหนังได้อยู่ดี

เรามีความรู้สึกคล้ายๆ ตอนที่ดู The Master ของพี่เต๋อ-นวพล คือมันเป็นการเกิดขึ้น เจริญถึงขีดสุด แล้วก็ดับไป ภายในไม่ถึงชั่วอายุคนของสิ่งสิ่งหนึ่ง แต่ในการเกิดขึ้นของมัน แม้จะดับมอดไปแล้ว ได้เป็นหมุดหมายที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทั้งต่อภาพใหญ่ คือวัฒนธรรมการฟังเพลง/ดูหนัง ไปจนถึงภาพเล็ก คือต่อคน ที่ไปเปลี่ยนชีวิตเขา ไม่ว่าจะในทางที่ดีหรือร้าย แต่มันก็เป็นชิ้นส่วนประกอบประกอบขึ้นเป็นตัวตนคนนึง ในช่วงชีวิตนึงเลยน่ะ

การเติบโตและเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยคงเป็นหัวใจของหนังเลยมั้ง ผู้เล่าเรื่องทุกคนเป็นลุง เป็นป้า หรืออาจจะเป็นย่าเราเลยก็ได้ แต่ในแววตาระหว่างที่เล่าเรื่องนั้นพวกเขาเป็นวัยรุ่นหมด เขาโตขึ้นจากวันที่เป็นเด็กวัยห่ามเข้ามาทำงานเพื่อเอามันส์มากกว่าจะเอาเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง ตัวเราในตอนนั้นมันมีแต่ไฟ มองเห็นแต่ความสนุกตรงหน้า หมดเดือนได้รับเงินมา เอาไปกินดื่มให้สุขี เรามองเห็นแค่นั้นแหละ แต่พอโตขึ้น พวกลุงๆ ก็เติบโต ก็ได้สวมหัวใหม่ ตำแหน่งใหม่ จากมองแค่สิ่งตรงหน้า กลายเป็นต้องมองลงมา จากเคยเป็นแต่ผู้รับ กลายมาเป็นผู้จ่าย ทำยังไงให้ชีวิตมันซับซ้อนขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้น จะทำยังไงให้ความสนุกในตัวเราไม่หายไป

เราชอบลีลาการเล่า ที่แม้จะพูดถึงเรื่องเศร้า แต่มันไม่เศร้า มันบ้า มันกวน มันมีชีวิตชีวา วิธีที่เขาปฏิบัติกับตัวละครก็เหมือนกัน เขาเล่าแบบที่ให้เรารักทุกคนที่เห็นบนจอ คือคนเราพอเลิกกันไปแล้ว เราก็มาคุยกันในเรื่องดี ของวันเก่าๆ กันเถอะ อย่าง รัสส์ โซโลมอน ผู้ก่อตั้ง Tower Records เขาคงเป็นมนุษย์ที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่หนังเลือกที่จะเล่าด้านที่ทำให้เราจะรักปู่คนนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าแกแม่งเจ๋ง แกแม่งบ้า ถึงแกจะบริหารธุรกิจจนเจ๊งไม่เป็นท่า แต่แกก็เป็นคนที่น่ารัก เป็นคนที่เราอยากจะจดจำ

จริงๆ มันมีประเด็นเบี้ยบ้ายรายทางที่เย้ายวนให้หนังว่อกแว่กและออกนอกลู่นอกทางมากเลยนะ แต่หนังไม่เสียสมาธิไปกับอะไรพวกนั้น ยังคงเลือกสิ่งที่อยากให้อยู่ในหนัง กรอบมันเอาไว้ให้ไปตามทาง เราว่าธงเขาชัดเจนดี จะเล่าแค่นี้ แบบนี้ แต่มันเป็นรสชาติที่อร่อยดี ครบถ้วนดี ไม่รู้สึกว่าขาดสารอาหารส่วนไหนไป

มีสองอย่างที่นึกถึงตอนดู อย่างแรกคือร้านขายเทปเพลง และวีซีดีหนังที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เป็นร้านสีเขียวๆ หน้าตาบ้านๆ เป็นร้านประจำสมัยเรียนของเรา เหมือนที่เอลตัน จอห์น บอกไว้ในหนัง ว่าการไปเดิน Tower Records ถือเป็นพิธีกรรม เราก็ทำแบบนั้นแหละ แต่เดินที่ร้านเขียว ซื้อรึเปล่าไม่รู้นะ แต่ต้องเข้าไปเช็คซะหน่อยว่ามีอะไรมาใหม่บ้าง ถ้าเป็นเด็กสยามคงไปเดินทาวเวอร์, หรือร้านดีเจสยามอะไรแบบนั้นไง แต่เราเด็กฝั่งธน ก็มีร้านเขียวขายของแมสๆ บ้านๆ แบบนี้แหละเป็นที่พึ่ง
อุดหนุนกันมาตลอดจนถึงจุดที่อยู่ดีๆ ตัวเราก็เริ่มเบื่อการซื้อเทปและซีดี มีวิธีการในการหาเพลงฟังในรูปแบบอื่น (คิดถึงโปรแกรม Soulseek มาก) เรากับร้านเขียวก็ห่างกันไป ไม่ได้ติดตามละ แถมยังย้ายไปอยู่ไกลจากเซ็นปิ่น ก็ยิ่งไม่ได้แวะเวียนเข้าไปใหญ่ ล่าสุดไปก็ไม่เจอร้านนี้แล้ว คงหมดอายุขัยของมัน

อีกอย่างที่คิดถึง และน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับหนังมากกว่าเรื่องวงการเพลง หรือความเป็นทาวเวอร์เรคคอร์ดส์หรืออะไร คงเป็นการนึกถึงความสนุกในการทำงาน ครั้งนึงเราก็เคยเป็นวัยรุ่นที่แม้จะไม่ห่ามขนาดพี้ยาอยู่หลังร้าน (แถมยังเบิกค่ายากับบริษัทด้วย เลวสัสๆ (ชม)) แต่ก็พลุ่งพล่านใช้ได้เลยแหละ โชคดีที่ครั้งนึงเคยได้ทำงานในทีมที่มันสนุกมากๆ ผู้นำก็ดี มีพื้นที่ให้เราได้ลองทำอะไรเยอะยะ ดีบ้าง เละบ้าง แต่มันเป็นวัฒนธรรมของทีมที่สนุก สนุกแบบที่เราไม่คิดว่าวันนึงมันจะพังพาบไม่เหลือร่องรอยไปเลยได้

มีตอนนึงที่ผู้ให้สัมภาษณ์พูดประมาณว่า ที่ทำงานของเขามันไม่เหมือนเดิม เออ เราเข้าใจความรู้สึกลุงนะ คือเราออกไปได้เลยเพราะมันไม่ใช้ที่ที่เราเคยสนุกกับมันแล้ว ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เมื่อความเปลี่ยนแปลงเข้ามาเยี่ยมเยือน เราก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจกับที่ที่เราเคยสบายใจกับมันที่สุดแล้วอ่ะ แต่ให้เราเสียใจกับการจากหายไป อาจจะยังดีกว่าต้องเสียใจที่มันเปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าเดิม

เลยคิดว่าที่ร้องไห้ คงเป็นเพราะเอาตัวเองเข้าไปแทนค่าในหนังมากไปหน่อย (อินสัสๆ) แบบเราเคยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกสัสๆ ได้เห็นตั้งแต่มันก่อตั้ง มันพีค จนมันหายไป ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แม้จะเดินออกมาก่อน แม้ว่ามันจะสูญสลายไปแล้ว แต่เราก็จำได้แต่ด้านที่มีแต่คำขอบคุณจะมอบให้ คุณลุงในเรื่องเล่าถึงนาฬิกาแทนคำขอบคุณที่เขาได้ แต่ในน้ำเสียงและแววตาของลุงมีแต่คำขอบคุณมอบกลับไปยังผู้ให้มากกว่า

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเรารู้สึกกับหนังมาก และยังเชียร์ให้ใครก็ได้เข้าไปดูเรื่องนี้เถอะ ต่อให้คุณไม่ฟังเพลง ไม่ซื้อซีดี ไม่รู้จักร้านนี้เลย คุณก็จะได้แง่มุมอื่นจากมันกลับไปอยู่ดี และที่สำคัญคือมันสนุก แค่ได้ดูหนังเรื่องนึงที่มันสนุกก็พอแล้ว ไปดูเหอะ

Hanachan no Misoshiru: ร่องรอยที่ไม่ลืมเลือน

Hanachan no Misoshiru
(2015, Tomoaki Akune, B+) 



เราว่ามันไม่ใช่หนังเชิงให้กำลังใจอะไรแบบนั้นนะ เพราะสิ่งเดียวที่บั่นทอนตัวละครในเรื่อง ก็คือมะเร็ง ที่สู้ยังไงก็แพ้ แต่ในการแพ้ตลอด ตัวละครอย่าง จิเอะ กลับถอยมาเพื่อจัดการกับชีวิตตัวเอง รับมือกับความตายที่จะมาถึง เพื่อให้เธอจากไปได้อย่างหมดจด งดงามที่สุด

สำหรับเรา มันคือหนังที่เล่าเรื่องแม่-ลูก มากกว่า เราว่าลูกสาวแทบทุกคนต้องมีโมเมนท์ที่ได้ทำอะไรร่วมกับแม่อยู่ในครัว คือมันเป็นพื้นที่ของแม่กับลูกสาว (และอาจจะลูกชายด้วย) ที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้ถ่ายทอดและส่งต่อรสชาติ และกรรมวิธี ที่ร้อยบ้านก็ต่างกันไปร้อยวิธี แม่อาจจะไม่ได้ลงมือสอนเรา แต่ทุกการขยับตัว ท่วงท่า เสียงหั่น สับ ควันคลุ้งจากกระทะที่ตั้งน้ำมันจนร้อนฉ่า รสสัมผัสพวกนั้นมันติดตรึงอยู่ในตัวเรามาตลอด เราอาจจะจำมันเป็นภาพที่ชัดไม่ได้ แต่เรานึกถึงมันอยู่เสมอ และ - อย่างไม่รู้ตัว เราเองก็ได้ซึมซับ และรับเอาตัวแม่มาอยู่ในตัวเราไปแล้ว

มันเลยเป็นการสั่งเสียที่ไม่ได้ฟูมฟายยาวย้วยด้วยไดอาล็อกพร่ำบอกว่ารัก แต่เป็นการทิ้งร่องรอยของผู้ที่จากไป ผ่านรสชาติ และกรรมวิธีการปรุง ผ่านกลิ่นผ้าหอมแดด ผ่านกองผ้าที่พับไว้ในตู้ ผ่านเพลงที่เราชอบร้องชอบฟัง ทั้งหมดนั้นคือตัวเราที่ถูกทิ้งเอาไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปแค่ไหน เมื่อคนที่ยังอยู่ได้กิน ได้กลิ่น ได้มอง ได้ยิน พวกเขาก็จะยังนึกถึงเราอยู่เสมอ

หนังมันมีพลังบวกอยู่เยอะ แบบดูมาจนถึงฉากคอนเสิร์ตแล้วอยู่ดีๆ ก็แว้บขึ้นมาว่า นี่กูยังไม่ได้เกลียดตัวละครไหนเลยอ่ะ คือทุกตัวมีไว้เพื่อให้เรารักหมดเลย คือมันเป็นชุมชน เป็นคนที่แวดล้อมด้วยสิ่งที่ดีๆ เป็นไปได้ว่า เขาคงอยากจะกรอบภาพสุดท้ายก่อนตายของเราให้มันเหลือแต่สิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ ให้เหลือแต่คนที่เรามีความหมายกับเขา และเขาก็มีความหมายกับเรา ทีนี้พอทุกคนเป็นคนดีหมด มันก็มีความเลี่ยนเหมือนกัน แต่เราไม่ได้มีปัญหากับอะไรตรงนั้น เพราะไอ้พาร์ทแม่-ลูกนั้นเอาเราอยู่หมดแล้ว

Ryoko Hirosue คือแก่ไปมาก เธอเป็นรักแรกๆ ของเราตั้งแต่ยังอยู่มัธยม ตอนนั้นชอบอยู่ไม่กี่คน มีทาเคอุจิ ยูโกะ แล้วก็ฮิโรสุเอะนี่แหละ ติดใจจากเรื่อง Otousan ที่ฉายใน iTV สมัยนั้น น่ารักชิบหายวายป่วง แต่ก็เนอะ ผ่านมาเป็นสิบปีก็ต้องมีเฒ่าชรากันไปบ้าง เพราะความแก่เลยทำให้ไม่อินช่วงแรกที่เธอเล่นแอ๊บเด็กก่อนแต่งงานเท่าไหร่ แต่พอเข้าโหมดคุณแม่แล้วไม่มีข้อกังขา, Kenichi Takito คือเกือบจะเป็นคุณพ่อไม่เอาไหนคลิเชๆ แต่ไม่ใช่ว่ะ เราว่าเขาเล่นแล้วพาเราไปไกลกว่านั้น แต่ที่ดีมาก ดีที่สุด คือน้อง Emina Akamatsu น่ารักเหลือเกินลูกแม่ ถ้าบทฮานะได้เด็กที่กระแดะเกินวัยไปกว่านี้หนังจะพังพาบไปทั้งเรื่องเลย แต่น้องเอมินะก็เป็นเด็กแบบนี้แหละ ไปดูคลิปสัมภาษณ์ ก็เออ น้องก็เล่นเป็นตัวน้อง แค่ไม่มองกล้อง

ระดับความพังในการดูของเราคือเต็มสิบกูให้ไปเลยยี่สิบ ไม่เคยร้องไห้แบบเสียสติในโรงหนังหนักเท่าครั้งนี้ คิดว่าเพราะหนังก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือคงคิดถึงแม่ด้วย พอเรารีเลทกับหนังได้เลยยิ่งอินมาก มีหลายครั้งที่เราเสียดาย ที่เราไม่ได้ถาม และแม่ก็ไม่ได้สอนอะไรหลายอย่างเอาไว้ให้ ยิ่งเวลาทำอาหารสมัยนี้ เวลาที่ต้องมั่วซั่วด้นสด เวลานั้นจะคิดถึงแม่เสมอ ว่ารู้งี้ถามไว้บ้างก็ดี อยากเรียนรู้หลายๆ อย่างจากครัวของแม่ อยากเป็นฮานะที่ได้แม่ทิ้งสมุดจดสูตรอาหารไว้ให้

แต่จะว่าไป ก่อนแม่เสีย แม่ตำพริกไทยดำใส่โหลเอาไว้ แม่จะชอบตำพริกไทยเอง ไม่ซื้อสำเร็จรูป และไม่ใช่เครื่องปั่น แม่บอกว่ากลิ่นมันไม่เหมือนกับตำ เราก็เออออไปกับแกด้วย ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันต่างกันขนาดนั้นเลยเหรอ จนแม่เสีย พริกไทยโหลนั้นยังเต็มอยู่เลย นานๆ จะแบ่งออกมาใช้บ้าง จนตอนนี้ก็ยังเหลืออยู่นิดหน่อย

คงเป็นรสชาติสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้เราล่ะนะ



ปล. ลองไปดูคลิปชีวิตของฮานะและคุณพ่อ ตอนนี้น้องฮานะอายุสิบสองแล้ว ยังทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้เหมือนเดิม ได้เห็นภาพเคลื่อนไหวตอนคุณจิเอะมีชีวิตอยู่ ก็พอจะเข้าไปแล้วว่าที่หนังมันฟุ้งไปด้วยพลังบวกนั้นได้มาจากไหน




Anomalisa: เธอที่ไม่ซ้ำ

Anomalisa
(2015, Charlie Kaufman-Duke Johnson, A)


*สปอยล์แน่นอน

1.
กำลังจะเขียนถึงหนัง แต่เน็ตช้าเหลือเกิน เลยโทรเข้าไปหา Call Center สงสัยเป็นเพราะดึกแล้วเลยโทรติดง่าย ได้คุยกับคนไวหน่อย ไม่ต้องรอสายนาน

ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงเจื้อยแจ้ว เธอให้บริการตามมาตรฐานที่เทรนมาอย่างดี ถามคำถามที่เดาว่าคงเป็นไบเบิลแปะไว้ที่โต๊ะทำงานแล้วว่า ถ้าลูกค้าโทรมาให้ถามอันนี้ก่อน แล้วตามด้วยอันนี้ และอันนี้

เราแจ้งเธอไปว่าสองสามวันมานี้เน็ตช้ามาก เธอรับปากว่าจะช่วยตรวจสอบให้ คุณลูกค้ามีอะไรถามเพิ่มเติมอีกไหม ทั้งหมดนั้นเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีอารมณ์ เหมือนกำลังคุยกับระบบอัตโนมัติ ที่มันเป็นสคริปต์ไปทั้งหมด เราเลยไม่แน่ใจว่า ตกลงปัญหาอินเตอร์เน็ตเรามันได้รับการแก้แล้วใช่มั้ย และเพราะเธอให้เราถาม เราก็เลยถามกลับไป ว่าแล้วมันจะยังไงต่อนะ เรื่องเน็ตเราเนี่ย

เฮ้ย เธอคนนั้นพูดเหมือนเดิม เป็นการพูดทวนซ้ำประโยคเดิม ตามสคริปต์ที่ปรินท์แปะไว้ที่โต๊ะ น้ำเสียงเจื้อยแจ้วไม่สื่ออารมณ์เหมือนเดิม

ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคุยกับมนุษย์ระบบอัตโนมัติ กูเล่นเน็ตด้วยความเร็วแบบพอเพียงแบบนี้ต่อไปก็ได้ แล้วก็วางสายไป

2.
เมื่อกี๊ไปดู Anomalisa (2015) มา Michael Stone (David Thewlis) ตัวเอกของเรื่อง เป็นนักเขียนหนังสือระดับเบสท์เซลเลอร์ชื่อ “How May I Help You Help Them?" คัมภีร์ที่ช่วยชีวิตคนทำงานบริการลูกค้า (Customer Service) ที่ใครอ่านแล้วเอาไปใช้ก็ได้ผล โด่งดังจนไมเคิลต้องบินจากแอลเอมาพูดในงานสัมนาที่ซินนิเนติ

Fregoli คือชื่อโรงแรมที่ไมเคิล เข้าพัก ทีแรกเห็นชื่อก็คิดว่าเป็นโรงแรมเชนหรูที่มีอยู่จริง แต่พอมาอ่าน Trivia หนัง เลยได้รู้ว่า จริงๆ มันเป็นชื่ออาการป่วยอย่างหนึ่ง ที่คนเป็นโรคนี้จะเห็นสิ่งรอบกายเหมือนกันไปหมด ทั้งหน้าตา ทั้งเสียง

มีตอนนึงที่ไมเคิลกล่าวในงานสัมนา เขาบอกว่า ลูกค้าก็เป็นมนุษย์ ที่มีความรู้สึก

ไม่แน่ใจว่าไมเคิลเป็นโรคนี้มานานแค่ไหน ตอนที่เขาเขียนหนังสือเขามองเห็นสิ่งรอบตัวด้วยหน้าและเสียงเดียวแบบนี้แล้วหรือยัง ในฝันร้าย เขาเห็นสำนักงานคอลเซ็นเตอร์ที่มีพนักงานหน้าตาเดียวกัน นั่งเรียงแถวด้วยโต๊ะสำนักงานหน้าตาเหมือนกัน พวกเธอเหล่านั้นกำลังให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์

เหมือนอย่างคอลเซ็นเตอร์ที่เราเพิ่งโทรหาเมื่อกี๊รึเปล่า พวกเธอไม่ได้ป่วยเป็นโรค Fregoli แต่สคริปต์ที่แปะบนโต๊ะ ทำให้พวกเธอเห็นทุกคนที่โทรเข้ามาเป็นเสียงและหน้าเดียวกันหมด ที่จริงแล้วเธออาจจะอยากช่วยเรามากกว่านี้ก็ได้ แต่ความเห็นใจมากไปมันทำให้เสียเวลา จะแก้ปัญหาได้รึเปล่าก็ไม่รู้ และถ้าเธอใช้เวลากับสายเรามากเกินไป ระบบมันก็จะบันทึกไว้ พอถึงตอนประเมินผลการทำงาน เธออาจจะโดนหัวหน้าดุ

มันคงน่าเบื่อ ที่ต้องฟังเสียงคนโทรเข้ามาขอความช่วยเหลือซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน เสียงพวกนั้นแตกต่างไม่เคยซ้ำกัน แต่สำหรับเธอ นี่อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อระดับโลก

เราคือความน่าเบื่อนั้นของเธอ

3.
ในความน่าเบื่อ ไมเคิลได้เจอกับ ลิซ่า คนเดียวที่หน้าตา และเสียงของเธอไม่เหมือนใคร ไอ้ความไม่เหมือนใครมันไม่ได้เกิดจากลิซาหรอก คนเราก็ไม่เหมือนกันทั้งนั้น แต่พอเราตกหลุมรักใคร เขาก็จะพิเศษขึ้นมาทันที

เมื่อเจอคนที่พิเศษ คนที่ไม่ซ้ำ ไมเคิลอยากจะใช้เวลาอยู่กับลิซ่าทั้งคืน เธอร้องเพลงให้เขาฟัง เธอพูดไม่หยุด และเขาก็ไม่อยากให้เธอหยุดพูด เขาให้เธอพูดแม้ตอนที่ร่วมรักกัน เป็นฉากเซ็กซ์ในหนังอนิเมชันที่ดีจัง มีความเย้ายวนและอวลไปด้วยความโรแมนติก มันไม่ใช้เซ็กที่เร่าร้อน ดูแค่สังขารของสองคนในซีนก็ไม่น่าจะไปเกิดอารมณ์อะไรได้ แต่มันเกิดอารมณ์ว่ะ เรารู้สึกถึงความรักในค่ำคืนนั้นได้

ก็ควรจะรู้สึกเยอะล่ะ เพราะผู้กำกับร่วม Duke Johnson ใช้เวลาอนิเมทซีนนั้นอยู่หกเดือน (ยอมก็ได้)

ทุกอย่างมันดีหมด ดีจนไมเคิลอยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลิซ่า-ผู้หญิงที่ไม่เหมือนใคร เธออาจจะกินมูมมาม พูดตอนเคี้ยว และเอาส้อมกระทบฟันหน้า อันเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบอยู่บ้าง แต่เธอก็ยินดีจะปรับให้ ขอแค่เธอยังอยู่ข้างๆ และพูดคุยกับเขาด้วยเสียงที่ไพเราะที่สุด...

เสียงนั้นหายไปแล้ว

ลิซ่ากลายเป็นทุกคนในการรับรู้ของไมเคิลไปแล้ว เสียงนั้นหายไปแล้ว

หรือว่าเสียงไพเราะคือความตื่นเต้นชั่วข้ามคืน แต่พอเราเริ่มจะทำให้มันเข้ารูปเข้ารอย พามันเข้าระบบแบบแผน เสน่ห์ที่เคยทำให้เราหลงรักก็หายไป

แล้วยังมีบรรยากาศประหลาดๆ อีกนับไม่ถ้วน หรือการทับซ้อนกันมัวๆ ของลิซ่า กับตุ๊กตาญี่ปุ่น ที่มีรอยแผลเป็นตรงจุดเดียวกัน ชื่อลิซ่าที่เธอเองก็บอกว่ามันมีความหมายในภาษาญี่ปุ่น และของเหลวที่ไหลออกมาจากตุ๊กตาตัวนั้น มันมาจากไหน

4.
ออกจากโรงมาด้วยคำถามในใจหลายอย่าง แต่อย่างไรก็ดี เราชอบประสบการณ์ที่ได้จากการดูอนิเมชันเรื่องนี้ ตอนเดินกลับบ้านก็ลองคิดดูว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมาเหนื่อยขยับตุ๊กตาเป็นสต็อปโมชันด้วยวะ ใช้คนเล่าเอาก็ได้รึเปล่า จนถึงตอนเขียนนี่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้นะ แค่คิดว่าหนังมันพยายามอนิเมทภาพให้โคตรสมจริง แต่ยิ่งทำให้จริงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งไม่จริง บรรยากาศในหนังมันเลยแปลกประหลาด นัวร์ๆ ลอยๆ เหมาะสมแล้วที่จะเล่าอะไรแบบนี้

ชอบที่มันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ ผ่านความเป็นปัจเจกมากๆ คือทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ในสายตาและสมองของไมเคิลหมดเลย สุดท้ายแล้วในความสัมพันธ์ ตัวเราที่ว่าดี ก็ต้องถูกประมวลผลคัดกรองผ่านสายตาของอีกฝ่ายอยู่ดี ในผู้คนที่เหมือนกันดาษดื่น เราที่ธรรมดาๆ อาจจะเป็นคนพิเศษ เป็นแสงสว่างของใครซักคนเข้าให้ก็ได้ เป็นเราที่ไม่ซ้ำใคร ได้มีเวลาแสนวิเศษร่วมกัน

แค่ช่วงเวลานั้นอาจจะไม่ได้อยู่ตลอดไป...


The Act of Killing: เลวก็บอกว่าเลว

The Act of Killing 
(2012, Joshua Oppenheimer, T__T)

 

เคยโหลดเรื่องนี้มา ดูไปได้สิบนาทีก็ยอมแพ้ แต่พอเห็นมาเข้าไทยรอบนี้ มีซับไทยพร้อม แถมเป็น Director's cut ด้วย เอาวะ ดูในโรงก็ได้ คราวนี้ดูจบแน่นอน เป็นการบังคับตัวเองไปในตัว

แต่อีซัซซซซซ ทรมานชิบหาย เป็นเกือบสามชั่วโมงที่อึดอัด หดหู่ ปั่นป่วน ดูไปก็สงสัยว่าหนังแม่งเรทอะไรวะ จนพอออกจากโรงมาก็เสิร์ชเจอว่าเป็น น18 โอย กูจะ 29 แล้วยังแทบจะไม่ไหว Visual แม่งโหดสัสๆ จะตายเอา

พอหนังมันพาเราลงไปสำรวจลุงอันวาร์จนหมดไส้ พาไปจนถึงจุดที่แกระเบิดอารมณ์และยอมแล้ว มันก็มีวูบที่เรามองเห็นแกเป็นมนุษย์ที่บกพร่อง หลงผิดคนนึง จนแกแก่เฒ่าและเข้าใจสิ่งที่ทำไปมากขึ้นแล้ว แม่ง กูต้องเห็นใจฆาตกร กูต้องสงสารคนที่ฆ่าคนเป็นพัน หนังมันท้าทายเราแบบนี้ แต่ยังไงล่ะ อย่างน้อยความผิดมันก็หลอกหลอนลุงแกในฝัน และแกเองก็พร่ำพูดเรื่องกรรมไปพร้อมๆ กับการยืนยันว่าสิ่งที่แกทำมันไม่ผิด มันทำให้เห็นว่าแกเป็นมนุษย์ที่ยังมีร้อนมีเย็น อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาบ้าง (เมื่อเทียบกับตัวละครที่พูดอย่างหน้าตาเฉยถึงการข่มขืนเหยื่อ)

แต่ที่น่ากลัวกว่าคน คือระบอบที่ครอบเราอยู่ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้สะทกสะท้านหรือรู้สึกผิดใด มันยังคงดำเนินไป และอาจจเข้มแข็งไม่ต่างจากเดิม เพียงแค่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมก็เท่านั้น ความไม่ละอายเมื่อไปผสมรวมกับอำนาจ ย่อมก่อให้เกิดอะไรก็ได้ และที่น่าประหลาดใจ (แต่ชอบนะ) คือการที่ทุกคนพูดเรื่องที่ผิดแบบหน้าตาเฉย พูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับว่ามันมีอยู่จริง

คือไม่รู้จริงๆ ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ แต่ชอบที่ไม่พยายามเป็นคนดี คือเราหาแบบนี้ดูในบ้านเราไม่ได้ ให้เราพูดว่าเราเคยฆ่าแมลงสาปโดยไม่ออกตัว หรือฆ่าใน in the name of XXX เราก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก แต่นี่เรากำลังพูดถึงชีวิตคน การใส่ร้าย การคอรัปชัน ที่พูดกันเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งก็จริง มันเป็นเรื่องปกติ ผู้นำตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ไปจนถึงรัฐมนตรี ล้วนมาจากกองกำลังอันธพาล ที่ไม่ได้แอ๊บใส แต่กลับเปิดหน้าสนับสนุนกันเต็มที่ เออ จริงใจดี จริงใจมากจนอยากทำความเข้าใจสังคมอินโดฯ​ อยากรู้จักมากกว่านี้เลยว่าเราพูดเรื่องแบบนี้กันตรงๆ ได้เลยเหรอ ดีมาก อิจฉา ไม่ต้องสร้างภาพ ไม่ต้องบิดและเป็นคนดีตลอดเวลา จะชั่วก็เปิดหน้าชั่วกันไปเลย เชี่ย แก๊งสเตอร์ ประทับใจ

เมื่อวันก่อนเพิ่งได้อ่านบทความอันนึงว่าด้วยหนังมาเลเซีย ที่มีฉากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในไทย ไปอยู่ในหนังแบบภาพชัด อันเซ็นฯ​ แล้วก็มาได้ดู The Act of killing อีก ยิ่งอิจฉาว่า อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เป็นตราบาปของประเทศมันก็ได้ถูกเล่า ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง และเปิดหน้าคุยกันแบบตรงๆ เลวก็บอกว่าเลว กระหายเลือดก็บอก ไปให้ถึงแก่นของความเลวเลยว่าทำไปเพราะอะไร เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูก เพราะสะใจ หรืออะไรก็ว่าไป แค่พูดกันตรงๆ ไม่ต้องมาบิดเบือน หรือขุดหลุมกลบฝัง เพราะยังไงมันก็เกิดขึ้นแล้ว มีคนเห็น มีคนกระเทือนกระทบจากสิ่งนั้นดำรงอยู่เต็มไปหมด

ยอมรับว่ามีการเมาเสียงสนทนาจนเคลิ้มหลับไปช่วงนึง เพราะมึงพูดกันจนกูเหนื่อยจะอ่านซับ แต่พอตื่นได้ก็ตื่นยาว โดยเฉพาะช่วงครึ่งชั่วโมงท้ายที่หนักแบบเหมือนโดนทุบให้ทรมาน สงสารเหยื่อ สงสารตัวละครที่กำลังกายไปเหยื่อ สงสารที่เคยเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงแบบไม่มีการสั่งคัทเหมือนที่ทำได้ในหนัง และสงสารตัวเองว่ากูมาทำเหี้ยอะไรที่นี่ ทรมานสัสๆ แต่จะรู้สึกถึงขั้นนี้ต้องดูในโรงหนังจริงๆ ว่ะ ความมืดและเสียงทำให้เราจะตายไปกับหนังได้จริงๆ

มีภาพนึงที่ถูกทำซ้ำๆ คือการเอาผ้าดำผูกตาเหยื่อ ตอนดูก็คิดถึงจ่านิว 555 นึกถึงแกตอนที่โดนอุ้ม เข้าใจเลยว่ามันน่ากลัวมาก การอยู่กับคนแปลกหน้าที่มีอำนาจเหนือกว่าโดยที่เรามองไม่เห็นอะไรเลย เป็นภาวะที่โคตรไม่ดี เห็นใจแกมากขึ้นก็ตอนนั้น แล้วพอออกจากโรง ก็เจอจ่านิวออกมาเหมือนกัน เชี่ยเอ๊ย เพิ่งนึกถึงอยู่หยกๆ 555

45 Years: กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง

45 Years
(2015, Andrew Haigh, A)



ลำพังแค่พลอทหนังมันไม่มีอะไรเลยนะ แต่หนังมันดีจนดีมากได้เพราะการแสดงล้วนๆ เลย ด้วยพลอทแล้วมันเหมือนเนื้อหาในเพลงร็อคไทยที่พูดเรื่องคนรักเก่ากับคนที่อยู่ตรงนี้ แล้วพี่นักร้องก็จัดการฟูมฟายโหยหวนไปกับความเศร้านั้น หนังมันก็เล่าเรื่องเดียวกันแบบนั้นแหละ แต่ไม่เว้ย หนังมันแกร่ง ไม่ฟูมฟาย ไม่เพ้อเจ้อ เพราะจะมาเพ้อเจ้าฟูมฟายเวิ่นเว้ออะไรนักหนา อายุหกเจ็ดสิบกันแล้ว หมดเวลาจะไปทำแบบนั้น ภาพในหนังมันเลยจริงมาก สิ่งเดียวที่ทำให้เราอยู่กับหนังได้ ก็คือการแสดงของทุกตัวละครในนั้น ซากปรักหักพังทั้งหลายมันรวมอยู่ในดวงตาของป้า Charlotte Rampling หมดแล้ว ไม่ต้องเล่าให้ใหญ่ ไม่ต้องโหมประโคมเพลงอะไรแล้ว จบในดวงตา Smoke gets in your eyes ของแท้

เคยนึกภาพตัวเองและผัวตอนแก่ และยังคุยกันเล่นๆ ว่าตอนนั้นเราจะเป็นยังไง รวมๆ แล้วภาพที่คิดคือเราคงยังจิกกัดด่ากันแบบทุกวันนี้อยู่ ความซาบซ่าคงลดลง เป็นตัวของตัวเองกันมากขึ้น ร่างกายเราคงเหี่ยวเฉา สภาพที่ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยดี ถึงตอนนั้นมันคงยิ่งแย่ เรื่องที่เคยทะเลาะกันวันนี้ ถึงตอนนั้นคงไม่ทะเลาะแล้ว แต่คงมีเรื่องใหม่ๆ ให้ต้องขัดใจกันอีกจนได้ ชีวิตคู่มันมีรายละเอียดมากกว่าแค่ความรักนะ มันเป็นศิลปะเฉพาะคู่ แต่ก่อนก็ไม่เข้าใจหรอก แต่ตอนนี้พอจะเห็นภาพชัดขึ้นละ

เวลา 45 ปีของชีวิตคู่มันนานนะ สิบปีแรกคงเต็มไปด้วยพลัง ยี่สิบปีเริ่มเหนื่อย สามสิบปีเริ่มวาง สี่สิบปีคงอยากพักแล้ว มันคงนิ่งและรอวันตายจากกัน นานจนทุกวันก่อนนอนคงอยากภาวนาให้พรุ่งนี้มีแต่ความราบเรียบเถอะนะ แต่พอมารู้เรื่องที่ไม่เคยรู้เลยตลอดสี่สิบกว่าปี มันเลยเป็นช่วงเวลาแสนกระอักกระอ่วน ความผูกพันมันมีอยู่ ความรักก็ยังเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือความไม่เชื่อใจ ที่เสือกมาปรากฏเอาตอนโค้งสุดท้ายของความสัมพันธ์แล้ว กลับตัวก็ไม่ได้ แต่จะอยู่ร่วมกันให้ราบเรียบ เย็นใจ เหมือนที่ผ่านมาก็ไม่รู้จะทำยังไง ดูเหมือนเราจะเข้าใจป้า แต่เอาเข้าจริงเราจะไม่เข้าใจหรอก เพิ่งสองปีเองมึง มึงไม่เข้าใจป้าหรอก

เราว่าทุกความสัมพันธ์นั้นมีความลับ ต่อให้บอกว่าผัวเมียควรเล่าทุกเรื่องให้กันและกันฟังได้ ควรแบ่งปันทุกข์สุขต่อกันได้ นั่นก็จริงนะ แต่กับบางเรื่อง น่าจะดีกว่าที่มันจะอยู่กับเราคนเดียว และภาวนาให้มันอยู่แค่เราคนเดียว ไม่มีวันแพร่งพรายออกไป แต่พอความลับนั้นอยู่กับเรา และเรายังรู้สึกกับมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หวงแหนทะนุถนอมความลับนั้น จนถึงวันที่เราคิดว่าเราจัดการกับมันได้ กลายเป็นความไม่ลับ นั่นแหละถึงเพิ่งรู้ตัวเองว่าเราอ่อนแอเหลือเกิน ไอ้ความลับมันเล่นงานเราซะแล้ว เล่นงานอย่างหนักตอนที่ร่างกายและหัวใจเรากร่อนแก่ อยากพักผ่อน บาดแผลนี้จึงเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง

อีกอย่างคือคนเราก็เลือกจะเชื่อในสิ่งที่เราอยากจะเชื่อ โดยธรรมชาติมนุษย์คงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มองโลกในแง่ร้าย สลัดความคิดวนเวียนที่คอยทำร้ายตัวเราออกไปไม่ได้ เราเลยต้องยิ่งขุดลงไปให้ลึก จมไปกับมัน บิดให้มันใกล้เคียงกับที่เราอยากให้มันเป็น นับ หนึ่ง สอง สาม แล้วเศร้า จากนี้จะมีแต่ความเศร้า จากนี้โลกของฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เราออกจากโรงมาด้วยความรู้สึกคลุมเครือ เหมือนใครเอากระดาษไขมาห่อหัว คนดูเองก็โดนทำร้ายไม่ต่างจากมิสเตอร์แอนด์มิซซิสเมอร์เซอร์ เราเห็นทุกอย่างแต่เราไม่เข้าใจ เหมือนที่ตัวละครเองก็ยังไม่เข้าใจ รู้แค่ว่ามันเศร้าและสับสน ยังดีที่เราออกจากโรงมาแล้วก็จบกันนะ การเฝ้ามองมันดีอย่างนี้ แต่กับสองลุงป้า หลังงานเลี้ยงคืนนั้น คงมีอีกหลายเรื่องให้ต้องเศร้า ความรักความผูกพันที่จริงนั้นแสนจะโหดร้าย ลุงป้าคงคิดในใจว่าพวกกูแก่จะตายห่าแล้วทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะ พูดจบป้าเคทก็เดินไปเผาห้องใต้หลังคา เปิดตำนานอีป้ามหาโหด จบหักมุม

Steve Jobs: พ่อก็คือพ่อ

Steve Jobs
(2015, Danny Boyle, A)



พ่อก็คือพ่อ หมายถึงสตีฟ จ๊อบส์ เหรอ เปล่าเลย แอรอน ซอร์กิ้น พ่อทุกสถาบัน บทแบบนี้แอรอน ซอร์กิ้นทำได้คนเดียวเท่านั้นแหละ บีก็ทำไม่ได้ คริสเหรอ อย่าหวังเลย นั่งคิดว่าถ้ากูต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ น่าจะขาดใจตายไปตั้งแต่ขึ้นหน้าที่สิบแล้ว เพราะมันเค้น อีเหี้ย คนเหี้ยอะไร จะขึ้นพรีเซนท์หน้าเวทีแต่ต้องมาไดอาล็อกดราม่าทั้งชีวิตกับตัวละครนู้นนี้ เป็นวรรคเป็นเวร แล้วคุยกันธรรมดาก็ไม่ได้ อีบ้า จะเชือดเฉือน เค้นห่าอะไรกันนักหนา พอ พอแล้ว กูเหนื่อย (ดูเป็นคำด่า แต่จริงๆ คือชมหมดเลย)

เอาจริงตอนต้นมีเคลิ้มๆ แล้วเผลอหลับไปนิดนึงนะ เพราะเมาไดอาล็อก แม่งพูดจนกูจับต้นชนปลายไม่ถูกละ แต่พอตั้งสติได้ ทีนี้นั่งไม่ติดเบาะละ ทั้งที่หนังแม่งมีอาวุธอยู่แค่อย่างเดียวเลย คือบทพูด ชอบการเลือกใช้วิธีนี้ในการเล่าหนัง เข้าใจเลยนะว่าคงอยากหาทางใหม่ๆ เล่าชีวประวัติคน ไม่งั้นมันก็ธรรมดา พอมาเลือกวิธีนี้ โอเค มันจะมีความรำคาญนิดหน่อย ว่าโอ๊ย แม่งจะต้องมาเกิดตรงนี้ทุกเรื่องเลยแหละ ผ่านไปสิบห้าปีมึงไม่โทรคุยกันบ้างเลยอีห่า ต้องรอมาคุยกันหลังเวทีเนี่ย อีเคทนี่ก็เร่งจัง นับเวลาถอยหลังให้อยู่นั่น ซึ่งเออ เป็นอีกสิ่งที่ชอบ พอมีตัวละครที่มาคอยกำกับเวลา มาคั่น มาขัด มันยิ่งมันส์ โหดเหี้ยมยิ่งกว่าฉากระเบิดตูมๆ ในหนัง ไมเคิล เบย์

ฟาสเบนเดอร์โคตรดี ไม่เคยรู้สึกว่าสตีฟ จ๊อบส์ จะอึ้บ ขนาดนี้ แต่พอเป็นฟาสเบนเดอร์ปุ๊บ ก็อยากให้สตีฟ จ๊อบส์ เวอร์ชันนี้ไปถ่ายแบบชุดว่ายน้ำ ไม่ต้องทำแล้วคอมพิวเตอร์ ปลอม เปลือก แต่เอาดีๆ คือถ้าตัดความอึ้บขอบฟาสเบนเดอร์ไป เราก็ไม่รู้สึกเลยว่าเป็นฟาสเบนเดอร์ ชอบที่สุดคือตอนที่แกแสดงในโหมดพ่อ มันลึกลับซับซ้อนเกินจะเอ่ย แล้วแกเล่นดี ซีนบนดาดฟ้านี่เกือบร้องละ ทั้งที่บาดแผลจากความดุเดือดยังเจ็บจี๊ดๆ อยู่ แต่พอเจอโหมดพ่อลูกกูตายเลย

เคท วินสเลต ต้องเล่นอะไรแบบนี้บ้าง และเล่นแบบนี้ดีแล้ว เป็นผู้หญิงไม่สวยแต่เก่งแบบนี้เหมาะกับเจ๊ที่สุดแล้ว แม่งไปดู The Dressmaker มาแล้วโคตรขัดใจ เคทก็เล่นดี แต่ดูยังไงก็ไม่เชื่อ ไม่เหมาะกับคาแรกเตอร์ ยิ่งพอเข้าฉากกับ Liam Hemsworth ยิ่งเหมือนแม่ลูก เคทดูไปอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่หนังสนุกนะ มัน ผู้หญิงดี อีดอกกก

แล้วพอเจอ ซาราห์ สนู้ก อีเกอร์ทรูดใน Dressmaker มารียูเนียนกับทิลลี่ ที่เรื่องนี้ก็เซอร์เป็นป้า เลยอิ่มใจนิดนึง เป็นคนชอบการรียูเนียนของตัวละครในต่างกรรมต่างวาระ แค่นี้แหละ 555

ถ้าไดอาล็อกในหนังเรื่องนี้เป็นลูกกระสุน คนดูก็โดนยิงจนพรุน แล้วพอไปเจอวิธีของ แดนนี บอยล์ ที่เล่ามันออกมา ทำให้เราตื่นเต้นกับบทสนทนา ยากชิบหาย แต่แกทำได้ และมันสนุกจริงๆ

Snap: อวสานโลกสวย

Snap
(2015, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, A+)





เชยมากที่เพิ่งได้ดู ทีแรกคิดว่าจะไม่ได้ดูแล้ว เพราะหนังดันเข้าตอนไปเที่ยว และไม่คิดว่ามันจะมีชีวิตยืนยงคงกระพันอยู่ในโรงหนังได้นานขนาดนี้ พอกลับมาก็หามีเวลาว่างไม่ วันนี้ก็ไม่ได้ว่าง แต่กลัวว่าพรุ่งนี้มันจะไม่อยู่แล้ว เลยต้องยอมใจตัวเองออกไปดู แล้วผลเป็นไง จี๊ดหัวใจจนไม่อาจจะเริ่มเขียนต้นฉบับได้ ถ้าไม่ได้บันทึกถึงหนังเรื่องนี้ก่อน


ความรู้สึกจี๊ดใจมันบังเกิดกับเราหลังจากซีนตู้ปลา แล้วตัดฉับมาที่บอยกำลังกินฝรั่งจิ้มพริกเกลือ บทสนทนาตรงนั้นคือจุดระเบิดในใจ และหลังจากตรงนั้นมาก็รู้สึกแบบขำขื่นกับหนังมาตลอด อยากจะตั้งชื่อไทยให้ใหม่ ว่า อวสานโลกสวย ไม่ต้องมาคิดถงคิดถึงอะไร หนังมันดาร์กจะตาย คำนึงที่พุ่งขึ้นมาในหัวคืออยากเดินไปบอกผึ้งว่า ไงล่ะ อีสลิ่ม 5555 ดูเป็นคนเลวมาก และผึ้งคงไม่ใช่สลิ่ม แต่อยากด่ามันแบบนั้น คือหนังแม่งก็เสือกพูดคำว่าสลิ่มขึ้นมาด้วยไง ตกใจเล็กน้อยว่า เอ้อ พูดแบบนี้ขึ้นมาก็ได้เหรอ แล้วเป็นไง มึงเลยไปคิดกับอีผึ้งว่าเป็นสลิ่มไปเลย (ขอโทษนะผึ้ง ความคิดเราไปเร็วเกินไป)
สงสารมันก็สงสารนะ หดหู่ด้วยก็ใช่ แต่ก็สะใจอยู่ในที ไงล่ะ ชีวิตที่โหยหาความหลังอันงดงาม โรแมนทิไซซ์และใส่ฟิลเตอร์ให้ทุกจังหวะของชีวิต สะสมคำคมไว้เต็มกระเป๋า แช่แข็งตัวเองอยู่กับความเพ้อฝัน พาชีวิตเดินหน้าไปแบบงงๆ หลงและหลอกตัวเองว่ามีความสุขดีตามยอดไลค์ที่ได้รับ พอถึงจุดนึงที่อยู่ดีๆ ก็คิดขึ้นมาได้ นึกย้อนกลับไป อ้าวสัส นั่นกูทำตัวเองทั้งหมดเลย ที่พังๆ อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมึงเองนี่แหละ จะโทษใคร ก็ใช้ชีวิตต่อไปแบบพังๆ หลอกๆ แบบนี้แหละ


ไอ้การกัดฝรั่งจิ้มพริกเกลืองั่มๆ ของไอ้บอยฉากนั้นแม่งดี คนอื่นเขานอสตัลเจียกัน กูอินอยู่ฉากเดียวนี่แหละ ยิ่งพอมาเจอแฟนไอ้บอยนั่งรีดผ้าข้างหน้าเป็นทีวีที่ฉายเรื่องไร้สาระที่มัน บังคับให้เราดู ยิ่งประทับใจ หัวเราะขื่นอยู่ในลำคอ แววตาที่แห้งแล้งของบอยมันดีมากเลยฉากนั้น จริงมากๆ มันไม่มีหรอกวันเวลาดีๆ ที่ฝันถึง อยากกลับไปให้เป็นเหมือนเดิม มาทวงสัญญาวันเก่า ชีวิตวัยรุ่นที่แสนจะสดใส มันมีแต่ความจริงตรงหน้าวันนี้ กับชีวิตที่ต้องดิ้นรน ด้นสดไปตามสถานการณ์ ที่บางทีแม่งดีๆ อยู่แล้ว ก็ดันมีใครก็ไม่รู้มาพรากไอ้สิ่งดีๆ นั้น แล้วยัดเยียดเรื่องบ้าบอมาให้โดยเราไม่ได้เรียกร้อง แต่จะให้ทำไง เรียกร้องไปก็มีแต่เสีย ก็อยู่บ้านแดกฝรั่งจิ้มพริกเกลือแล้วทำมาหากินต่อไปตามอะไรก็ตามที่มันจะเข้ามา

อย่างที่แฟนอีบอยบอกนั่นแหละถูกที่สุด อย่าไปเวิ่นเว้อกับชีวิตให้มันมาก ไอ้ที่ว่าจี๊ดเพราะมึงไปโฟกัสอยู่กับมันมากไป แต่ถ้าชอบความโรแมนติกแบบนั้น ก็ตามใจ มีความสุขแบบที่ชอบที่ชอบไปก็แล้วกัน กูไปซักผ้ารีดผ้าและทำมาหากินก่อนละ บายนะ ไว้เจอกันตอนงานเลี้ยงรุ่น

ชอบความทหารที่ใส่เข้ามาในหนังทั้งแบบมวลๆ (อย่างเช่นบ้านของผึ้ง หรือคาแรกเตอร์แม่ผึ้งที่เป็นเมียทหาร) และแบบตรงๆ อย่างพี่แมนแฟนผึ้ง (ซึ่งกูไม่น่าเคยไปดูละครเวทีที่พี่เค้าเล่นไง แล้วพี่เค้าเกย์มากจนไม่อาจทำใจให้ดูแล้วจะคิดว่าพี่เค้าแมนๆ แฟนผึ้งได้เลย หนูขอโทษ) ชอบฉากเลือกรูปที่เหมือนให้คนดูอย่างเราเลือกด้วยน่ะ คือเราก็เลือกเหมือนผึ้งนะ เพราะรูปนั้นมันสวยกว่าจริงๆ แต่พี่แมนแกดันไปเลือกรูปที่มันแข็งและมีความสูตรมาก เลือกแบบราชการเลย ที่ต้องเห็นหน้าชัด หน้าตรง เดี๋ยวคนไม่รู้ว่ามางานใคร ใครได้หน้า และหนักเข้าไปอีก ด้วยการปรึกษากับแม่ผึ้ง เออออห่อหมกกันอยู่สองคน อีผึ้งเนี่ยโดนกระทำจากเหล่าเจ้าชีวิตผู้มีอำนาจเหนือเราครบเลย ทั้งอำนาจจากพ่อแม่ จากสามี และจากการเมืองที่ลมเพลมพัด ผึ้งไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองในชีวิตจริง เป็นแค่เจ้าของคอนเทนท์ในโลกออนไลน์เท่านั้น มันน่าเศร้านะ


อีกอย่างที่ชอบและรู้สึกว่ามันจริงมาก คือฉากในวงสนทนาของแก๊งค์ชะนี ที่คุยกันถึงรสถึงชาติมากกว่าวงผู้ชายซะอีก คือเราชอบเห็นในหนังว่า โหย วงเหล้าของผู้ชายนี่คุยกันมึงมาพาโวย ทะลึ่งตึงตัง แต่นี่โว้ย วงชะนี + เพื่อนกะเทยซักคนสองคน อันนี้ก็แซ่บที่สุดแล้ว กล้วย หวี อะไรพูดกันได้หมด เคยบางทีที่คุยกันหนักหน่วงจนแฟนผู้ชายสองสามคนที่นั่งอยู่ในวงด้วยต้อง ขอตัวเดินออกไปก่อน เพราะคงเขินแทน แต่เนี่ย คุยกันแบบนี้แหละ แหม วงผู้ชายมึงอยู่ในยุคหลังสงครามเหรอ จะพาเพื่อนไปขึ้นครู เขาได้กันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เลิกแซวกันเรื่องแบบนี้ได้แล้ว มันเชย


เออ จะว่าไปเราก็มีความนอสตัลเจีย แง่ความคิดถึงอดีตเหมือนกัน แต่เป็นแง่ที่แบบ คิดถึงแล้วก็เท่านั้น คิดถึงแต่ไม่โหยหา คือมันจะมีช่วงที่เราก็เป็นแบบผึ้งนะ คืออะไรในอดีตมันก็สวยงามไปหมด ชีวิตมัธยมคือช่วงที่ดีที่สุด แต่พอโตมาเรื่อย จนตอนนี้ นึกย้อนไปแบบซื่อสัตย์กับตัวเองจริงๆ เราก็ไม่ได้โหยหาช่วงเวลานั้นเท่าไหร่ (ถ้าเทียบกับช่วงมหาลัยจะยังโหยหามากกว่าหลายเท่า) มันเหมือนกับตัวเราในตอนนี้เข้ากันไม่ได้กับเราในตอนนั้นแล้ว ให้กลับไปก็คงอึดอัด ร้องไห้ แบบเราไม่บีลองกับอดีตของตัวเองอ่ะ แต่ยังไงมันก็คือเรา


รวมๆ แล้วเราดูหนังด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและขำขื่นมากกว่าจะฟีลกู้ดนอสตัลเจียนะ คือสงสารตัวเอง คนรุ่นตัวเองและรุ่นน้องตัวเองที่ต้องถูกพรากความสุขบางอย่างที่พึงมีไปกับ บ้านเมืองที่มันไม่แน่ไม่นอน สงสารผึ้ง แม้จะสะใจและสมน้ำหน้ามันบ้าง แต่คิดอีกที ไอ้น่าหมั่นไส้ของผึ้งมันไม่ได้เกิดจากผึ้งเองโดยแท้ การเลี้ยงดูและสังคม อะไรใดๆ ทำให้ผึ้งเป็นแบบนี้ และสุดท้ายผึ้งที่เป็นเด็กดีของสังคมมาโดยตลอด กลับกลายเป็นคนที่ถูกกระทำอย่างถึงใจมากที่สุด การร้องไห้แห้งๆ ขื่นๆ ในงานแต่งงานของผึ้งมันจึงเศร้าแบบที่ไม่ต้องมาฟูมฟายเสียน้ำตาเป็นลิตร เพราะมันเศร้าอ่ะมึง มันเศร้ามาก


เราว่าเพลง แค่ได้คิดถึง ที่ดังขึ้นมาตอนหนังจบมันสรุปได้ดี ได้ฟังเพลงนี้ด้วยความคิดอีกแบบและมันดีมากๆ แง่นึงเพลงนี้มันก็เพ้อเจ้อเหมือนผึ้งนะ คือมึงก็คิดถึงขอบฟ้า ต้นไม้ ลำธารอะไรไปสิ เหมือนคนที่โหยหาวันเวลาดีๆ และพยายามจะทำให้ปัจจุบันเป็นเหมือนวันเวลาดีๆ อันเป็นอุดมคติของตัวเองให้ได้ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นไม่ได้ มันฝืนธรรมชาติ ก็เลยทำได้แค่เพ้อฝันอยู่ในความคิดถึง จนแก่เฒ่าและตายไป


กับในอีกแง่ บางทีการ "แค่ได้คิดถึง" มันก็พอแล้วน่ะ บางอย่างพอผ่านการเวลามาแล้วมันเลวร้ายเกิน ตัวตนของบางคนที่เราเคยชอบในวันวาน แต่วันนี้เขากลับไม่ใช่อย่างที่เราเคยคิด งั้นก็ขอเก็บเอาไว้ให้แค่ได้คิดถึงก็น่าจะเป็นสุขใจ น่าจะเพียงพอให้ยังรักษาความรู้สึกดีๆ ต่อกันได้ เป็นการคิดถึงเพื่อหายใจเข้าต่ออีกซักเฮือกแล้วเดินหน้าต่อไป หยุดภาพดีๆ เหล่านั้นเอาไว้ แค่ให้คิดถึงพอ เพราะบางทีชีวิตที่ต้องดิ้นรนก็ไม่ได้ต้องการอะไรพวกนั้นน่ะ


ปล.เลือกรูปนี้เพราะชอบฉากนี้มาก

อาบัติ/อาปัติ: แก้กรรมที่ผิด ด้วยวิธีที่ถูก

อาบัติ/อาปัติ
(2015, ขนิษฐา ขวัญอยู่, B+)



(มีสปอยล์ ปล่อยผ่านได้)

ถ้าในที่สุดหนังเรื่องนี้โดนแบนขึ้นมาจริงๆ นี่มันจะเป็นการแบนที่ไร้สาระที่สุด (จริงๆ ทุกการแบนก็ไร้สาระนั่นแหละ) แต่แบบ อีห่า ไม่มีอะไรเลย กลัวอะไรวะ กลัวศาสนาจะสั่นคลอนจากหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ กลัวว่าสติปัญญาของคนจะแยกแยะไม่ออกกับหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ เอาจริงๆ หนังอย่างฟรีแลนซ์ ยังมีความน่า controversial มากกว่าอาบัติด้วยซ้ำ

อาบัติ/อาปัติ (ชอบชื่อเดิมมากกว่า แล้วก็ไม่เห็นเหตุอะไรที่จะต้องเปลี่ยนชื่อเลย) โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นหนังผี ที่ว่าด้วยเรื่องกรรม และการอยู่ร่วมกันระหว่างพระกับผี ที่โดยปกติแล้วเราจะเชื่อว่า ถ้าเจอผีกูขอวิ่งไปพึ่งพระก่อน ซึ่งเอาจริงๆ ก่อนหน้านี้สามวัน พระรูปนี้ก็เป็นคนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ แต่พอห่มผ้าเหลืองปุ๊บรู้สึกว่าท่านพึ่งพาได้ขึ้นมาทันที การบวชพระเลยอาจจะต้องทำใจเอาไว้ว่าเรามีโอกาสเห็นผีสูง ต้องเข้าไปเกี่ยวดองกับผี ทั้งป้องกันและสื่อสารกับผี เอ๊ะ นี่มันอยู่ใน Job description ก่อนบวชรึเปล่า ต้องเตรียมใจมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ ก่อนจะบวชน่ะ

เราสนใจความสัมพันธ์ระหว่างพระกับชาวบ้านในแบบชนบทจริงๆ คือถ้าเรื่องนี้มีฉากหลังอยู่แถวเขตปทุมวัน หรืออำเภอบางบัวทองเรื่องจะไม่เป็นแบบนี้ละ แต่ในอาบัติ หนังมันปราศจากความเมือง เป็นภาพชนบทแบบที่วิถีชีวิตของคนยังผูกพันกับวัดมากๆ มีความสนิทกันในแบบที่คนเมืองจะไม่ทำแบบนี้ คือยังไงดี ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัดและพระในแบบสังคมเมืองเนี่ย มันมีความเป็นทางการ มีพิธีรีตอง อันทำให้เกิดความไม่สนิทต่อกัน พระเป็นเครื่องมือที่เราใช้พาไปสู่บุญ สู่สวรรค์ ทุกข์ใจก็ไปทำบุญ โดยเชื่อว่าพระท่านจะนำเอาสิ่งที่เราทำไปส่งต่อ แล้วเทิร์นกลับมาเป็นบุญให้เราอีกที เป็นฟังก์ชันแบบนั้น ซึ่งต่างจากชนบทแบบที่พระซัน (พระเอกของเรื่อง /แน็ค ชาลี) ไปบวชอยู่ คือ พระมีความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่า วัตรปฏิบัติอาจไม่ได้วิจิตรงดงามประดิษฐ์ประดอยเหมือนพระเมือง แต่จะสนิทสนมและเป็นที่พึ่งแบบใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่า ภาพของเด็กแบบฝ้าย ที่จะเข้าไปเป็นเพื่อน สนิทกับพระ เลยจะไม่ค่อยเห็นในเมือง เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่ามีพระเป็นเพื่อนได้ (แต่แค่อีฝ้ายคิดไปเกินเพื่อนแค่นั้นแหละ)

ชอบงานภาพและบรรยากาศที่สรรหามาเสริมความเปรต ทั้งต้นไม้ไร้ใบกลางทุ่งหญ้า และบรรยาต้นไม้สูงทั้งหลาย เราว่าฉลาดใช้ภาพดี ที่ชอบอีกอย่างคือการเล่นกับความมืด แบบอีสัส มืดทั้งจอ อึดอัด เสียว ลุ้น กลัว อันนี้ดีมาก เพราะแสงจริงมันก็ต้องแค่นี้ แต่กระนั้นก็เถอะ บางฉากแม่งก็มีแสงลึกลับมาจากไหนก็ไม่รู้ หน้าสว่างเลย อีห่า มึงอยู่ในป่า เอาไอ้มืดๆ แบบเมื่อกี๊กลับมาสิว้อย จะท้อปฟอร์มอยู่แล้ว

ที่ติดขัดคงเป็นการลำดับเรื่องราวที่ไม่ค่อยลื่นไหลเท่าที่ควร ดูแล้วมีจุดสะดุดกึกอยู่หลายที ทั้งที่อารมณ์กำลังจะมาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นที่การตัดบางฉากออกไปด้วยรึเปล่า และด้วยวิธีการเล่าแบบที่แบทุกอย่างให้คนดูรู้หมด มันเลยเดาเรื่องง่ายไปหน่อย พอมาถึงครึ่งเรื่องก็พอเดาออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร อาจจะด้วยว่าเรื่องมันเกิดในระบบปิดด้วยแหละ ตัวละครมีอยู่แค่นั้น มันพอจะเดาได้อยู่แล้ว

อีกอย่างที่ติดมาก คือดนตรีประกอบ ที่ไม่รู้ว่าพี่จะประโคมเข้ามาทำไมให้หนักหนาขนาดนั้น คือถ้าเบากว่านี้นิดนึงอาจจะกำลังดี พอสร้างความอึดอัดได้ แต่นี่มันเยอะไปหน่อย กลายเป็นว่าบางฉากที่ตัวมันเองก็มีศักยภาพจะน่ากลัวของมันอยู่แล้ว มาเจอกับซาวด์หนักๆ ของพี่เข้าไปอีก จากน่ากลัวกลายเป็นหนวกหูไปเลย ให้ความเงียบทำงานบ้างพี่ หนังพี่แม่งน่ากลัวอยู่แล้ว

พาร์ทที่เป็นหนังผีก็ทำได้ดีตามมาตรฐานผีหน้าเละกระดูกกร๊อบแกร๊บ แต่ที่ชอบกว่าคือผีเปรต อันเป็นดวงใจของเรื่อง เรารีเลทกับผีเปรตมากกว่า ตามประสาเด็กไทยที่โดนหลอกโดนเล่าเรื่องความน่ากลัวสยดสยองในเชิงรูปลักษณ์ของเหล่าผีเปรต แต่เราจะไม่กลัวมาก เพราะผีเปรตไม่ทำร้าย แค่มาขอส่วนบุญเฉยๆ มันเลยรู้สึกกับผีเปรตแบบกลัวปนสงสาร ตอนเด็กๆ จำได้ว่าเวลาดึกๆ พ่อแม่นอนหมดแล้ว แล้วเรายังไม่นอน จะชอบไปเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า แทนที่จะดูดาว คือดูว่ามีเปรตมั้ย มึงเป็นเด็กแบบไหนทำไมถึงมีพฤติกรรมแบบนี้วะ ฮะ!

ความดราม่าอีกอย่างของผีเปรต คือเป็นผีด้วยกรรม ผีอื่นมาหลอกมาหลอนด้วยสตอรี่ต่างๆ นาๆ แต่ผีเปรตนั้นจะ "กลายเป็น" เมื่อเราก่อกรรมหนัก เป็นชีวิตหลังความตายที่น่าเศร้า เพราะเราต้องติดอยู่ตรงนั้น ไปไหนไม่ได้ ไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ แถมยังต้องอยู่ในกายภาพที่ไม่สวยงามนัก (เมื่อเทียบกับผีอื่น) ดำรงอยู่ได้ด้วยการร้องขอส่วนบุญ แบบนั้นมันเศร้า นั่นคือปลายทางแห่งกรรมที่ศาสนาพุทธสอนเราไว้ว่า ต่อให้ทั้งชีวิตมึงที่ทำกรรมมาตลอดจะได้ดิบได้ดี แต่ความผีเปรตรอมึงอยู่ที่โลกหน้านะ ยังไงก็หนีไม่พ้น

กับอีกทางก็คือการรับกรรมในชาตินี้ อย่างที่ตัวละครในเรื่องต้องเผชิญ สิ่งที่ทำให้ต่างคือ "การยอมรับ" หรือศัพท์พระคือ การปลงอาบัติ อันเป็นการยอมรับในกรรมที่ทำ สารภาพและยอมรับต่อความผิด เพื่อมีชีวิตต่อไป เพราะกรรมเมื่อก่อไปแล้วก็เรียกคืนกลับมาไม่ได้ หากแก้ให้ถูกทาง ก็คงมีบทสรุปแบบพระซันในตอนท้ายเรื่อง แต่หากยังมืดบอดและไม่ยอมรับในกรรมที่ก่อ ก็คงต้องนั่งปลงอาบัติทุกวี่วันโดยที่ไม่มีสติรู้ตัวเหมือนอย่างไอ้บ้าในหนัง

เนี่ยแหละ ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกแบนเข้าจริงๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการ ไม่ยอมรับถึงกรรมที่ปรากฏอยู่ แล้วด้นแก้ปัญหาแบบซุกทุกอย่างไว้ในหีบ ฝังไว้ในผืนดิน โดยหวังว่าสิ่งที่อยู่ใต้โลกจะไม่มีวันปรากฏออกมาให้เห็น ดั่งหนังหรือความจริงที่ไม่ได้ฉาย และหวังว่าผู้คนจะคิดว่ามันไม่มีอยู่ มืดบอดอยู่ในความคิดคร่ำครึ คับแคบ เห็นแก่ตัว มัวเมากับภาพฉาบหน้า ที่พาออกไปไกลจากแก่นแท้ของมันเข้าทุกที แล้วก็นั่นแหละ หลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้เรื่องที่ผิดด้วยวิธีที่ผิดยิ่งกว่า สุดท้ายก็กลายเป็นไอ้บ้าใบ้ ไร้ซึ่งสติ หลอนอยู่กับโลกจอมปลอมที่ตัวเองสร้างขึ้น วิ่งหนีกรรมเป็นงูกินหาง สิ่งที่ฉาบหน้าไว้ลอกหลุด เหลือเพียงผิวจริงเปลือยเปล่า รอวันสูญสลายและตายดับ ไร้ซึ่งคุณค่า ปราศจากการจดจำ

จุดจบรออยู่แบบนั้น ท่านจะเอางั้นหรือ?

The Walk: ละมุนบนความเสียว

The Walk
(2015, Robert Zemeckis, B+)



โอย หัวใจทำงานหนักมาก เก็งไว้ตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างแล้วว่ากูต้องไม่รอด เอาเข้าจริงก็เป็นไปตามนั้น เสียวชิบหาย แม้จะรู้ว่าภาพข้างหน้าแม่งซีจีทั้งนั้น มันไม่จริง ตอนจบเป็นยังไงก็รู้ (แน่สิ มันเรื่องจริง) แต่เราก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในหนังแล้ว และก็อดจะเสียวทรวงในไปทุกๆ วินาทีบนเส้นลวดนั้นไม่ได้ ไอ้ห่า มึงลงมาได้แล้ว กูจะไม่ไหวแล้ว 

เราว่า Robert Zemeckis เก่งในแง่ที่เล่าเรื่องคนให้มันมหัศจรรย์ วูบวาบมีชีวิตชีวาประหนึ่งว่าอยู่ในเทพนิยายหรือนิทานซักเรื่อง รู้สึกว่าชีวิตมันละมุน ไม่ว่าจะอยู่ในคอนดิชั่นแบบไหนมันก็ละมุน จะเป็นคนปัญญาอ่อน จะติดเกาะ ชีวิตแม่งก็ละมุน แม้จะอยู่บนเส้นลวดแบบนั้นแต่มันก็ละมุน มันอ่อนโยนนะแต่ไม่บอบบาง เรารีแอ็คกลับกับชีวิตโดยหันด้านเข้มแข็งเข้าใส่ แต่หนังไม่ได้ไปขยายให้มันดูยิ่งใหญ่ฮึกเหิม ไอ้เสียงเปียโนงุ้งงิ้งงดงาม กับคนหลังยืดๆ ที่เดินอยู่บนเส้นลวดที่ไม่มีอะไรขึงชีวิตเอาไว้เลยนั่นแหละยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเอาแฉเอาฉาบมาตีให้วุ่นวาย เราชอบการยั่วล้อกับชีวิตบนเส้นลวด กับวิธีการเล่าเรื่องตรงนั้น เล่นกับทุกอารมณ์ในตัวเรา จนตัวไม่ติดเบาะ ในสมองยุ่งเหยิง อยากจะร่วมรื่นรมณ์และร่วมเฉลิมฉลองกับความงดงามของชีวิตบนเส้นลวดไปกับหนัง ด้วยนะ แต่ไม่ไหว กูแพ้ความสูง

อีกอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนจะดูหนัง คือเรื่องการเตรียมการ ที่เพิ่งรู้ว่ามันต้องทำอะไรมากขนาดนี้เลยเหรอวะ เออ คือเราคงอยู่ในโลกยุคที่ทุกอย่างมันเป็นโชว์และมีออกาไนเซอร์พร้อมจะช่วยปัด เป่าทุกความยุ่งยาก เพื่อให้ผู้โชว์เอาเวลาไปเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เลยไม่คิดว่าไอ้การก่อการขึงลวดแม่งจะยิ่งใหญ่ซับซ้อนและต้องเตรียมการอะไร ขนาดนี้ ยังดีว่าโลกสมัยนั้นยังไม่แข็งขันเรื่องความปลอดภัยเหมือนสมัยหลัง 9-11 ไม่งั้นหนังจบอยู่ที่ทางออก ตม.นิวยอร์คนั่นแหละ มึงมีพิรุธที่สุดแล้ว

JGL คือความงดงาม ของโลกใบนี้ องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนผู้ชายคนนี้ได้แล้ว เราจะได้ร่วมใจกันรักษา มีเสน่ห์ตั้งแต่วินาทีแรกที่แนะนำตัวจนถึงฉากจบ อยากรู้ว่าเอาอินเนอร์ตรงไหนไปใช้ตอนแสดงฉากเดินบนลวด 

รู้สึกดีมากที่ไม่ได้ดูแบบ 3D และถ้าจะดูอีกทีคงซื้อแผ่นมาดูที่บ้าน เพื่อลดความสมจริงลงไปหน่อย ไอ้สัส ไม่ไหว ใจเต้นแรงมาก ตอนท้ายเรื่องคือตัวสั่นเหมือนสามก้าวสุดท้ายบนลวดอย่างงั้นเลย แต่ก็เป็นความเครียดที่เพลิดเพลินซะจริง

ปล. รอไปดู Man on wire คิดว่าน่าจะเครียดหนักกว่าเดิม เตรียมใจไว้แล้ว

The Tribe: เงียบแล้วจะหนาว

The Tribe 
(2014, Myroslav Slaboshpytskiy, A) 


ก่อนหนังเริ่ม พอมันขึ้นว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีบทบรรยาย ไม่มีเสียง ไม่มีซับ ก็กังวลละ อ้าวสัส แล้วกูจะรู้เรื่องได้ไงวะ ยิ่งไม่ค่อยฉลาดอยู่ ตาย กูหลับแน่นอน 

แต่กลายเป็นว่าบรรยากาศเยือกเย็น และทุกเสียงที่เกิดขึ้นในหนัง อันปราศจากเสียงพูด เพียงพอให้เราติดตามหนังต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ได้ รู้สึกตระหนก ตื่น เสียว ไปกับหนังได้ตลอดเลย แม่งมหัศจรรย์มาก

พลอทไม่มีอะไร แต่ที่มันอะไรคือความเงียบ เงียบแบบที่ไม่เงียบฉี่ แต่เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นในโลกจริง เพราะฉากในหนังเกิดในโรงเรียนสอนคนหูหนวกเป็นใบ้ มันเลยเงียบ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีเสียงคุย สมัยเรียนเคยได้ยินใครพูดทำนองว่า ถ้าอยู่โรงเรียนคนใบ้คงไม่ต้องรำคาญใจเวลานักเรียนคุยกัน แต่พอดูเรื่องนี้แล้ว แม้ไม่ได้คุยกัน แต่ไอ้การก่อกวนในชั้นเรียนแม่งน่ารำคาญไม่ต่างจากการคุยจุ๊กจิ๊กเลย 

หลังจากเตือนเราว่าหนังจะไม่มีเสียงและไม่มีตัวช่วยเลยนะเอ็ง เราก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวให้เข้าใจเงื่อนไขนี้ที่หนังวางไว้ ซึ่งตัวหนังเองมันก็ค่อยๆ ตะล่อมเราแหละ มันเหมือนมีสองโลกทับกันอยู่ในเรื่องนี้ โลกที่เงียบจริงที่ตัวละครอยู่ กับโลกที่เงียบไม่จริงที่เราอยู่ เลยทำให้ความรู้สึกต่อสถานการณ์ข้างหน้าไม่เหมือนกัน เราจะเผลอตกใจกับบางอย่างบนหน้าจอ ก่อนที่อีกวินาทีนึงให้หลังเราจะเข้าใจว่า อ่อ เรากำลังมองมันจากโลกเงียบไม่จริง ซึ่งไม่ใช่โลกเดียวกับที่ตัวละครอยู่ 

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่ชินอยู่ดี ไอ้ความรุนแรงอันเกิดจากความเงียบจริง มันเลยทำปฏิกิริยากับเราได้เรื่อยๆ เซอร์ไพรส์เราได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงท้าย นิ่งไปเลย เชี่ย กูเข้าใจแล้วว่าความเงียบมันน่ากลัว

ที่ชอบมากคืออีนางเอก ไม่รู้จะเรียกนางว่าอะไร แทนไปว่ามึงคือนางเอกก็แล้วกัน แดกซีนอยู่คนเดียวเลย ชอบความเป็นกะหรี่มืออาชีพของตัวละครนี้มาก แน่วแน่ มั่นคง มีจรรยาบรรณในอาชีพสัสๆ คือเราเซอร์ไพรส์กับมันตลอดเลยอ่ะ ก่อนนี้เป็นกะหรี่แรดๆ ขายตัวหาเงิน แต่พอดูเหมือนจะเริ่มมีใจให้ไอ้หนุ่มพระเอก ถ้าน้ำเน่าหน่อยก็คงยอมเป็นของพระเอกตามใจปรารถนา แต่อีนี่ไม่ เงินเท่านั้นที่จะขับเคลื่อนเซ็กซ์ได้ เลยไม่แปลกที่คนดูผู้เสพความน้ำเน่าเป็นอาหารเย็นอย่างเราจะแปลกใจกับอีนี่ได้เรื่อยๆ เราว่าตัวละครนี้มันน่าสนใจมาก แต่ละฉากที่ออกแบบมาทดสอบจิตใจอีนี่แม่งโหดสัสๆ ผ่านอะไรมาเยอะขนาดนี้ ถ้ากูเป็นสถานทูตอิตาลี จะมอบวีซ่าถาวรให้มาเดินสายสอนวิชาเพศศึกษาในโรงเรียนแม่งเลย อีสไปรท์มึงดูอีนี่ไว้เป็นตัวอย่าง

(อีกอย่างที่อีนี่ทำให้เรารู้สึกดี คืออย่างน้อยก็รู้ว่า บนโลกนี้มีคนนมเล็กกว่ากูแน่นอน /หยิบเฟิร์สท์บรายื่นให้นาง และยิ้มให้เบาๆ) 

หนังสอนให้เราอดทน เพราะนอกจากจะต้องอดทนกับความเงียบ อึดอัด ไม่รู้เรื่องว่ามึงสื่อสารอะไรกัน แล้วยังต้องอดทนรอคอย เพราะกล้องและการตัดต่อมันไม่ปล่อยให้เราออกไปจากฉากนั้นๆ ซักที เอากูเสียบคาเอาไว้อย่างนั้น อย่าให้เรียกว่าติดตามเลย เป็นการอดทนดูสิ่งที่จะเกิดในซีนมากกว่า เพราะบางทีเราไม่อยากดูแล้ว เราพอแล้ว มึงคัทซักทีแล้วไปต่อเถอะ แต่หนังบังคับให้เราต้องทนดู อย่างตอนรื้อของในบ้านครูช่างนี่อึดอัดมาก อยากออกไปจากบ้านหลังนั้นเต็มที่ ไอ้หนุ่มมึงพอเถอะ หยุดเถอะ คิดวนเวียนอยู่แบบนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้ หนังไม่อนาทรร้อนใจกับคำวิงวอนของเราเลย

แม้จะน่าทรมาน แต่เราสนุกกับมัน และอยู่กับหนังจนตลอดรอดฝั่ง แปลกดีที่เราติดตามความเงียบได้เป็นนานสองนาน เราเหมือนจะรู้เรื่องแต่ก็ไม่รู้เรื่องทั้งหมด และหนังคงมันตั้งใจให้เรารู้สึกแบบนั้น ถ้าเราเข้าใจภาษามือ อาจจะคิดกับหนังไปอีกแบบนึงเลยก็ได้ 





เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ: สนุกเฟร่อเลย

เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ
(2015, ชยนพ บุญประกอบ, B+)




ที่ทำให้คิดว่า เออ กูไปดูเรื่องนี้ก็ได้ คือเพราะเพลงของอีแก๊งค์ดาวหกแฉกนี่เลยนะ อีห่า เพลงอะไรแม่งทำให้คันหูตั้งแต่ได้ยินครั้งแรกในตัวอย่างอย่าง (ดูตัวอย่างครั้งแรกตอนดูฟรีแลนซ์) แม่งใครรำคาญเพลงนี้ไม่รู้อ่ะ แต่เราโคตรชอบ อีบ้า สนุก เลอะเทอะ

แล้วหนังแม่งก็เป็นแบบนั้นแหละ อย่างสั้นที่สุดคือมันสนุก ซึ่งแม่งเป็นเรื่องเบสิคที่สุดที่เราอยากได้จากการดูหนัง แต่หนังส่วนใหญ่มันทำให้เราไม่ได้ แต่กับเมย์ไหนฯ นี่แม่งสนุกจริงๆ นะ จัดเป็นภาพยนตร์บันเทิงที่มีจังหวะที่ดี สนุกแบบที่ไม่ใช่ว่ามันบังเอิญสนุก แต่มันผ่านการคิด และการเลือกใช้วิธีการที่เราว่ามันมาถูกที่ถูกทางดี เป็นมุกตลกที่อาศัยจังหวะ และภาษาหนังอย่างเยอะอ่ะ ไม่ต้องมาตลกสังขารเห็นตูด ด่าล่อพ่อแม่ อะไรแบบนั้น มันก็ตลก เลอะเทอะ และสนุกได้ นี่คือส่วนที่ดีเลยนะ

(ชอท "แตะสิ บุญทั้งนั้นเลยนะ" อันนั้นคือเบสท์ ออฟ เดอะ เดย์ ของเราเลย ขำแบบแม้จะผ่านไปอีกสามฉาก กูยังขำค้างอยู่เลย เหี้ยมาก เลวมากๆ)

อย่างนึงที่ทำให้เราดูเรื่องนี้แล้วสนุก คือไอ้กลุ่มเด็กผู้ชายข้างหน้ามากันสี่คน แม่งคือไอ้ป๋องของจริง
(แต่ไม่หล่อเหมือนน้องแบงค์) โอตาคุสายแข็งเลย น้องแม่งเอ็นจอยกับทุกฉากทุกตอน ยิ่งตอนที่เป็นอนิเมชันมึงยิ่งครื้นเครงกันใหญ่ น้องคนนึงพูดขึ้นมาตอนไอ้ป๋องกลับบ้านมาระบายอารมณ์ด้วยการวาดรูปว่า "แม่ง โอตาคุชัดๆ" แล้วก็หัวเราะ ไอ้ห่า ถ้ามึงมาหัวเราะเรื่อยเปื่อยในหนังเรื่องอื่นกูย้ายที่นั่งหนีไปแล้ว แต่พออยู่กับเรื่องนี้แม่งสนุกมาก บางฉากหนังแม่งไม่ตลก แต่น้องอ้วนกูขำเหมือนโดนพี่หม่ำเอาถาดฟาดหัว เออ กูเลยต้องขำไปกับมึงด้วยเลยเนี่ย คือแบบดีเลยนะ เหมือนเราเข้าใจตัวป๋องขึ้นมาเยอะเลยจากไอ้เด็กกลุ่มนี้

มีนิดหน่อยที่ติด คือ ป๋องในร่างน้องแบงค์-ธิติ ที่ดูยังไงแม่งก็ไม่ไร้ตัวตน ยิ่งน้องเพิ่งจะได้เป็นประธานนักเรียนในฮอร์โมนมาหยกๆ ยิ่งทำให้เชื่อยาก แต่แบงค์ที่เป็นป๋องก็ตัวฟีบลงมาเยอะ ดูจ๋องกว่าแบงค์ที่เป็นนนท์ในฮอร์โมนอยู่เยอะ แต่ก็ยังไม่มากพอให้เราเชื่อสนิทใจว่าไอ้นี่มันไร้ตัวตน แม่งถ้าเจอเพื่อนหน้าแบบป๋อง วาดรูปก็เก่ง แล้วอยู่คนเดียวไม่มีใครคบนี่เราสบายเลยนะ กูลุยเลย ไม่มีคู่แข่งด้วย บ้าเหรอ อีพวกชะนี ไปกรี๊ดพี่เฟมอยู่ได้ มึงพลาดของดีแล้ว บัยยยย์ (ส่วนน้องต่อ ยิ่งมาเล่นตลกเหี้ยๆ แบบนี้พี่ยิ่งมีอารมณ์​ ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมแล้ว)​

ปันปันพออยู่ในบทแบบนี้แล้วดีจัง น่ารักเฟร่อ ชอบที่เล่นแล้วไม่สะดุดเลยทั้งที่ฉากนั้นๆ มันจะไล่จากดราม่าไปคอเมดี้หรือยังไง ปันปันแม่งพาเราไปได้หมด เป็นอีกคนที่ต้องจับให้อยู่ในหนังแบบนี้เรื่อยๆ แล้วเราจะรักและทะนุถนอมเธอเป็นอย่างยิ่ง อย่าได้เติบโตไปกว่าบทเด็กมัธยมแบบนี้เลย (เดี๋ยวๆ มึงเอาแต่ใจมากไปแล้ว)​

ติดใจอีกที่คือมิ้ง แบบจนดูจบแล้วก็ยังรู้สึกว่าเรายังไม่จบกับมิ้งเท่าไหร่ แบบไหนๆ ถ้าจะพลิกให้แม่งร้ายเป็นอีออยข้ามเรื่องมาแล้วก็ดันไปให้เป็นการ์ตูนไปเลยก็ได้ แต่พอปั้นให้มิ้งเป็นมนุษย์กลมๆ ขึ้นมาแล้วไม่ไปต่อกับมันให้สุดเราเลยรู้สึกค้างคานิดนึงว่ะ รู้สึกว่ายังไม่มีที่มาที่ไปและไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ แค่นี้เลยที่ทำให้รู้สึกว่าหนังมันยังไม่จบบริบูรณ์สำหรับเรา

ที่เหลือจากนั้นคือความบันเทิง แบบรอว่า อ่ะ มึงจะเล่นอะไรกับกูอีก มาเลย มาให้หมด พาร์ทอนิเมชันก็สนุกมากเลยนะ แม่งเป็นฉากแฟนตาซีที่พื้นบ้านมาก คนที่ชอบอนิเมะน่าจะสะใจ

ลายเซ็นของผู้กำกับแกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นะ น่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บรายละเอียดเพื่อแดกดันวัยมัธยมได้มันส์ที่สุดในยุคนี้แล้ว คือพูดเรื่องเดียวกันกับฮอร์โมนแหละ แต่ใช้คนละวิธี ไม่โหดสัส หนักสัส ตรงสัส แบบนั้น แต่กูแขวะให้หนักสัสๆ ไปเลย เอาคาแรกเตอร์เด่นๆ ของวัยมัธยมมา แล้วปั้นให้แบนเป็นการ์ตูน แล้วก็ตบตีขยี้แซะให้มันส์เลย ชอบวิธีนี้ตรงที่ เออ พวกมึงมาดูแล้วพวกมึงจะได้ตลกตัวเอง แล้วกลับไปคิดเองว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี อีห่า กรี๊ดผู้ชายจนลมบ้าหมูขึ้นเนี่ยมันควรมั้ย (ถ้ารู้ว่าลมขึ้นง่ายก็พกยาฉีดติดตัวด้วย อย่าปล่อยให้เป็นภาระห้องพยาบาล) หนังเบาๆ ก็เล่าเรื่องหนักในแบบของมันได้ ขอบูชาความมันส์ของพี่เอาไว้ ณ ที่นี้

อนึ่ง จากไอ้เด็กที่นั่งข้างหน้าที่แม่งสนุกกันเฟร่อๆ ทำให้ยิ่งคิดว่าประเด็นในหนังเรื่องนี้มันดีตรงที่มันเล่าเรื่องของพวกแม่งอ่ะ เอาโลกของเด็กจืดๆ ชอบวาดรูป ไม่ได้สังกัดฐานันดรไหนมาเล่า แล้วทำให้เห็นว่า ไอ้การวาดรูปแม่งพาเขาไปไหนต่อไหนได้บ้าง คุณค่าในตัวเราไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยู่ฐานันดรไหนเลยนะ เด็กพวกนี้มันอาจจะคิดแบบนั้น และหนังเรื่องนี้จะเป็นเพื่อนแท้ของเขาไปเลย

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ: วิกฤตกลางคนไว

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (Heart Attack) 
(2015, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, A+) 




ก่อนจะดูพยายามเลี่ยงไม่อ่านอะไรเลย เข้าเฟซบุ๊กแบบผ่านๆ ทวิตเตอร์ก็ไม่อ่าน พันทิปยิ่งไม่เข้าเลย จะหนีการรู้อะไรเกี่ยวกับหนังให้มากที่สุด เพราะไม่อยากตั้งค่าอะไรเอาไว้ในใจเลย ดูเทรลเลอร์ไปแค่สองรอบได้มั้ง ที่มากหน่อยคือฟังเพลง Vacation time แบบไม่ดูภาพ คือทำยิ่งกว่าหนีหนี้ เอาจริงกับหนังหลายๆ เรื่องก็ทำแบบนี้ เพราะอยากไปดูแบบรู้อะไรน้อยที่สุด เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าโลกนี้ไม่ต้องมีตัวอย่างหนังก็น่าจะดี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกในการฉายหนังเชิงธุรกิจ เชิงไม่ธุรกิจก็ทำไม่ได้มั้ง เป็นรสนิยมประหลาดของมึงเองเนี่ยแหละ อีบ้า

เลยไม่มีความรู้สึกแนวแบบ นี่มันหนัง GTH นี่มันใหม่ นี่มันซันนี่ อะไรแบบนั้น สิ่งเดียวที่รู้สึกก่อนไปดู คือ another หนังพี่เต๋อ ที่บังเอิญเข้าฉายหลายโรงหน่อย ไม่ต้องถ่อไปเฮ้าส์ หรือไปดูแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนตอนไปดู 36 เลยคิดว่า สำหรับเรา แบรนด์นวพลน่าจะมีผลจูงใจ และแข็งแรงมากกว่าแบรนด์ GTH (นั่นแหละ แค่กับเรา)

ซึ่งสำหรับฟรีแลนซ์เนี่ย มันเล่าเรื่องสุดๆ แล้ว และมันก็เพลิดเพลิน มีช่วงหย่อนนิดหน่อยแต่ไม่ได้ส่งผลอะไรมาก แค่ว่ามันไม่ได้ตามใจคนดู เหมือนอย่างที่หนังไทยแทบทุกเรื่องทำ มันเล่าเรื่อง แต่ก็เล่าบนพื้นฐานเงื่อนไขที่หนังสร้างเอาไว้ (ความสัมพันธ์แบบหมอ/คนไข้/ผื่น) มันมีอะไรที่ถ้าเป็นละครไทย หรือหนังที่อยากขยี้ความรอมคอมให้สุดทาง คงข้ามเส้นพวกนี้แล้วพาคนดูออกไปแฟนตาซีให้สุด แต่กับฟรีแลนซ์เราจะอึดอัด เราจะยิ้มแต่ไม่สุด เราใจเต้นแต่ลึกๆ แล้วก็กังวล นั่นเพราะเราถูกเงื่อนไขของหนังครอบไว้ และเราเข้าใจมันได้ คือเราต้องหัดหาทางฟินในรูปแบบใหม่ๆ บ้างน่ะ เพราะความรักมันไม่ได้มีอยู่แค่รูปแบบเดียว (ซึ่งสำหรับพนิตชนกแล้ว มีความสุขและใจเต้นแรงมาก)

สิ่งที่ชอบมากคือไดอาล็อกทั้งหลาย โดยเฉพาะในห้องตรวจระหว่างยุ่นกับหมออิม คือจะว่ามันเป็นบทสนทนามาตรฐานที่เราคุยกับหมอแบบนั้นก็ได้ ซึ่งมันจะธรรมดามากถ้าไม่ได้การแสดงของซันนี่และใหม่ช่วยเอาไว้ ทำให้เราเห็นมุมโรแมนติกพิเศษซ่อนอยู่ให้รู้สึกฉวัดเฉวียนในอารมณ์ตลอด ซึ่งมันดีไง เรารู้สึกมากๆ รอว่าเมื่อไหร่จะนัดเจอหมออีก เมื่อไหร่จะคุยกันอีก และบทสนทนาพวกนี้จะพาเรื่องไปถึงไหน เราแบบดิ่งไปกับพาร์ทความสัมพันธ์ของยุ่นกับหมอเลยแหละ

แต่ก่อนไม่ได้รู้สึกอะไรกับใหม่ ดาวิกาเลย ใครบอกว่าสวยก็เฉยๆ จนพอเจอหมออิมเข้าไป ปลุกพลังทอมในตัวกูขึ้นมาแล้วเรียบร้อย สวย สวยมาก สวยที่สุด สวยที่แท้คือสวยแบบนี้ ยิ่งกับการแสดงแบบนี้ ไม่ช่องเจ็ด ไม่นางนาก เชี่ย หมอร็อคมาก คิดนิดหน่อยว่าเราจะหาหมอแบบนี้ได้จริงๆ เหรอ เป็นหมอที่น่ารัก ไม่ได้สวยแบบเป็นลีดแพทย์ แต่น่ารัก เล่นด้วยได้ ถึงทีจะเนิร์ดก็เนิร์ดได้ แต่ไม่ใช่แนวใส่แว่นพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งหมดนั้นเราเห็นจากใหม่ดาวิกาได้ไง แค่เป็นหมอที่น่ารักแต่ไม่สวยก็ผิดแล้วอ่ะ แต่เราคิดแบบนั้นจริงๆ หมออิมไม่ใช่แนวหมอสวย แต่ดูแล้วสวย อยากคุยด้วย อยากเป็นสิวไปให้หมอบีบ เออ เนี่ย ไม่งั้นไอ้ยุ่นมันจะอยากไปหาหมอทุกเดือนได้ไง ขอบคุณอะไรก็ได้ที่เอาใหม่มาเล่นบทนี้ ดีมากๆ ใหม่เองก็น่าจะดีใจมากๆ ที่ได้เป็นตัวเองในโหมดนี้ เพราะมันมีเสน่ห์มากจริงๆ

ส่วนซันนี่ ช่วงต้นๆ เรายังเอาภาพซันนี่ออกไปจากยุ่นไม่ได้ จนถึงฉากนึงที่ถ่ายยุ่นจากด้านหลัง กำลังเดินเข้าห้องตรวจ ท่าเดินนั้นแม่งไม่ใช่ซันนี่แล้ว ดูเป็นท่าเดินของพี่เต๋อมาก (เท่าที่เคยเจอแกบ้าง)​ ตรงนั้นแหละที่ยอมรับว่าซันนี่คือยุ่น จากนั้นไปจนจบ ก็ยอมรับขึ้นเรื่อยๆ ทำดีและแบกหนักเอาไว้หนักขึ้นเรื่อยๆ จนฉากไคลแม็กซ์ เราว่ามีคนสรรเสริญฉากนั้นไว้เยอะแล้ว คงเขียนได้ไม่ดีเท่า บรรยายได้เพียงว่าตกใจสัส รุนแรงสัส หนักมากที่เอาภาพนี้มาให้ดูแบบไม่ปล่อยให้ตั้งตัว คือคิดไว้บ้างจากการเร้าหนักๆ ด้วยภาพก็ดี เพลงก็ดี แต่ไม่คิดว่าจะออกมาในรูปนี้

เราอาจจะอยู่ในช่วงวัยใกล้ๆ กับยุ่น เป็นรุ่นน้องอยู่ปีสองปี ก็ถือว่าพอเข้าใจกันแหละ แค่ว่าเราไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์โดยตรงที่ชีวิตต้องพึ่งพา ภาวนาให้งานเข้าตลอดเวลาแบบนั้น และที่แน่ๆ คือปรัชญาการทำงานของเรากับยุ่นคงต่างกันจนในใจเราก็จะคอยเถียงตลอด ว่ามึงพอได้แล้ว หยุดได้แล้ว ทำไปทำไมเนี่ย จากที่เหมือนจะเข้าใจกลายเป็นไม่เข้าใจไปเลย

ไอ้แรงขับของฟรีแลนซ์เรื่องกลัวงานขาดตอนนี่เราเข้าใจนะ เพราะไม่นานมานี้ก็เพิ่งลุ้นแทบตายกลัวเขาเลิกจ้างต่อ (แน่นอนว่างานฝิ่น) คิดเยอะมาก เพราะไม่งั้นจะหมุนเงินไม่ทัน ชีวิตจะเปลี่ยนทันที คือชีวิตที่เคลื่อนด้วยเงินมันเปราะบางมาก พร้อมที่จะเข้าช่วงวิกฤตตลอดเวลา แต่กับยุ่นทำไมถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินละ ช่วงที่ยุ่นว่างสัสๆ ในใจเราคิดถึงเงินในบัญชียุ่นตลอด เป็นห่วงมาก เอ๊ะนี่จะมีเงินจ่ายค่าห้องมั้ย เอาเงินที่ไหนกิน แมคบุ๊กมึงผ่อนหมดรึยัง และเสือกมีสองเครื่องอีก ค่าฟิตเนสตลอดชีพจะยังไง คิดไปสารพัดเลย น่าจะเป็นช่วงเดียวในหนังที่เรารู้สึกว่ามันไม่จริง แม้ว่าจักรวาลของยุ่นมันจะเวียร์ดขนาดไหน แต่มันก็ยังจริงนะ โอเคมันเกิดขึ้นได้ยากหน่อยที่จะไปตีแบตกับไอ้ไก่หน้าเซเว่น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะไม่เกิด แต่ไอ้การอยู่ว่างๆ ไปหกเดือนโดยไม่พูดถึงเงินเลยนี่เราโคตรรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่หนังไม่แตะอะไรถึงเรื่องนี้เลย เราเลยสนใจตรงนี้ (จริงๆ คือเป็นห่วง เพราะแทนค่าตัวเองเข้าไปมากไป ฮ่าาา)

เราชอบชั้นหนังสือทำจากเหล็กเส้นบนหัวนอนของยุ่น เพราะมันเหมือนชั้นวางที่บ้านเก่าที่แม่เราประกอบเอง หน้าตาเป็นแบบนี้เลย แค่ไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือเท่ๆ แบบในห้องยุ่น แล้วก็เลยสงสัยว่ายุ่นแม่งเอาเวลาที่ไหนมาอ่าน ถึงได้มีหนังสือพวกนี้เต็มชั้นขนาดนี้ มันคงเป็นคลังสมบัติสมัยที่ที่ยุ่นยังเป็นเด็กแบบไอ้เจิด ยังมีไฟ ยังเป็นกราฟฟิกที่หาอะไรเติมเข้าตัวเองตลอด เป็นดาวรุ่งแหละนะว่าง่ายๆ แต่พอยิ่งโต ยิ่งทำงานไป กลายเป็นว่าแรงขับให้เราทำงานมันไม่ใช่เรื่องเพื่อสร้างผลงาน เพื่อความภูมิใจอะไรแล้ว แถมหนังยังเปิดช่องไว้อีกหน่อยว่า เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่เพราะเงินด้วย แต่ทำเพื่อรักษาเพื่อให้ยังมีงานต่อๆ ไป เราไม่ได้คิดถึงเงินวันนี้แล้ว แต่คิดถึงเงินข้างหน้า งานหมูงานหมาอะไรเข้ามาเราก็ทำให้เต็มที่ รับเข้ามาให้หมด เพื่อหวังว่าสองสามอาทิตย์ข้างหน้าจะยังมีอะไรเข้ามาต่อชีวิตไปอีก

เราเป็นพวกคนรุ่นกลาง เกิดวิกฤติวัยคนกลาง คือไม่ก็วัยกลางคนมันเขยิบเข้ามาไวขึ้นกว่าคำจำกัดความเดิม เราทำงานมาจนงานมีมาตรฐานแต่อาจไม่สดใหม่ เราสู้เด็กที่กำลังขึ้นมาไม่ได้ แต่เราก็มีบุญเก่าให้เก็บกินอยู่โดยไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อไหร่ เรามีงานต้องทำ มีภาระให้ต้องรับผิดชอบ แถมเราต้องหาวัตถุดิบใหม่ๆ ต้องเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง เราอยากทำทุกอย่างให้ดีเหมือนตอนอายุยี่สิบ อยากเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร่งเท่าเดิม แต่ร่างกายมันไม่ไปด้วย แถมยังเดินถอยหลังอีกแหนะ

ทีนี้เราจะยังไง ถ้าเราเก็บทุกอย่างไว้ เราก็จะพังร่างกายเราไปทีละนิด โดยไม่รู้ว่าที่แลกมามันจะคุ้มรึเปล่า แต่ถ้าเราตัดบางสิ่งทิ้งไป เราจะยังเหลือความภูมิใจในตัวเองมั้ย เราเข้าสู่วัย settle เร็วไปรึเปล่า คนรุ่นใกล้ๆ กันคงเริ่มคิดแบบนี้ มองจากข้างนอกเราอาจดูโอเคดี แต่ข้างในเราหวั่นไหวไม่แแพ้ตอนแอบชอบพี่ม.ปลาย ตอนเลือกคณะเอ็นทรานซ์ แค่โจทย์มันใหญ่ขึ้นมาหน่อย

จะเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานออฟฟิศเราว่าก็ต้องแก้โจทย์นี้เหมือนกัน เราเองก็แก้อยู่ หาทางให้เรามีชีวิตที่โอเคได้ โดยที่ยังเหลือความภูมิใจในตัวเองหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ใช่ยุ่น เราขี้เกียจกว่าเยอะ เราเห็นแก่ตัว ถ้าเดินออกมาจากออฟฟิศแล้วเราก็ปิดโหมดทำงานเลย ไม่รู้ว่าดีรึเปล่า แต่โดยไม่ได้ตั้งใจ เรากลายเป็นคนแบบนั้น ทั้งที่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ จะต้องเอาคอมกลับบ้านทำงานเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่ามันเท่ เราดูมีความทุ่มเท แต่ผ่านไปไม่กี่ปี เหมือนน็อตหลุด เจอปุ่มเปิดปิดตัวเอง แล้วก็ใช้ปุ่มนั้นเรื่อยมา ถ้าจะทำก็ทำให้ตาย แล้วทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ เหยียบออกมานอกตึกเมื่อไหร่ก็เป็นอีนิดนกผู้โหยหิวของอร่อย และอยากกลับบ้านไปอ้อนผัว นั่นแหละ ดูไม่ใช่นักทำงานในอุดมคติเท่าไหร่ แต่ไอ้น็อตตัวนั้นมันหลุดไปแล้ว และเรากลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว และก็ทั้งรู้สึกดีและแย่กับตัวเอง อยู่ที่ว่าอารมณ์ในตอนนั้นเป็นยังไง

ส่วนตัวเองในโหมดฟรีแลนซ์ ก็ทำได้ไม่ดี เพราะทุกวันนี้ยังต้องให้บก. ทวงต้นฉบับจากทุกวิธีที่เป็นไปได้อยู่เลย นั่นแหละ กูก็เอาตัวไม่รอด ไปก่อนนะ ผื่นขึ้นแล้ว



ปล. อนึ่งในแง่คุณูปการของการเปิดแนวทางใหม่ๆ ในตลาดหนังไทยแมสไม่ต้องเขียนแล้ว เขาเขียนกันไปหมดแล้ว หวังว่าเราจะได้หวังอะไรที่มากขึ้นกว่านี้ต่อไป

ปล2. ได้ดูเรื่องนี้ที่เมเจอร์น่าน เพราะมาทำงานที่นี่พอดี ประทับใจมาก ก่อนไปถามพนักงานโรงแรม (ที่ตั้งวงก๊งเบียร์กันตอนหกโมงเย็น) ถามทางไปโรงหนัง พอบอกทางเสร็จ พี่เขาก็ถามว่า ไปดูเรื่องอะไร เราบอกว่า ฟรีแลนซ์ พี่ไม่รู้จัก เราเลยบอก ซันนี่เล่น พี่ก็ยังไม่รู้จัก เลยเปิดการ์ดไม้ตาย ใหม่ ดาวิกา นางชฎาค่ะพี่ เท่านั้นรู้เรื่อง พี่จัดแจงเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งถึงโรงหนัง ก่อนไปแกยังบอก ดูจบแล้วมาเล่าให้พี่ฟังด้วย ตั้งแต่โรงหนังเปิดยังไม่เคยไปดูเลย 
 

AMY: อยากเป็นแค่ศิลปิน

AMY
(2015, Asif Kapadia, A) 





กำลังนึกอยู่ว่าถ้าเรามองศิลปินในแง่ที่เขาเป็นปัจเจก ไม่มีคำว่าธุรกิจ และไม่ต้องมาอีโมเรื่องที่ว่าศิลปินจะต้องสร้างความสุข หรือจรรโลงสังคมอะไรแบบนั้น ศิลปินก็เพียงแค่ต้องการแสดงออกความอัดอั้น ปล่อยวัตถุดิบที่พรั่งพรูอยู่ในหัวและเรียบเรียงออกมาเป็นชิ้นงาน จบแล้วก็จบกัน ไม่ได้อยากจะไปจรรโลงใคร ไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากมีชื่อเสียง แกแค่บังเอิญเดินมาได้ยินเพลงที่ฉันแต่ง เสียงที่ฉันร้อง แล้วแกก็ดันชื่นชอบ โดยที่ฉันไม่ได้เรียกร้องสักนิด แบบนั้นศิลปินเห็นแก่ตัวรึเปล่า ในเมื่อเขาไม่ได้เชิญชวนเรียกร้องให้ใครมาคลั่งไคล้ เอาไปชื่นชมเมื่อทำดี และปู้ยี่ปู้ยำซ้ำเติมจนสนุกปากในวันที่เราล้ม

เราว่าเอมี่เป็นศิลปินแบบนั้น เธอเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความฝัน และมีวัตถุดิบเป็นชีวิตของเธอ และถ่ายทอดมันออกมาเป็นเพลงที่เธอแต่งและร้อง เหมือนว่าบทกวีที่เธอแต่ง และโน๊ตดนตรีพวกนั้นเป็นเครื่องระบายความอัดอั้น ปล่อยความทุกข์ถมในใจให้มันได้ออกไปบ้าง ความสุขและพอใจของเธอน่าจะอยู่ตรงนั้น มากกว่ารางวัลและเสียงกรีดร้องจากผู้ชม ถ้าเอาความเป็นศิลปินในอุดมคติที่สังคมตั้งค่าโรงงานเอาไว้ เอมี่คงเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เห็นใจแฟนเพลง ไอ้ฉากที่แฟนตะโกนบังคับให้เธอร้องเพลง ถ้าไม่ร้องก็จ่ายเงินคืนมาสิ สำหรับเรา ฉากนั้นแม่งเจ็บปวดสัสๆ เออ ถ้าคิดว่าเราซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไปแล้วศิลปินไม่ร้องเราก็คงตะโกนด่า แต่หลังดูฉากนั้นเราต้องคิดใหม่เลย เข้าใจคนข้างบนนั้นมากๆ และพบว่าความถูกผิดมันขึ้นกับว่าเรามองจากมุมไหน

นึกถึงครั้งนึงเมื่อไม่นานมานี้ เราเป็นแค่พิธีกรตามงานงอกง่อย แต่วันนั้นอารมณ์แม่งไม่ไหวจริงๆ ไม่อยากหัวเราะหรือไปทำให้ใครมีความสุขทั้งนั้น เอาแค่ว่าพูดกูยังไม่อยากพูดกับใคร แต่ยังไงก็ต้องทำ ต้องเดินออกไปถือไมค์นั้นแล้วทำหน้าที่เราให้จบ จริงๆ ถ้าดูหนัง AMY ไปก่อนงานวันนั้น คงกลับเข้าห้องไปนอนแล้วทิ้งงานไปเลย (และคงโดนด่าเละเทะ)

ลำพังแค่เรื่องของเอมี่ก็เพียงพอให้หนังมันหม่น และน่าอึดอัดสัสๆ อยู่แล้ว แต่ที่โหดร้ายกว่า คือสารพัดฟุตเตจ คลิปเสียง และทุกภาพที่อยู่บนจอนั้นที่มันเสือกเป็นของจริง เศร้าที่เธออาจจะไม่คิดว่าเสียงเหล่านั้นที่เคยพูดมันจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในหนังที่เล่าเรื่องเธอตอนที่เธอไม่อยู่แล้วอะไรแบบนั้น คือคงเป็นด้วยยุคสมัยด้วย ที่เรามีเครื่องไม้เครื่องมือในการเก็บความทรงจำถึงใครเอาไว้เต็มไปหมด พอไอ้พวกนี้มันจริงมาก และมันมาอยู่ในหนังที่กำลังเล่าเรื่องการรุกล้ำเข้าไปทำลายพื้นที่ส่วนตัวของคนที่ข้างในก็บกพร่องบอบบางอยู่แล้ว เลยอดคิดไม่ได้ว่า สุดท้ายเราเองก็กำลังรุกล้ำข้ามเส้นไปรบกวนเธอเหมือนกัน แม้เธอจะจากไปแล้วก็เหอะ

การเข้าไปดูชีวิตคนที่ร่วงหล่นดำดิ่งไปเรื่อยๆ นี่ทรมานมากนะ ถ้าเป็นหนังคงอยากไปดูหน้าคนเขียนบทว่าหัวใจมึงทำด้วยอะไรถึงได้ทำร้ายตัวละครซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อยๆ ถ้าจะกลั่นแกล้งกันขนาดนี้ตัดไอ้ตัวนี้ออกไปเลยเถอะ แต่พอคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งเศร้าหนัก บางทีอาจจะดีแล้วที่เธอชิงจากไปซะก่อนที่จะโดนคนเขียนบทซ้ำเติมอะไรเข้ามาอีก ถึงตอนนั้นมันอาจจะทรมานมากไปกับชีวิตที่โคตรบอบบาง

และอย่างน้อยความสว่างเดียวที่พอมองเห็นในหนังบ้าง คือฉากร้องเพลง Body and soul เราว่าวันนั้นเธอคงมีความสุขมากแน่ๆ

Parasyte Part 2

Parasyte Part2
(2015,Takashi Yamazaki, B) 



ผิดเองที่ดันไปดูหลังออกจากโรง Inside Out ซึ่งสมองกำลังทำงานหนักและคิดอะไรอยู่เยอะมาก เลยดูปรสิตโดยสติไม่อยู่กับหนังเท่าไหร่ และหนังมันก็ไม่ได้ทำให้เราอยู่กับมันมากนักด้วยอ่ะ 

แม้ไม่เคยอ่านหรือดูมังงะเลย แต่ว่าชอบภาคแรกมาก ถึงได้อยากจะติดตามภาคสองต่อตั้งแต่วันแรกที่มันเข้า แต่พอเอาเข้าจริงก็รู้สึกว่าภาคสองมันไม่ได้มีเนื้อหาหนักแน่นขนาดนั้น มันมาขยายต่อเรื่องความเป็นแม่ที่ก็เออ ทำได้ดีล่ะ โดยเฉพาะ Fukatsu Eri เอาดอกมะลิไปติดอกเสื้อนางได้เลย เป็นแม่ดีเด่นแห่งชาติญี่ปุ่นไปแล้ว ปรบมือด้วยค่ะ 

ที่เหลือไอ้เรื่องสรรเสริญหรือด่าทอความเป็นมนุษย์มันน่าเบื่อ ถ้าไม่พูดเยอะขนาดนั้นคงไม่รู้สึกแบบนี้ แบบมึงจะพูดจะย้ำอะไรกันนักหนาวะ เหมือนกลัวว่าถ้าไม่อธิบายด้วยคำพูดอาจทำให้คนดูไม่บรรลุถึงสารที่หนังต้องการสื่อ แต่มันน่าเบื่อและเชยไง มันเลยทำให้เราชอบเรื่องนี้ได้ไม่สุด

ที่ดีคืออารมณ์ขันที่แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ แล้วมันถูกจังหวะ ที่เหลือคือคะแนนของน้องไอ ฮาชิโมโตะ จบ.