Showing posts with label Japanese Series. Show all posts

LEADERS

Leaders リーダーズ 
(2014, TBS)



เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก ที่ต่อมากลายเป็นอุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนประเทศญี่ปุ่นให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในเศรษฐกิจโลก กับชีวิตช่วงหนึ่งของไอจิ ไซจิโร (Sato Koichi) ผู้ปลุกปั้น และฝันอยากจะสร้างรถยนต์สำหรับโดยสารที่มีสมรรถนะทัดเทียมกับรถยุโรปและอเมริกา แน่นอนความฝันใหญ่ขนาดนั้นมันก็ต้องมีล้มลุกคลุกคลานเป็นธรรมดา กว่าที่ไอจิมอเตอร์จะยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ผู้นำอย่างไซจิโรจะต้องเผชิญกับอะไร นั่นคือสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้เล่าให้เราฟัง

Leaders สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง ที่ทำการเปลี่ยนชื่อทั้งตัวละครและแบรนด์รถยนต์ แต่ฉากหลัง และเหตุการณ์หลายๆ อย่างนั้นยังคงเค้าความเป็นจริงอยู่ เลยจะว่ามันเป็นละครเล่าชีวประวัติก็ไม่ได้ จะเป็นสารคดีก็ไม่เชิง เป็นฟิคชั่นที่เล่าอยู่บนพื้นฐานของเรียลลิตี ไอจิ ไซจิโร ตัวละครหลักของเรื่อง จริงๆ แล้วก็คือ คิอิจิโร โทโยดะ (Kiichiro Toyoda) ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Toyota ที่ในเรื่องสมมติชื่อว่า ไอจิมอเตอร์ และเราพอจะเชื่อมโยงเรื่องแต่งกับเรื่องจริงได้จากฉากหลังที่ยึดเมืองไอจิ, จังหวัดนากาโนะ บ้านเกิดของโตโยต้า



ไอจิ ไซจิโร เริ่มต้นอย่างคนที่ได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะพ่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการโรงทอผ้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้จะว่าไป เขาก็เป็นคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองคนหนึ่ง ไซจิโรหลงใหลและใฝ่ฝันจะสร้างรถยนต์ที่เขาออกแบบเอง และฝันไกลไปกว่านั้นด้วยความหวังว่า สักวัน ธุรกิจรถยนต์จะเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น (เดี๋ยวนะ คือพี่ฝันระดับมหภาคมาก) ว่าแล้ว ไซจิโรผู้มีต้นทุนที่ดีจึงจัดรถเยอรมันมาหนึ่งคัน แล้วจัดการเรียกตัวหัวกะทิในโรงงานเครื่องทอผ้าของเขา มาจัดการแยกชิ้นส่วนรถต้นแบบคันที่ว่า ถอดแล้วประกอบใหม่ ถอดแล้วประกอบใหม่ ศึกษาให้แน่ใจว่ามันทำงานยังไง ก่อนที่จะได้มาเป็นรถต้นแบบ เป็นโมเดลรถคันแรกที่เป็นผลงานของคนญี่ปุ่นเอง

ถ้าเป็นหนังไทยคือจบไปแล้ว พอรถคันแรกสำเร็จธุรกิจก็รุ่งเรืองโชติช่วง แต่นี่มันยังไม่จบไง คือเรื่องไม่เล่าถึงด้านที่ดีและราบรื่นเลยค่ะ มีเรื่องให้คนดูโล่งใจแป๊บเดียววิกฤติมาอีกแล้วค่ะ ธุรกิจที่ดูใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้ใครจะไปเชื่อว่ามันแตะเส้นล้มละลายไปไม่รู้กี่ที หายใจไม่ทั่วท้องไปกี่เฮือก แต่ด้วยความที่มันกึ่งเล่าเรื่องจริง เราก็เลยโดนสปอยล์ไปแล้วเรียบร้อยว่ากิจการรถยนต์นี่มันก็รุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ผ่อนๆ อยู่ทุกเดือนนี่ก็จ่ายให้เขานี่แหละ เลยเหมือนยิ่งถูกตอกย้ำว่า ความยิ่งใหญ่ไม่ได้มากันง่ายๆ มันต้องผ่านความพยายาม อดทนมากกว่าสามร้อยครั้ง ต้องสู้จึงจะชนะ และถึงจะชนะแล้วก็ต้องสู้อีก เพราะชัยชนะมันไม่ได้อยู่ถาวร

มาแนวนี้ก็เดาได้ไม่ยากว่ามันปลุกชาตินิยมญี่ปุ่นในตัวคุณอย่างเข้มข้นยิ่ง คือสิ่งที่ถูกเน้นย้ำตลอดๆ คือความทะเยอทะยานของไซจิโรนัั้น มีความก้าวหน้าสถาพรของญี่ปุ่นเป็นที่ตั้ง ความฝันของเขานั้นแม้ยิ่งใหญ่ ความหลงใหลในการสร้างรถยนต์นั้นเข้มข้นมาก แต่มันก็เป็นฟันเฟืองหนึ่งของเป้าประสงค์ที่ใหญ่กว่านั้น คือการทำให้ญี่ปุ่นไม่แพ้ใครในด้านการผลิตรถยนต์ (ท้องถนนญี่ปุ่นจะต้องไม่เต็มไปด้วยรถยุโรป อเมริกา ถนนของเรารถก็ต้องของเรา เออ เอาดิ!) ความฝันระดับอินดิวิดวล จะต้องผูกเข้ากับความรักชาติ และพร้อมที่จะผลักดันทั้งตัวเองและชาติไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ซึ่งเราค่อนข้างชินแล้วกับการดูซีรีส์หรือหนังที่มันปลุกอารมณ์ฮึกเหิมรักชาติขนาดนี้ 



มีบางรายละเอียดที่น่าสนใจ คือการมีอยู่ของตัวละครยูคิโนะ สาวเสิร์ฟที่เข้าใจว่าเป็นเพื่อนกับไซจิโรมาตั้งแต่สมัยเรียน และหมิ่นๆ เหม่ๆ ว่าทั้งสองคนมีจิตใจต่อกันอยู่ แต่ได้กันไม่ได้ เลยกลายมาเป็นแรงใจต่อกัน ช่วยเหลือกันอยู่ห่างๆ แทน แน่นอนว่าละครที่มีฉากหลังอยู่ในยุคหลังสงครามโลก หรือยุคก่อนหน้านั้นไปอีก มันต้องโฟกัสที่ผู้ชายเป็นใหญ่อยู่แล้ว (สมัยนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่ความเข้มข้นและวิธีการอาจจะเปลี่ยนไป) แต่เมื่อมันเล่าเรื่องจากยุคนี้มองย้อนไป มันมักจะมีตัวละครผู้หญิงที่มีผลต่อเรื่องมากๆ ประกอบอยู่ เป็นตัวเสริมให้ตัวละครหลักมันก้าวไปต่อข้างหน้าได้ นึกถึงอีกคนคือบท โนคาเสะ จากเรื่อง Jin ที่ Nakatani Miki เล่นเอาไว้ คือเป็นเกอิชาที่ฉลาดมาก และมีส่วนช่วยหมอจินตลอด จะเห็นว่าตัวละครนำหญิงพวกนี้จะไม่ใช่นางเอกที่มีความเป็นนางเอกเสียทีเดียว ยูคิโนะเป็นสาวเสิร์ฟ แล้วตอนหลังแกก็มาเป็นเจ้าของโรงน้ำชา ส่วนโนคาเสะก็เป็นเกอิชา ที่ตอนหลังจุดจบของทั้งสองตัวละครนี้ไม่ต่างกันเลย กลายเป็นว่าในผู้หญิงด้วยกันก็มีสองระดับเข้าให้ เมียก็คือแม่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ดูแลลูก ชงชาให้กิน ทำหน้าที่นั้นไป เป็นตัวละครแบนๆ ที่เข้ามาแสดงสีหน้าสองสามอารมณ์ก็หมดหน้าที่ น่าน้อยใจอยู่เหมือนกัน 

Leaders ทำให้เราพอจะเห็นประวัติที่มาของ Toyota ในแบบที่ต้องตัดความดรามาออกไปมากๆ หน่อย กล่าวคือ มันก็เกิดจากความทะเยอทะยานของชายคนหนึ่ง ที่ฝันอยากจะเห็นรถยนต์ Made in Japan โลดแล่นอยู่บนท้องถนน เพื่อพัฒนาให้ญี่ปุ่นทัดเทียมกับชาติตะวันตก นึกถึงหนังเมื่อเร็วๆ นี้ เรื่อง The Wind Rises (2013, Hayao Miyasaki) ที่เล่าเรื่องของวิศวกรการบิน Jiro Horikoshi ผู้สร้างเครื่องบินรบสมรรถนะสูงรุ่นหนึ่งของโลก A6M Zero ที่สุดท้ายแล้วมันเป็นพาหนะสำหรับหน่วยบิน Kamikaze แม้ชะตากรรมของไซจิโร จะไม่น่าหดหู่เท่า ดร.จิโร แต่ทั้งสองก็เป็นวิศวกรผู้ใฝ่ฝันจะพัฒนาบางสิ่ง แต่สงครามก็มาเกี่ยวข้องกับพวกเขาจนได้ รายได้หลักที่พยุงธุรกิจของไอจิมอเตอร์ไม่ให้ล้มก็มาจากออเดอร์รถกระบะสำหรับใช้ในการสงคราม ทำให้เห็นว่า ในอีกด้านหนึ่ง สงครามก็เป็นจุดเริ่มต้น และผลักดันให้อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้

ในเรื่องนอกจากจะเต็มไปด้วยชายหนุ่มที่เล่นใหญ่ถึงใหญ่มากกันทุกคนแล้ว ยังมีอัตจัง (Maeda Atsuko) โผล่มาวับๆ แวมๆ คือเป็นบทที่ไม่ได้ส่งผลอะไรกับใครเท่าไหร่ แต่แค่เห็นหน้าก็ชื่นใจแล้วค่ะ บายยยย



 

Credit: all pictures from http://www.tbs.co.jp/LEADERS2014/

Ashita, mama ga inai: คนถูกทิ้ง

Ashita, mama ga inai (2014, NTV, 3.5/5)


ก่อนจะดูอ่านข่าวก็ตกใจเหมือนกัน เพราะเห็นว่าซีรี่ส์เรื่องนี้โดนบอยคอตจากบรรดาสปอนเซอร์ ทำให้หลังจากตอนที่หนึ่งเป็นต้นมา ซีรีส์ฉายโดยไม่มีโฆษณาเลย ต้นเรื่องก็มาจากโรงพยาบาลจิเค (Jikei Hospital) โรงพยาบาลเดียวในญี่ปุ่นที่มีตู้ทิ้งเด็ก สำหรับพ่อแม่ที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงลูก และบรรดาสมาคมบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าออกมาร้องเรียนว่า ภาพที่เห็นในซีรีส์นั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อบ้านเด็กกำพร้า ทั้งยังมีภาพของความรุนแรงระหว่างผู้เลี้ยงเด็กที่เปรียบว่าเด็กๆ เป็นสัตว์ในร้านขายสัตว์ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วเมือง

ความกดดันที่ว่าทำให้เหล่าสปอนเซอร์ถอนโฆษณาออกตั้งแต่ตอนที่สองของซีรีส์ แต่ผู้บริหารของช่อง NTV ยังยืนยันที่จะฉายต่อไปจนจบเก้าตอน ซ้ำยังย้ำว่า ถ้าผู้ชมได้ดูจนจบเก้าตอนก็จะรู้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไรกับสังคม

จริงๆ ดูไปถึงตอนที่สองก็พอจะมองออกแล้วแหละว่ามันต้องการสื่ออะไร และเรื่องมันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรขนาดนั้น (หรือว่ามันเป็นระดับความชินชาต่อการรับรู้ความรุนแรงของคนไทยวะ) แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะมีฉากที่พูดว่าเด็กเป็นสัตว์ทำไมเหมือนกัน คือถ้าข้ามฉากนั้นไป มันก็เป็นดรามาเค้นๆ แบบญี่ปุ่นเรื่องนึง และก็ไม่ได้รู้สึกในแง่ลบกับสถานสงเคราะห์หรือการทิ้งเด็ก หรือเด็กที่ถูกทิ้งแต่อย่างใด ออกจะเข้าใจเหตุผลที่มาที่ไปของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้มากขึ้นด้วยซ้ำ


ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ "โพซึโตะ" (Ashida Mana เด็กเซเลปของญี่ปุ่น) เด็กหญิงที่ถูกพ่อแม่ทิ้งเอาไว้ที่ตู้ทิ้งเด็ก (Post) จึงกลายเป็นชื่อเล่นของเธอที่บ้านโคกาโมะ (Kogamo no Ie) ตามธรรมเนียมที่แต่ละคนจะตั้งชื่อเล่นกันใหม่ แทนการเรียกชื่อเดิมอันเป็นบาดแผลสุดท้ายที่พ่อแม่มอบไว้ให้พวกเขา เป็นหนทางของการลืมอย่างหนึ่ง

โพซึโตะมีเพื่อนร่วมห้องอีกสามคน "เปียมิ" (Sakurada Hiyori) อดีตคุณหนูที่พ่อล้มละลาย มีความสามารถพิเศษทางเปียโน "บอมบิ" (Watanabe Konomi) เด็กหญิงที่ใฝ่ฝันจะได้ครอบครัวใหม่เหมือน "โจริพิ" (แอนเจลินา โจลี, แบรท พิตต์) และ "ดงกิ" (Suzuki Rio เด็กเซเลปอีกคน เล่นเรื่อง Woman ด้วย) แม่ของเธอติดคุกเพราะทำร้ายร่างกายแฟนใหม่ ในทุกตอน โพซึโตะจะวิ่งไล่ไปแก้ปัญหาให้กับเพื่อนๆ และพี่น้องร่วมบ้านโคกาโมะจนครบเก้าตอนตามสูตรซีรีส์ญี่ปุ่น เป็นยอดเด็กในอุดมคติ ว่าอย่างนั้นแหละ


ไอเดียของเรื่องต้องการจะสื่อสารว่า "เด็กกำพร้าต้องมีสิทธิ์ที่จะเลือกบ้านที่ตัวเองไปอยู่" เพราะโดยทั่วไป จะเป็นพ่อแม่ที่มีความต้องการอุปถัมภ์มาดูตัวเด็ก จากนั้นก็ไปทำเรื่องทางกฎหมายและเอกสารทั้งหลาย จากนั้นก็รับเด็กไปเลี้ยง ซึ่งสิ่งที่เรื่องนี้ต้องการจะบอกคือ สิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่แค่การมีครอบครัวครบหน้าพ่อแม่ลูก แต่พวกเขาต้องการคนที่พร้อมและยอมรับในตัวพวกเขาไม่ต้องร่ำรวย แต่ต้องเป็นบ้านที่พวกเขาต้องการจริงๆ

วิธีการของบ้านโคกาโมะ ก็เลยจะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ให้คำปรึกษาเด็ก ทำหน้าที่พาเด็กๆ ไปทดลองใช้ชีวิตกับว่าที่ครอบครัวอุปถัมภ์ เริ่มจากไปเช้าเย็นกลับ เมื่อเข้าที่ก็จะให้เด็กได้ลองไปค้างคืน มีบางเคสในซีรีส์ที่ทำให้เราเห็นว่า พ่อแม่บางคู่ที่ดูเหมือนพร้อมรับเด็กไปอุปการะ จริงๆ แล้วก็ยังมีบางแง่มุมที่พวกเขารับไม่ได้ เคร่งเครียดกับเด็กเกินไป จนทำให้เด็กรู้สึกต่อต้าน

Ashita, mama ga inai ฉายภาพทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กกำพร้า ตั้งแต่พ่อแม่ที่ไม่พร้อมและทิ้งลูกตั้งแต่แบเบาะ, พ่อแม่ที่เลือกจะทิ้งลูกไว้แล้วไปใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองหวัง, ครอบครัวอุปถัมภ์ที่มีเหตุผลความต้องการเด็กแตกต่างกันไป แต่สุดท้ายก็คือเพื่อเติมเต็มความปรารถนาลึกๆ ของตนเองทั้งนั้น, บ้านเลี้ยงเด็กกับความใส่ใจในชีวิตและความเป็นอยู่, เด็กที่ไม่มีใครอุปการะ และก้าวต่อไปของชีวิตพวกเขาหลังบรรลุนิติภาวะ, การ Bully เด็กกลุ่มนี้ในโรงเรียน ฯลฯ เหล่านี้เราจะเห็นได้ผ่านตัวละครและสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญ

และอีกอย่างที่น่าชื่นชม และเราว่าเป็นจุดแข็งของละครญี่ปุ่นแทบทุกเรื่อง คือ แม้จะกำลังพูดถึงประเด็นที่เป็นปัญหาสังคม เป็นเรื่องหนัก หมักหมม ไม่ได้รับการแก้ไข แต่วิธีการเล่า และเนื้อเรื่องมันจะเล่าไปข้างหน้า บอกวิธีการแก้ปัญหา มากกว่าที่จะไปขยี้และซ้ำเติมให้ปัญหานั้นยิ่งบวมช้ำ กลับกัน การนำเสนอจะเป็นไปในทางที่ตั้งคำถามโยนไว้ แล้วชวนให้สังคมมาหาคำตอบร่วมกัน โดยที่เนื้อเรื่องมีบทบาทในการทำให้ผู้ชมเข้าใจปัญหาจากหลายแง่มุม ไม่ชี้นำในทางตัดสินใครหรือฝ่ายไหน ทุกฝ่ายมีเหตุผล ดี/เลว เท่าๆ กัน แม้ทางออกในเรื่องจะดูมองโลกในแง่งามจนน่าหมั่นไส้ไปบาง แต่อย่างน้อยผู้ชมก็ได้เรียนรู้บางอย่างร่วมกันไปแล้ว

ถ้าตัดเรื่องวิธีการเล่าที่อุดมไปด้วยซีนสั่งสอน และพึ่งพาการคลี่คลายปัญหาจากตัวละครที่เป็น Heroine แค่ตัวเดียว (คือโพซึโตะ) เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ตอนหนึ่งที่พูดถึงบอมบิ เด็กที่ใฝ่ฝันจะได้ครอบครัวอุปการะอย่างโจลี่-พิตต์ จนเธอได้เจอครอบครัวหนึ่งที่มีโปรไฟล์ไม่แตกต่างจากโจริพิที่เธอฝันใฝ่ แต่กลายเป็นว่า ครอบครัวนี้กลับต้องการอุปการะเด็กชาย บอมบิจึงตัดสินใจตัดผมและปลอมตัวเป็นเด็กชาย เพื่อทำให้พวกเขาอุปการะเธอ ภาพในซีรีส์มันดูไม่แรงแหละ แต่ Situation นี้มันแรงและน่าสนใจมาก และการแสดงของน้อง Watanabe Konomi ทำได้โคตรดี ฉากอารมณ์ตอนที่จะต้องตัดใจจากครอบครัวนี้น้องทำไว้ดีมาก

ต่อเรื่องการแสดง มันต้องมีคำครหาอยู่แล้วว่าเด็กๆ เล่นแก่แดดกันจัง แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าเด็กแสดงแก่แดด (คือเล่นเยอะ ดัดจริตจนน่ารำคาญ) แต่น้องแค่เล่นแก่ มันไม่น่ารำคาญ แต่เหมือนตัวละครไม่ได้อายุเท่านี้แค่นั้นเอง ซึ่งเราไม่ถือว่าการแสดงแบบนี้มันแก่แดด กับเด็กคนอื่นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเล่นสมวัย (น้อง Hiyori ท่าใหญ่ไปหน่อย) แต่บทโพซึโตะ ที่น้อง Ashida Mana เล่น มันดูแก่มาก โตมาก จนไม่แน่ใจว่ามันมีเด็กที่แบบความคิดใหญ่โตขนาดนี้อยู่จริงๆ เหรอวะ

คิดแง่นึง มันเป็นไปได้ว่าตัวละครโพซึโตะ ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวปกติ คือเธอเกิดมาก็อยู่ที่สถานสงเคราะห์เลย ได้รับการเลี้ยงดูจากซาซากิ (Mikami Hiroshi) ผู้ดูแลศูนย์ ถูกเลี้ยงแบบผู้ใหญ่คนนึง และบุคลิกความคิดความอ่านของเธอส่วนใหญ่ก็ได้รับมาจากซาซากิ จึงทำให้โพซึโตะเลียบแบบการ "โต" คือพยายามจะเป็นผู้ใหญ่ ลอกเลียนแบบการพูดจาแบบผู้ใหญ่ (มีบางตอนพูดถึงความเป็น "แม่" ในตัวเธอด้วยซ้ำ) ทำให้การแสดงของมานะจังออกมาเป็นแบบนั้น

กับอีกแง่ คือน้องเล่นแก่ไปเอง ผู้กำกับไม่ได้ตีความตัวละครไปลึกซึ้งเท่าไหร่เลย (555 ซึ่งหวังว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น)

Miura Shohei ในบทล็อคเกอร์ คนดูแลบ้านสุดลึกลับ ชื่นชมเพราะหน้าดี ส่วนคาแรกเตอร์นี่ไม่แน่ใจว่าเป็นน้องชายของ L ใน Death Note รึเปล่า จะลึกลับพูดน้อยไปทำเพื่อ แต่ก็นั่นแหละค่ะ เป็นผู้ชายเราให้อภัยเสมอ


แม้ว่าเรื่องนี้จะฉายโดยไร้สปอนเซอร์มาตลอด 8 ตอนที่เหลือ (ซึ่งก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ ว่าช่วงไตเติ้ลนี่เหงาเลย ปกติจะต้องมีเสียง "โคโน บังกุมิวะ ..." เรื่องนี้ไม่มีเลย) แต่ทางช่องก็ฉายต่อจนจบ แถมเรตติ้งก็ไม่ได้ขี้เหร่ เราว่ามันงดงามในแง่ของสังคมที่มีวุฒิภาวะแล้ว ภาคธุรกิจและประชาสังคมออกมากดดันว่าเนื้อหาของเรื่องนี้ไม่เหมาะสม ส่วนภาคธุรกิจก็เลยตอบโต้ไปอีกทีด้วยการไม่ซื้อโฆษณา  แต่เจ้าของคอนเทนท์ก็มั่นใจเหมือนกันว่าตัวเรื่องไม่มีพิษภัยและออกจะจรรโลงสังคมด้วยซ้ำ ก็ยืนยันฉายต่อไป ไม่ต้องมีหน่วยงานไหนมาบังคับให้เลิกฉายหรือตัดฉากไหนออกไป แล้วปล่อยให้คนในสังคมคิดเอง เลือกรับ และกลั่นกรองกันเองถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เป็นสังคมที่โตแล้วจริงๆ

จะว่าอะไรได้ เรายังอยู่ในประเทศที่คอยบอกว่าอะไรควรฉาย อะไรห้ามฉาย อะไรตัดออกอยู่เลย...



Woman: เหนื่อยไหมแม่


Woman
(NTV, 2013) 



ซีรี่ส์ความยาวสิบเอ็ดตอนที่พูดถึงซิงเกิลมัม ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีในญี่ปุ่น ผ่านตัวละคร โคฮารุ (รับบทโดย Mitsushima Hikari จาก Death Note, Ai no Mukidashi) ที่สามีเพิ่งเสียไปเพราะถูกรถไฟชน ทิ้งลูกสาวลูกชายเอาไว้อย่างละหนึ่งให้เธอต้องดูแล (แต่ดันไม่ได้ทิ้งเงินประกันเอาไว้ให้) ความลำบากลำบนระดับชีวิตเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น จากแม่บ้านก็ต้องออกมาทำงาน ตอนเช้าก็กระเตงลูกออกมาขึ้นรถไฟ วิ่งไปส่งที่เนิร์สเซอรี เสร็จแล้วก็ต้องวิ่งไปเข้างานก่อนที่จะสาย ทำงานกะเดียวก็ไม่พอยาใส้ก็ต้องทำสองสามกะ มีภาระค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ จนหมุนเงินจะไม่ทัน มีตอนนึงโคฮารุพูดกับเพื่อนว่า "เงินมันจะไปพอได้ยังไง ในเมื่อค่าจ้างเธอชั่วโมงละ 900 เยน แต่ค่าเนิร์สเซอรีลูกชั่วโมงละ 800 เยน" 

มันยังมีเคราะห์กรรมอื่นๆ อีก ทั้งการที่โคฮารุพบว่าตัวเองเป็นลูคิเมีย, การกลับไปหาแม่ที่ทิ้งเธอไปและไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบยี่สิบปี, ปริศนาการตายของ ชิน (รับบทโดย Oguri Shun) สามีของเธอที่มันมีเรื่องมากกว่าแค่การโดนรถไฟชน, ลูกชายคนเล็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาช้า ฯลฯ ทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ในเรื่องเดียว เออ เรื่องเดียวนี่แหละ เครียดมั้ยล่ะ 

 ภาพจาก Mother (2010)

Woman มีกลิ่นคล้ายๆ ซีรี่ส์รุ่นพี่ที่ฉายไปเมื่อปี 2010 เรื่อง Mother ก็แหงแหละเพราะว่าผู้กำกับเป็นคนเดิม คือ Mizuta Nobuo และคนเขียนบทก็เป็น Sakamoto Yuji คนเดิมคนโปรดของเรา  มนุษย์ในเรื่องที่ลุงแกเขียนจะไม่ดีไม่ชั่ว และมีปมโหดๆ ขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า ไดอาล็อกบางช่วงเยิ่นเย้อน่าเบื่อแต่มันจะเป็นประโยคธรรมดาที่คมคาย ตัวอย่างงานของแกก็อย่างเช่น Saikou no Rikon (2013), Mother (2010), Watashitachi no Kyokasho (2007), Top Caster (2006), Itoshi Kimi e (2004) ถือว่าแกเป็นคนเขียนบทมือรางวัลในวงการซีรี่ส์ญี่ปุ่นคนนึงเลย 

ขณะที่ Mother พูดถึงความเสียศูนย์ของคนเป็นแม่ด้วยเหตุผลต่างกันไป Woman พูดถึงแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือซิงเกิลมัม ที่มาจากความสมัครใจหรือไม่ก็ตาม บางคนโดนสามีทำร้ายจนต้องทิ้งครอบครัวและลูกไป, บางคนหย่ากันด้วยดี และสามีส่งเงินมาช่วยเลี้ยงลูก, บางคนสามีเสียชีวิตโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้, บางคนยังไม่พร้อมที่จะทิ้งความก้าวหน้าในอาชีพการงานเพื่อมาเป็นแม่เต็มตัว และมันคงมีเหตุผลอีกร้อยแปดที่ทำให้ผู้หญิง หรือแม้แต่ผู้ชาย ต้องกลายมาเป็นพ่อ/แม่ เลี้ยงเดี่ยว ทุกเหตุผลนั้นไม่สามารถเอาความคิดชุดใดชุดหนึ่งไปตัดสินว่ามันผิดหรือถูก มันเป็นการตัดสินใจในระดับปัจเจกที่ต้องได้รับความเคารพ และในฐานะพลเมืองของสังคม เมื่อพวกเขาต้องการ ก็ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม 



ในเรื่องมีการพูดถึงสวัสดิการช่วยเหลือซิงเกิลมัม ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจากอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น ซึ่งสวัสดิการที่ว่าก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเหมือนกันว่าคนที่จะขอเงินช่วยเหลือนี้จะต้องมีความ "ลำบาก" ขนาดไหนถึงจะขอรับเงินได้ ฉากหนึ่งในละครทำให้เราเห็นว่า เมื่อใครเข้าไปขอรับเงินช่วยเหลือนี้ ก็จะถูกซักถามประวัติอย่างละเอียด ถูกตรวจสอบครอบครัว พ่อ แม่ ว่ายังอยู่หรือไม่ ถ้ายังอยู่ ทางหน่วยงานก็จะส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปยังครอบครัวก่อน มีการตรวจสอบจากคนรอบข้างผู้ขอเงิน ผู้หญิงคนหนึ่งถูกปฏิเสธการให้เงินช่วยเหลือเพียงเพราะเจ้าหน้าที่ไปสอบถามคนในชุมชนพบเห็นเธอไปซื้อดอกไม้เพื่อไปเยี่ยมหลุมศพแม่ แต่หากคิดในอีกแง่ เงินช่วยเหลือเหล่านั้นก็คือเงินภาษีของประชาชน มันควรถูกนำไปใช้ นำไปช่วยคนที่ต้องการมันจริงๆ ถึงต้องมีระบบตรวจสอบเข้มข้นขนาดนี้ จนเหมือนจะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ร้องขอเสียด้วยซ้ำ 

Mitsushima Hikari ในบทโคฮารุ เอาทั้งเรื่องอยู่ด้วยตัวของเธอเอง เธอเป็นแม่ที่สดใสและมีรอยยิ้มน่ารักมอบให้ลูกๆ ของเธอเสมอ แต่ก็สงสารในความโทรม บักโกรกระดับเก้า ฉากที่สถานีรถไฟที่รถเข็นลูกตกบันไดลงมานั่นทำเราใจสลายไปพร้อมกับเธอเลย อีกคนคือคุณป้าโอชิน Tanaka Yuko ในบทแม่ของโคฮารุ ที่แม้บทของแกจะเป็นคนนิ่งๆ แต่ข้างในมีความทุกข์ความช้ำชอกหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดอยู่ตลอดเวลา แกเป็นแม่ที่เราอยากจะกอด เป็นแม่ที่รับฟัง และแค่มองแกยืนทำอาหารก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว 

ตอนแรกคิดว่าเรื่องนี้ต้องได้รางวัลเพียบแน่ๆ แต่พอเข้าไปดู อ้าว ไม่ได้รางวัลอะไรเลย สืบไปสืบมาก็อ๋อ ดันไปชนเจ้าพ่อ Hanzawa Naoki กับ Amachan เข้าไป จบเลย ไม่ได้รางวัลอะไรเลยจ้า แต่เรตติ้งถือว่าโอเค

สิ่งที่เหมือนกันของ Mother และ Woman คือการพยายามที่จะเสนอว่า แม่ ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง อยู่ในตัวเอง คนเมื่อเป็นแม่แล้วไม่อาจกลายเป็นอรหันต์ได้ในข้ามคืน และมันมีปัจจัยมากมายที่จะมาทำให้เธอเหล่านั้นเป็นแม่ที่ดี หรือไม่ดี ในสายตาคนอื่น ความรักที่มีต่อลูกมันจะเพียงพอไหมที่จะทำให้เราต้องเสียสละหลายๆ อย่างเพื่อรักษาความรักที่บริสุทธิ์นั้นเอาไว้ ถ้าเราเห็นแก่ตัวเราจะผิดไหม คนรอบข้างจะมองเรายังไง และถ้าเราเลือกที่จะเดินจากลูกไปเราต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแค่ไหน เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด เป็นเรื่องที่เถียงกันไปก็ไม่จบ แต่ในระหว่างทีเราเถียง หลายชีวิตได้เลือกทางเดินในแบบของพวกเขากันไปแล้ว 



- อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวัสดิการความช่วยเหลือแม่เลี้ยงเดี่ยวในญี่ปุ่น http://japanfocus.org/-Fujiwara-Chisa/2623

Kaseifu no Mita + Kazoku Game : มหรสพเพื่อการซ่อมแซมครอบครัวที่สึกหรอ

เพิ่งดูซีรีส์ญี่ปุ่นจบไปสองสามเรื่องเมื่อเร็วๆ นี้ และก็แปลกดีที่สองเรื่องในนั้นมีโครงบ้างบางอย่างที่คล้ายกันมาก ไอเดียของเรื่องเหมือนกันคือการทุบทำลายและซ่อมแซมครอบครัวที่สึกหรอให้กลับมาเป็นครอบครัวที่แท้จริง สองเรื่องนั้นคือ Kaseifu no Mita (NTV, 2011) และ Kazoku Game (Fuji TV, 2013) 


Kaseifu no Mita (家政婦のミタ) เล่าเรื่องของครอบครัวอาสึดะหลังจากแม่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน พ่อที่เหลืออยู่คนเดียวไม่สามารถทำงานไปพร้อมกับการดูแลบ้าน และลูกสาวลูกชายทั้งสี่ได้ จึงต้องใช้บริการบริษัทจัดหาแม่บ้าน ซึ่งส่ง "มิตะ" แม่บ้านท่าทางลึกลับที่ปรากฏตัวตรงเวลาเสมอ และจะไม่พูดกับใครถ้าไม่จำเป็น เธอทำอาหารเก่ง ดูแลบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะทำตามคำสั่งของนายจ้างเสมอ แม้จะบอกให้เธอไปฆ่าใครก็ตาม 


Kazoku Game (家族ゲーム) พูดถึง บ้านนุมาตะ ครอบครัวในอุดมคติที่ใครเห็นก็ต้องอิจฉา บ้านนุมาตะมีบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่โตโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน พ่อเป็นผู้จัดการทำงานในบริษัทใหญ่รายได้สูง แม่เป็นลูกคุณหนูฐานะดีเป็นแม่บ้านที่ดูแลทุกอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ลูกชายคนโตหล่อเหลาและเรียนเก่งถึงขั้นที่ว่าเขาคงจะสอบเข้าโทไดได้ไม่ยาก ปัญหามีเพียงลูกชายคนเล็กวัยม.ต้นที่ไม่ยอมไปโรงเรียนมาหลายอาทิตย์และเก็บตัวอยู่ในห้อง ผลการเรียนก็แย่ลง ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจจ้างครูพิเศษที่มีประวัติการสอนยอดเยี่ยม ส่งเด็กเข้าโรงเรียนม.ปลายชื่อดัง และโทไดมาหลายคนแล้ว แม้ค่าตัวครู Yoshimoto Koya จะแพงแค่ไหน ครอบครัวนี้ก็ยินดีจ่ายเพื่อแลกกับอนาคตที่ดีของลูกอยู่แล้ว 

ทั้งสองเรื่องเล่าเรื่องของครอบครัวที่มองจากข้างนอกเข้าไปจะอดอิจฉาในความเพอร์เฟ็คต์ไม่ได้ แต่ในความสมบูรณ์แบบมีบาดแผลบางอย่างที่เจ็บช้ำ และไม่เคยถูกเยียวยา จนกระทั่งการมาของคนนอกอย่าง "แม่บ้าน" และ "ครูสอนพิเศษ" 

เราอาจจะมองว่าครอบครัวที่สามารถจ้างแม่บ้าน และครูสอนพิเศษได้นั้นดูน่าอิจฉา มีฐานะ แต่ซีรีส์ทั้งสองเรื่องพยายามจะเสนอว่า ที่จริงแล้ว ครอบครัวที่อ่อนแอต่างหากที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ การมีแม่บ้านและครูพิเศษเป็นส่วนเติมเต็ม เป็นตัวช่วยให้ครอบครัวที่ว่างเปล่าทอดทิ้งปัญหาที่มี บาดแผลในครอบครัวไม่ได้ถูกเยียวยา ซึ่งมันคงเป็นสิ่งที่สังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ (และสังคมไทย) กำลังเผชิญอยู่ เราเห็นภาพเพื่อนบ้านจากมุมที่เราเห็น จากรูปที่เขาแชร์ จากข้าวของที่เขาใช้ จากเงินที่เขามี ครอบครัวยุคใหม่กำลังเดินหน้าให้ความสำคัญกับภาพที่ต้องการให้คนอืนเห็น มากซะจนมันกลายเป็นภาพหลอนตัวเอง ในซีรีส์สองเรื่องดังกล่าว จึงเลือกให้ตัวละครคนนอก เข้ามาทำลายครอบครัวให้ย่อยยับ ให้พวกขาตระหนักถึงปัญหา ก่อนจะต่อติดครอบครัวที่แตกสลายให้กลับมาอีกครั้ง (หากทำได้) 

 
ประเด็นที่น่าสนใจใน Kaseifu no Mita มีอยู่เยอะนะ แต่ที่เราชอบที่สุดและจะยกมาเขียนคือความกล้าหาญที่จะทำให้ตัวละคร "พ่อ" เป็นคนอ่อนแออย่างน่าตกใจ มันพาไปจนสุดถึงขั้นที่ว่าพ่อสติหลุดแล้วทิ้งลูกสี่คนไว้ที่บ้านตามลำพัง แล้วตัวเองแยกออกไปอยู่ในห้องเล็กๆ ในโรงแรม มันเป็นด้านที่ไม่ค่อยถูกพูดกันอย่างตรงๆ เท่าไหร่นะเรื่องความอ่อนแอของพ่อแบบที่ขอลาออกจากความเป็นพ่อไปเลยเนี่ย ภาพที่สังคมกำหนดไว้ต่อบทบาทความเป็นพ่อคือผู้เข้มแข็ง ผู้ปกป้อง ผู้นำ รวมกับมายาคติของความเป็นเพศชาย พ่อที่เราคาดหวังจึงไม่ต้องอบอุ่นนัก แต่ต้องเป็นผู้นำให้เราได้ ใช่แหละว่าไม่ใช่พ่อของทุกคนจะเป็นแบบนี้ พ่อที่เพอร์เฟ็คต์คงไม่ได้มีอยู่จริงมากเท่าไหร่ เราอาจเห็นพ่อที่มีปัญหาบ้าง เช่นติดเหล้า ตบเมีย เจ้าชู้ ฯลฯ แต่มันยังแฝงภาพอำนาจของเพศชายอยู่ แต่พ่อใน Kaseifu no Mita คือหลุดไปเลย เขาไปทำผู้หญิงท้องก็เลยต้องแต่งงานแบบไม่ทันตั้งตัว ไปๆ มาๆ มีลูกสี่คนซะงั้น เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ไม่รู้ตัว ใช้ชีวิตไปตามบทบาทที่สังคมวางให้เป็น จนพอถึงจุดนึงที่ลูกๆ รับรู้เรื่องที่เขาไปชอบผู้หญิงอีกคน จนอยากจะขอเมียหย่า และเป็นต้นเหตุให้เมียตัวเองฆ่าตัวตาย ไอ้ด้านอ่อนแอของพ่อมันก็ออกมา อัดอั้นมานานแล้ว ว่าทำไมอยากมีเมียไม่แล้วไม่ได้มี อ๋อใช่...เพราะความเป็นพ่อมันค้ำไว้ งั้นกูไม่เป็นพ่อแล้ว ไม่ได้อยากเป็นมาตั้งแต่แรก กูไม่พร้อมเป็นพ่อใคร ไม่เป็นแล้วได้มั้ย ไปแล้วนะ

เราชอบที่มันเสนอให้คนจริงๆ กล้าที่จะรู้สึกกับความรู้สึกตัวเอง มันมีใช่ไหมบางความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาแล้วเราไม่อยากยอมรับว่ามันเกิดขึ้น นั่นแหละ เรื่องนี้มันลองทำให้ดูว่า ถ้าเราเผชิญหน้ากับความรู้สึกผิดที่ทำให้เรามีความสุขแบบนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องแคร์สังคมหรือใคร เอาแต่ใจตัวเองให้สุดทางไปเลย แต่มันก็ไม่ได้ดาร์คถึงขั้นที่พาตัวละครล้ำเส้นความรู้ผิดชอบชั่วดี สุดท้ายตัวพ่อก็ค่อยๆ สร้างตัวเองกลับมาใหม่ เข้าใจสถานะ และข้อจำกัดที่ตัวเองมีอยู่ แล้วกลับมาเป็น พ่อ ในแบบที่ตัวเองโอเคที่จะอยู่กับมัน และประนีประนอมกับความคาดหวังจากสังคมไปในตัว


ส่วน Kazoku Game นั้นดูจะครบเครื่องเรื่องปัญหาและดูจริงมากกว่า เป็น Slice of life ที่ทำให้เราอินแบบข้ามวัฒนธรรมได้เลย ไอเดียของเรื่องมันเริ่มจากปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) กันในโรงเรียน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดบ่อยมากในหนังและซีรี่ส์ญี่ปุ่น ก่อนที่จะซูมเข้าไปในปัญหานั้นแล้วพบว่ามันมีที่มาที่ไปจากครอบครัวนี่แหละ 

โยชิโมโตะ โคยะ ครูพิเศษเจ้าปัญหาพูดครั้งนึงว่า "ครอบครัวจะผลิตเด็กออกมาสองแบบ แบบแรกคือเด็กอ่อนแอที่เป็นเหยื่อของการถูกแกล้ง และอีกแบบคือเด็กที่ไปแกล้งเขา พวกนั้นคือปีศาจ" และบ้านนุมาตะนั้นก็มีเด็กทั้งสองแบบอยู่ในบ้าน มันเป็นไปได้ที่ครอบครัวจะสร้างเด็กสองแบบนี้มาได้พร้อมๆ กัน เหยื่อและผู้ล่าถูกเลี้ยงมาแทบไม่ต่างกัน แล้วอะไรทำให้เด็กสองคนตกอยู่คนละสถานะกันได้

นุมาตะ ชินอิจิ พี่ชายคนโตที่เพียบพร้อมทั้งเรื่องเรียน กีฬา และหน้าตาหล่อเหลา คือตัวอันตรายที่ไม่มีใครคิดถึง เขาเป็นลูกคนโตในอุดมคติ เป็นผู้แบกความหวังของพ่อแม่ไว้ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ครอบครัวมีคำชมเตรียมไว้ให้เขาเสมอเมื่อเขาประสบความสำเร็จ เขามั่นใจในตัวเอง แต่ไม่เคยมั่นใจว่าครอบครัวจะเป็นที่พึ่งให้ได้หรือไม่หากเขาแพ้มาสักครั้ง ความเครียดที่ว่าจึงไม่ถูกระบายออก ไม่ถูกเล่าให้ฟัง จนมันสะสมกลายเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ทำผิดเพื่อความสบายใจ หลบหนีออกจากโลกแห่งความคาดหวัง และทดลองรสชาติคนร้ายดูบ้าง 


ส่วนน้องชาย ชิเงยูกิ เขาถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมห้องจนไม่อยากไปโรงเรียน แต่ครอบครัวไม่ใช่ที่ที่น่าไว้ใจมากพอที่จะเล่าปัญหา และปรึกษาเพื่อหาทางแก้ เขาหลบหน้าจากโรงเรียน และสร้างกำแพงกั้นตัวเองให้เป็นเด็กมีปัญหาซะ คนเดียวที่เขากล้าเล่าทุกเรื่องให้ฟังคือครูสอนพิเศษ ที่สอนให้เขากลับไปเผชิญหน้ากับการถูกแกล้ง ยอมรับที่จะอยู่กับมัน ก่อนที่เรื่องราวจะคลี่คลาย และพลิกด้านกลับจนไปสู่จุดที่เด็กชายต้องเลือกว่าตัวเองจะกลายเป็นปิศาจที่แกล้งเขาเสียเองหรือไม่ 

ปัญหาที่ลูกชายของบ้านนี้มีร่วมกับคือความไม่ไว้ใจที่มีต่อครอบครัว หน่วยทางสังคมที่ควรจะเป็นที่ที่เรากล้าพูดด้วยทุกเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ ไม่ต้องเป็นเด็กสองคนนี้หรอก เราเองก็ไม่ได้อยากเล่าทุกเรื่องให้ครอบครัวรู้ เป็นเพื่อน เป็นแฟน หรือเป็นคนอื่นไปเลยเสียมากกว่าที่จะได้รับฟังเรื่องใหญ่ๆ หรือการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ของเรา

ส่วนกับผู้ใหญ่ ครอบครัวก็เป็นส่วนที่สร้างปัญหาให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นกว่าเก่า แม่บ้านที่ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ซากๆ ทุกวัน ตื่นเช้า ทำอาหาร ทำความสะอาด ไปตลาด เม้าท์กับเพื่อนบ้านเฟคๆ ทำอาหาร ทำความสะอาด ปรนนิบัติผัว นอน แล้วก็ตื่นมาทำทุกอย่างเหมือนเดิม จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้แม่บ้านก็พูดไม่ได้เช่นกัน เพราะถูกคาดหวังให้มีบทบาทแบบนี้ เหมือนกับพ่อ ที่ต้องพยายามรักษาหน้าที่การงาน เพื่อดำรงบทบาทหัวหน้าครอบครัวเอาไว้ 

กลายเป็นว่า ครอบครัวเป็นที่ของการแสดงบทบาทต่อกัน ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยที่จะหันหน้ามาคุยกัน ครอบครัวที่อบอุ่นเกิดจากภาพที่แสดง ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริงใต้หลังคานั้น 


ฉากที่มันส์ที่สุดจึงเป็นตอนที่ทุกคนในบ้านนุมาตะสติหลุด พูดทุกอย่างที่ตัวเองคิดออกมา แล้วร่วมกันลงมือทำลายบ้านทั้งหลังให้พังเละเทะ กรีดโซฟา ละเลงสีบนพื้นและผนัง เขวี้ยงจานทุกใบให้แตก ทุบทีวีจอแบนรุ่นใหม่ให้พังกับมือ แถมยังปล่อยให้บ้านอยู่ในสภาพนั้นไปอีกหลายวัน เป็นสภาพสุดน่าสมเพชของครอบครัวแห่งความฝันในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ และยุคสมัยแห่งการอวดภาพสวยหรูผ่านสื่อสังคม

สำหรับเราดูจะสนุกกับ Kazoku Game มากกว่า มันโฟกัสไปที่เรื่อง Bullying อย่างจริงจังถึงรากเลยแหละ และวิธีการเล่าก็รุนแรงแฝงไปกับความตลก หรือจะว่ามันตลกร้ายก็ได้แหละ เสียงแซ็กโซโฟน ที่เป็นสกอร์ประกอบเรื่องทั้งหมดมันน่ารำคาญและเป็นตัวร้ายของเรื่อง เพิ่มความหม่นให้เรื่องมันเทาใกล้ดำเข้าไปเรื่อยๆ ถ้าตอนจบมันดำไปเลยจะถูกใจมาก แต่ก็อย่างว่าแหละ มันต้องชี้ทางออกให้คนมีความหวังสิ 

เรายังไม่ค่อยเห็นหนัง/ละครไทย ที่เล่าเรื่องการ Bullying อย่างจริงจังเนอะ เราเห็นแต่การแตะผ่านๆ ตามฉากที่เด็กหลังห้องแซวเด็กเนิร์ด ขู่ขอลอกการบ้าน, ผู้ชายแกล้งเปิดกระโปรงเด็กหญิง, เด็กหญิงอ้วนดำที่จะกลายเป็นตัวตลกของเรื่องเสมอ ฯลฯ มันมีแบบนี้อยู่จริงแหละในโรงเรียน อาจจะหนักกว่านี้ สำหรับเราที่โตแล้ว บางเรื่องที่เจอสมัยเด็กยังเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมบางอย่างที่เราเป็นทุกวันนี้ด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้มันไม่ได้ถูก Raise ขึ้นมา ไม่ถูกเล่าในมุมของการ Bully ตรงๆ (แต่ไปเล่าในฐานะว่าเป็นต้นเหตุของตัวละครในตอนโตไรงี้มากกว่า) 

ต้องรอถึงเมื่อไหร่ที่เรื่องนี้จะสำคัญพอที่จะพูดถึง...



ปล. Kazoku Game (The Family Game) ต้นฉบับเป็นนิยายของ Yohei Honma สะท้อนภาพญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม ที่ญี่ปุ่นฟื้นขึ้นมาด้วยการสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว อันนำมาซึ่งความล่มสลายในหน่วยเล็กที่สุดของสังคมอย่างครอบครัว ถูกสร้างเป็นละครพิเศษ 2 ชั่วโมงจบที่ช่อง TV Asahi เมื่อปี 1981 เป็นหนังปี 1983 กำกับโดย Yoshimitsu Morita และเป็นละคร 6 ตอนจบฉายที่ช่อง TBS ในปีเดียวกับที่หนังฉาย


Trailer - Kazoku Game (1983)

Summer Nude: ผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมโต

 

Summer Nude (2013, Fuji TV, C-)


ไม่รู้ว่าเป็นเราที่หมดวัยจะดูหนังรักสามสี่เส้าแบบนี้แล้ว หรือเป็นที่นักแสดงทั้งหลาย (ยามะพี, มาซามิ, คารินะ ฯลฯ) ที่หมดวัยจะรับบทวัยว้าวุ่นทำตัวไม่ชัดเจนในความรัก ทั้งที่ด้วยวัยแล้วเขาเหล่านี้สามารถรับบทคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนได้แล้วก็ไม่ทราบ ทำให้ไม่มีความอินใดๆ ทั้งสิ้นในการดูซีรีส์เรื่องนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้ทนดูจนจบได้คือความน่ารักของ Erika Toda เท่านั้นเลยจริงๆ

มันเป็นความรักที่ว้าวุ่นแบบไร้เหตุผลของวัยรุ่นตอนปลาย เนื้อหารวมๆ ก็คือ
  • ผู้ชายคนนึงยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ทั้งที่เธอหายไปโดยไม่ร่ำลามาเกือบสามปีแล้ว ก็ฝังชีวิตเอาไว้ตั้งแต่วันนั้น เก๊กซิม ทำเท่ ลืมไม่ลงเรื่อยมา
  • เพื่อนสนิทของผู้ชายคนนั้นก็แอบชอบกันมานานกว่าสิบปี เธอยินดีจะรอให้เขาเลิกหวังจากแฟนเก่าที่หายไป แล้วเปลี่ยนใจมารักเธอ
  • ผู้หญิงอีกคนเพิ่งโดนเจ้าบ่าวชิ่งไปดื้อๆ กลางงานแต่งงาน เลยมาช่วยสานสัมพันธ์ให้เพื่อนสนิทได้สมหวังในความรักกันซักที แต่ช่วยไปช่วยมา กลายเป็นตัวเองที่เผลอไปชอบฝ่ายชาย ก็ต้องเก็บเงียบอีกเพราะกลัวไปผิดใจกับเพื่อนสาว
  • ผู้ชายอีกคนก็ชอบผู้หญิงอีกคนมานานเป็นสิบปีเหมือนกัน แต่เธอคนนั้นชอบผู้ชายอีกคนอยู่ อีนี่ก็เลยไม่กล้าบอก คอยเป็นพระรองเฝ้ามองและช่วยเหลืออยู่ห่างๆ 

 ตามนั้นฮะ คือเพราะมันเป็นวัยรุ่นตอนปลายนี่แหละมันเลยอิหลักอิเหลื่อชอบกล เพราะว่าแต่ละคนมันก็ควรจะมีเรื่องอื่นให้คิดให้ทำกันแล้ว กลายเป็นเรื่องของวัยรุ่นที่โตช้า ทำงานมาสองสามปีแล้วเพิ่งนึกได้ว่า เอ๊ะ นี่กูก็เป็นตากล้องมืออาชีพโด่งดังได้นี่หว่า, เอ๊ะ นี่กูควรจะเลิกว่างงานกินเงินพ่อ แล้วไปหางานทำนี่หว่า, เอ๊ะ นี่กูควรจะเลิกทำงานร้านเช่าวิดีโอที่ผู้หญิงที่กูชอบมาทุกวัน แล้วไปวิ่งตามความฝันที่อยากเป็นผู้กำกับหนังรึเปล่า มันเป็นแบบเนี้ยยยยย แล้วจะให้พี่อินได้ยังไงฮะ ในเมื่อพลอทหลักมันไม่แข็งแรงเลย เป็นคนหนุ่มสาวที่เอาความรักเป็นใหญ่ จนทำให้ชีวิตไม่ก้าวไปตรงไหนเลย

ตัวละครเดียวที่ดูจริงสมวัยหน่อยก็คงเป็น นัตสึกิ (Karina) นี่แหละ ที่พอจะทำให้เรามีความหวังกับมนุษย์เกิดขึ้นได้บ้าง เธอเป็นเชฟอนาคตไกลในร้านอาหารอิตาเลียน แต่ก็ลาออกมาเพื่อจะแต่งงาน แต่พองานแต่งล่ม ก็หางานใหม่ทำไม่ได้ จนต้องมาผัดยากิโซบะขายที่ริมชายหาด ที่ที่ทำให้เธอโตขึ้นทั้งเรื่องความรักและการงาน เธอมีวุฒิภาวะมากพอที่จะจัดการกับความรู้สึกขัดแย้ง ที่ต้องเลือกระหว่างผู้ชายที่ตัวเองชอบ (และเขาก็มีแนวโน้มว่าจะชอบเธอ) กับเพื่อนสนิทที่เธอกำลังช่วยลุ้นความรักให้เธอกับเขาคนนั้นอยู่ ทางออกของเธอโอเคมาก นั่นคือเลือกที่จะไปโตทางการงานแทน โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับใครเสียไปเลย และหลังจากจุดเปลี่ยนนี้ เข้าครึ่งหลังของเรื่อง มันถึงค่อยมีน้ำหนัก มีความชอบธรรมมากขึ้นที่จะเดินเรื่องต่อไปจนถึงตอนจบหน่อย

ยามะพี (Yamashita Tomohisa) ในบทอาซาฮี ไม่ต่างจากตัวเขาใน Proposal Daisakusen และในอีกหลายเรื่องที่มีพลอททำนองนี้ คือมันอาจจะเท่ในสายตาเราสมัยอายุ 18 แต่ตอนนี้มันหมดวัยจะชอบผู้ชายขบกราม แล้วก็เก๊กตลอดเวลาแล้ว ยามะพีในยุคหลังๆ เรื่องที่ดูแล้วเข้าท่าที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Ending Planner (Saikou no Jinsei no Owarikata, TBS, 2012) นอกนั้นก็ตามมาตรฐานเขาเลย


ส่วนลุคของ Erika Toda ในบทฮานาเอะ เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อของอาซาฮีนี่คือดีมาก  เสื้อผ้าทั้งหมดมันคือหน้าร้อนในอุดมคติของอิฉันเลย (เอ๊ะ นี่กูลำเอียงรึเปล่า)ตัวละครนี้มันเท่ตรงความเข้มแข็งที่อดทนรอคนที่ชอบมาได้อยู่ตั้งนานโดยไม่ฟูมฟาย แต่ก็น่ารำคาญในด้านทัศนคติการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นโล้เป็นพายเอาซะเลย โทดะทำให้เราฝืนรักตัวละครนี้ได้ รอยยิ้มของเธอได้รับคะแนน 10.5 เต็ม 10 (โอเค นี่กูกำลังลำเอียง)

ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ อีกเรื่องที่ดูจบไปแล้ว แต่เก็บเกี่ยวอะไรกลับมาไม่ค่อยได้ ถ้าจะรักจะลืมใครก็รีบคิดกันให้ได้ตั้งแต่คุณยังเป็นวัยรุ่นตอนต้นนะคะ เพราะชีวิตมันมีเรื่องให้คิดให้ทำอีกเยอะค่ะ


เรื่องหนักในโรงเรียน #1 : Taisetsu na Koto wa Subete Kimi ga Oshiete Kureta



ถ้าหนัง Confession จะทำให้ผู้ชมเหวอกับความสุดทางของด้านมืดที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่น ฉันจะขอนำเสนอซีรีส์ญี่ปุ่น 2 เรื่องที่พูดเรื่องอะไรทำนองนี้ มีฉากหลังเป็นโรงเรียนมัธยมเหมือนกัน แค่วิธีการนำเสนออาจไม่แรงเท่า


เรื่องแรกที่จะขอกล่าวเป็นซีรีส์ชื่อยาวได้โล่ 'Taisetsu na Koto wa Subete Kimi ga Oshiete Kureta' (大切なことはすべて君が教えてくれた หรือแปลเป็นภาษาคนได้ความว่า 'เธอสอนให้ฉันได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ') พล็อตมีอยู่ว่า คุณครูหนุ่มรูปงามผู้ซึ่งกำลังจะแต่งงานกับคุณครูสาวแสนดีในเร็ววัน ดันตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันเปิดเทอมโดยพบว่าตัวเองนอนเปลือยอยู่ข้างๆ เด็กสาวคนหนึ่งที่ก็เปลือยอยู่เหมือนกัน คุณครูหนุ่มหอบความงงวยไปจนถึงโรงเรียน ทำเนียนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แค่แป๊บเดียวคุณครูหนุ่มก็ได้รู้ว่า เด็กสาวนิรนามคนนั้น คือนักเรียนคนหนึ่งในห้องม.5/2 ที่เขาเป็นครูประจำชั้น

(จากตรงนี้ไปจะสปอยล์แล้วนะ ถ้าคิดว่าจะดูซีรีส์เรื่องนี้จริงๆ ก็ไปดูก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านก็ได้จ้ะ)
ความประลัยของเรื่องนี้เริ่มต้นจากตรงนั้น และก็วายป่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อซับพล็อตเริ่มทำงาน เราพบว่า ไซกิ ฮิคาริ หรือเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นป่วยเป็นโรคประหลาด เธอมีฮอร์โมนความเป็นผู้หญิงต่ำกว่าที่ควร คุณหมอเลยแนะนำว่าการมีเซ็กส์เป็นหนทางหนึ่งในการรักษา ซ้ำอีกดอกด้วยปมเรื่องครอบครัว การจากไปของพี่สาวที่เพียบพร้อมกว่าเธอในทุกด้าน ทำให้พ่อและแม่ยังคงเสียใจ/เสียดาย คร่ำครวญอยู่กับการตายของลูกสาวคนโต จนทำให้ครอบครัวพังทลาย ด้วยความเศร้า เหงา ดราม่าจนอยากประชดชีวิต ทำให้ในคืนหนึ่ง หนูไซกิแต่งตัวสวยเป็นสาวออกไปล่าแต้ม เธอเสียตัวให้เสี่ยที่ไหนก็ไม่รู้ไปหนึ่งที พอออกจากโรงแรมเธอมาพบกับคุณครูหนุ่มเมามายไม่ได้สติ เธอก็เลยอาสาพาเขาไปส่งที่บ้าน ด้วยใจที่แอบชอบคุณครูหนุ่มเป็นทุนเดิม เธอก็เลยขอนอนกอดครูหนุ่มทั้งคืน แต่ดันเผลอหลับยาว ทำให้เกิดเป็นเรื่องเข้าใจผิดใหญ่โตตามมาทีหลัง


ด้านคุณครูหนุ่ม แม้ในตอนแรกจะพยายามปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับ ทั้งต่อแฟนสาวและต่อโรงเรียน แต่ด้วยเหตุปัจจัยร้อยแปด สุดท้ายความก็แดงออกมา จากครูหนุ่มสุดเพอร์เฟ็คต์ ที่คุณแม่ผู้ปกครองพาลูกๆ มาฝากฝังชีวิตไว้ กลายเป็นครูตกอับ ครูด้วยกันด่าใส่ต่อหน้า คุณพ่อคุณแม่โทรเข้ามาด่า นักเรียนก็ไม่เคารพ ยังจะต้องรู้สึกผิดกับคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันอีก สุดท้ายแม้ความจริงจะปรากฏว่าเขาไม่ได้ล่วงเกินนักเรียน เขาโดนโทษเบาๆ ด้วยการพักงานชั่วคราว 6 เดือน 

ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยดี เขาและคู่หมั้นควรจะได้เดินหน้าแต่งงานกันต่อไป แต่เรื่องมันยังไม่จบ เมื่อคุณครูหนุ่มของเราเริ่มไม่แน่ใจถึงอนาคตของหนูไซกิในโรงเรียนนี้ หลังจากเธอเล่าเรื่องฉาวๆ ของตัวเองออกมาต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นและครูทั้งโรงเรียน เกิดเป็นความห่วงใยเกินพอดีของคุณครูหนุ่ม จนดูเหมือนว่า ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าการแต่งงานคือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น และตัวเขาควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความชิบหายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตไซกิ

6 เดือนหลังการถูกพักงาน ครูหนุ่มกลับมาที่โรงเรียน แล้วพบว่าอดีตคู่หมั้นของตัวเองตั้งท้องลูกของเขา แต่เธอไม่ขอให้เขารับผิดชอบใดๆ เธอตั้งใจจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ตัวเขาแม้ไม่สบายใจแต่ก็ต้องแพ้ให้กับความเด็ดเดี่ยวของอดีตแฟน แต่เรื่องนี้เป็นความลับได้ไม่นาน ทั้งโรงเรียนรับรู้เรื่องนี้อีกครั้ง และรอบนี้ครูหนุ่มของเราไม่อาจหลบเลี่ยงความผิดไปได้ ข้อหาทำผู้หญิงท้องก่อนแต่ง แถมไม่รับผิดชอบอีก เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะให้อภัยได้ มาถึงตรงนี้ดูเหมือนครูหนุ่มมีหลายเรื่องที่ต้องสะสางเหลือเกิน ทั้งความรู้สึกต่อไซกิที่ยังคลุมเครือ ความรับผิดชอบในฐานะพ่อของลูกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และการต้องเป็นครูประจำชั้น เป็นตัวอย่าง แนะนำแนวทางการใช้ชีวิตให้กับเด็กนักเรียน แต่ก็ดูเหมือนว่า ตัวเขาเองยังเอาตัวรอดไม่ค่อยจะได้


ถ้าดูจากนักแสดงนำของเรื่อง คือ Miura Haruma (พระเอก Koizora, Bloody Monday) และ Toda Erika (มิสะมิสะ จาก Death note) ก็ดูว่าซีรีส์นี้ดูจะเป็นแค่หนังโรแมนติก - ดราม่า ที่มีพระนางสวยหล่อทันสมัย คือจริงๆ มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ถ้านั่งดูไปเรื่อยๆ เราจะค่อยๆ รู้สึกว่าหลายๆ เหตุการณ์ในเรื่องนี้มันแรง แต่มันกลับถูกพูดถึงอย่างธรรมดาเรียบแบนมาก ที่เห็นได้ชัดๆ จะมีอยู่ 2 ประเด็น คือ

เด็กกับผู้ใหญ่ รักกันไม่ได้เลยเหรอ?
เด็กกับผู้ใหญ่ในเรื่องนี้ถูกทำให้หนักขึ้นด้วยการสวมหัวความเป็นครูและนักเรียนเข้าไป นอกจากคู่ไซกิกับคุณครูหนุ่มแล้ว ครูสาวคู่หมั้นก็มีนักเรียนชายคนหนึ่งมาแอบชอบ ฉันเชื่อว่าเราทุกคนก็ต้องเคยมีโมเมนท์การแอบชอบครูกันมาทั้งนั้น แต่มันก็มักจะเกิดขึ้นเล่นๆ เอาไว้กรี๊ดกร๊าดกับเพื่อนเท่านั้น เราไม่ได้คิดอะไรจริงจังกับครู แต่ไม่ใช่ในเรื่องนี้ ความรักความชอบของนักเรียนถูกพูดถึงในด้านที่เด็กๆ เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ชอบมนุษย์อีกคนหนึ่ง หลายบทสนทนาทำให้ผู้ชมเห็นว่าพวกเขาจริงจังกับความสัมพันธ์นี้ โดยไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นครูของตน ครึ่งหนึ่งในความรู้สึกของผู้ชมอาจเชียร์ให้เด็กและคุณครูสมหวังกันซักที แต่ด้วยความเชื่อและกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไม่อาจทำให้เราคิดได้เต็มความรู้สึก มันดูขัดแย้งกันอย่างไรชอบกล

ถ้าโรงเรียนเป็นบริษัทธรรมดาๆ เราคงไม่ต้องมานั่งด่ากันแบบนี้สินะ...
นี่เป็นประโยคที่ตัวละครคุณครูผู้เจนโลกพูดขึ้นมาลอยๆ ในฉากห้องพักครู ที่ครูทุกคนกำลังรุมด่าครูหนุ่มในโทษฐานทำผู้หญิงท้อง ประเด็นนี้จริงๆ มันก็ต่อมาจากประเด็นข้างบนนั่นล่ะ ทำให้ฉันนึกถึงคำที่ว่า "โรงเรียนสีขาว" คือโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่คนเชื่อได้ว่ามีมาตรฐานทางศีลธรรมสูงกว่าที่อื่นๆ (แต่อาจจะน้อยกว่าวัด) ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนควรเป็นไปอย่างเหมาะสม และถูกต้อง คนเป็นครูถูกคาดหวังไม่ต่างจากนักบวช คือพวกเราต้องดำรงไว้ซึ่งศีลธรรมอันดีงาม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีกับนักเรียนสืบต่อกันไป

แต่ถ้าคิดแบบกลับหัวสุดโต่งไปเลยว่า โรงเรียนจริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่องค์กรหนึ่ง มีคนจ่ายเงินแลกความรู้จากอีกคนหนึ่ง อาชีพครูคืองานบริการอย่างหนึ่ง ทำให้ลูกค้าพอใจก็เป็นอันจบ ถ้าพนักงานในองค์กรสองคนได้กัน ฝ่ายหญิงท้องขึ้นมา ไม่มีใครต้องได้รับโทษอย่างเป็นรูปเป็นร่าง แค่ทนฟังเสียงนินทา เย้ยหยันไปซักสี่ห้าเดือนคนก็ลืม ไม่ต้องมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าโลกภายนอกมาบังคับใช้ในองค์กรที่ชื่อโรงเรียน อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ ใครจะชอบใคร ได้กับใคร ให้มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกไป



จริงๆ เรื่องมันแค่แหย่เอาไว้แค่นั้นล่ะ เพราะถ้าจะต่อสองประเด็นนี้ให้ยืดยาว เรื่องคงจะมืดหม่นและหนักเต็มที สุดท้ายเรื่องก็คลี่คลายไปในทางที่ควรจะเป็น (ที่พอจะเดากันออก) ที่ดูเหมือนจะแรงค่อยๆ ถูกลดน้ำหนักลง กลับมาเข้ารูปเข้ารอยความเป็นโรแมนติก - ดราม่าต่อไป

อีกอย่างที่ทำให้ฉันเชื่อว่าเรื่องนี้ถูกตั้งใจทำให้แรง คือการใช้เพลงประกอบทั้งเรื่องเป็นเพลงดังของ PINK เช่น Stupid Girl, Fun House, Runaway, Dear Mr. President และ Fuckin' Perfect ที่ฉันว่ามันอธิบายคาแรกเตอร์ของครูหนุ่มได้ภายในหนึ่งเพลง นอกจากสามเพลงนี้เราจะได้ยินเพลงฮิตๆ ของ PINK ที่เนื้อหาคมคาย แต่ก็หยาบคายเช่นกัน ของ PINK วนเวียนทั้งเรื่อง (ยกมาทั้งอัลบั้ม Greatest Hits...So Far!!!) ส่วนสกอร์ประกอบเป็นผลงานของ ฮายาชิ ยูกิ (Hayashi Yuki)

อีกส่วนที่ชอบมาก คือคาแรกเตอร์ของคุณครูฝ่ายหญิง อุเอมุระ นัทสึมิ เธอเป็นผู้หญิงในอุดมคติของฉันเลย คือไม่งี่เง่าจนเกินงาม และมองไปข้างหน้าเสมอ ความเท่ในตัวละครตัวนี้มีเยอะมากจนน่าสรรเสริญ แถมโทดะ เอริกะ ที่มารับบทนี้ก็แสดงได้ในระดับน่าชื่นชม ทำเอาฉันต้องไปรื้อหนังและซีรีส์เก่าๆ ของเธอขึ้นมาดู กลายเป็นนักแสดงคนโปรดไปอีกราย ><

จบแล้วสำหรับเรื่องนี้ ในบล็อกหน้าจะเขียนถึงอีกเรื่องที่หนักกว่าเรื่องนี้อีกเลเวล เป็นซีรีส์เก่าแล้ว แต่ฉันเพิ่งได้ดู ชื่อเรื่องว่า Watashitachi no Kyokasho หรือ Our Textbook ถ้าสนใจก็ติดตามกันต่อไปนะคะ


- เกร็ดเล็กน้อย -
นอกจากมิอุระ และโทดะ เรื่องนี้ยังมี ชิโนดะ มาริโกะ (Shinoda Mariko) หนึ่งในสมาชิก AKB48 มารับบทเพื่อนซี้ของนางเอก + แฟนเก่าของพระเอก (มันซับซ้อนไปมั้ย) เธอน่ารักมาก และเธอมีเคมีที่ตรงกับโทดะจังมากซะจนพอจบการถ่ายทำเรื่องนี้ เธอและโทดะจังก็กลายเป็นเพื่อนซี้นอกจอกันไปเลย (เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ทั้งในนิตยสารและทีวี ที่ทั้งคู่จะออกมาพูดถึงกันบ่อยๆ)












เพลง Fuckin' Perfect - PINK




ปล. เครดิตทุกภาพจาก Popcornfor2 จ้ะ

Crying Out for Love in the Center of the World: แด่เธอ…ผู้ล่วงหน้าไปก่อน


คนเราจะ “ลืม” อะไรซักอย่างได้จริงหรือเปล่า? ...


ฉันนั่งทบทวน ครุ่นคิด หาคำตอบให้กับคำถามนี้ตลอดทั้ง ขณะ และหลัง ดูซีรีส์ Crying Out for Love in the Center of the World (世界の中心で、愛をさけぶ, Sekai no Chūshin de, Ai o Sakebu) หรือชื่อไทยที่ใครนะช่างตั้งว่า "อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก" 


โปสเตอร์เวอร์ชั่นภาพยนตร์

อันที่จริง ฉันเคยได้มีโอกาสดูหนังที่ชื่อเรื่องมีความยาวระดับมโหฬารเรื่องนี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว และเมื่อเวลาสองชั่วโมงกว่าของหนังจบลง ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะหยิบมันขึ้นมาดูซ้ำอีกแม้เพียงสักครึ่งรอบ ไม่มีคำอธิบายเหตุผลที่แน่ชัด แค่บอกกับตัวเองคร่าวๆ ว่า “พอแล้ว”

และเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ทิ้งตัวเองให้อยู่กับซีรีส์ความยาว 11 ตอนเรื่องเดียวกันนี้แบบ นัน-สต็อป ด้วยเหตุผลแรกเริ่มที่เลือกดูว่าอยากดูนางเอกของเรื่องนี้ "อายาเสะ ฮารุกะ" (綾瀬はるか)

 


ซีรี่ส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากเมื่อมันออกฉาย และยังแจ้งเกิด อายาเสะ ฮารุกะ (ที่รักยิ่งของผู้เขียน) ในฐานะนักแสดงนำหญิงที่มีความสามารถคนหนึ่งในวงการ (ที่แต่ก่อนคนจะมองว่าเธอมีดีที่ “แตงโม”ของเธอเท่านั้น) แถมเธอและ ทาคายูกิ ยามาดะ (
山田孝之) ก็ยังถูกวางตัวเอาไว้เป็นคู่ขวัญที่ลงตัวอีกคู่หนึ่งของวงการ และได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับทีมงานชุดเดิมใน Byakuyakou (ที่จะหาโอกาสเขียนถึงในภายหลัง)

เพราะสร้างจากนวนิยายขายดีที่มีชื่อแปลกประหลาด “Socrates in Love” ของ เคียวอิจิ คาตายามะ ทำให้โครงเรื่องหลักของทั้งหนัง และซีรี่ส์ไม่แตกต่างกันมากนัก แถมทั้งสองสื่อก็ใช้ความได้เปรียบในสรรพคุณ และข้อจำกัดของตัวเองมาเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด


ในรูปแบบหนัง ใช้การเล่าเรื่องแบบรวบรัด ขมวดความสัมพันธ์ของตัวละคร ให้เกี่ยวพันใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อง่ายต่อการเล่าเรื่องในความยาวจำกัดที่สองชั่วโมง แต่ก็มีเสน่ห์ตรงที่เลือกใช้สีโทนร้อนบอกความสดใสในฤดูร้อน และความแตกซ่านของเกรนในฟิล์มภาพยนตร์ โปรดักชั่นถูกออกแบบมาอย่างดี และที่สำคัญ คือสไตล์การเล่าเรื่องแบบทิ้งที่ว่างของ อิซาโอะ ยูกิซาดะ จึงทำให้ใครต่อใครหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก (นี่ยังไม่รวมความน่ารักน่าชังของ มาซามิ นากาซาวะ นะ)




ส่วนในเวอร์ชั่นซีรี่่ส์ เรื่องราวถูกอัดขยายและให้รายละเอียดกับสิ่งล้อมรอบ “ฮิโรเสะ อากิ” และ “ซากุจัง” สองตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง ตัวละครอื่นๆ ถูกทำให้มีมิติ มีเหตุผลที่มาที่ไป แต่สุดท้ายก็จะถูกเชื่อมโยงเข้าหาจุดศูนย์กลางของเรื่องได้อย่างไม่ขัดเขิน และเพราะอิสระทางด้านเวลาที่มีเกือบสิบชั่วโมง ทำให้ซีรี่ส์ไม่ต้องเกรงใจที่จะพูดเยอะ บิ๊วหนัก และค่อยๆ ต่อเติมความเข้าใจให้กับผู้ชม

“ฮิโรเสะ อากิ” เป็นเด็กสาวประเภทที่ หยิบจับอะไรก็ดีไปเสียหมด (หรือพูดง่ายๆ ว่า “เพอร์เฟ็คต์”) เธอหน้าตาดี บ้านมีฐานะ เป็นหัวหน้าห้อง เป็นนักกีฬาวิ่งที่เก่งที่สุดในโรงเรียน ถูกเลือกให้เป็น “จูเลียต” ในการแสดงละครประจำปีของโรงเรียน แถมยังได้เป็นตัวแทนนักเรียน กล่าวคำอำลาในพิธีศพของอาจารย์ใหญ่

เป็นตัวละครประเภทที่ ถ้าตายไปคงเสียดายแย่…




อากิเป็นแฟนกับซากุทาโร่ หรือที่เธอเรียกเขาว่า “ซากุจัง” เขาไม่ได้ห่วยแตก แต่ก็ไม่ได้เพียบพร้อมเพอร์เฟ็คต์ราวหนุ่มคลีโอ ก็แค่เป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่ค่อนไปทางแย่ ซากุเป็นคนไม่หนักแน่น ไม่มีภาวะผู้นำ ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองยากเต็มที แต่จะมีอยู่อย่างที่ทำให้เราหลงรักเขาคนนี้ คือ

แววตาอบอุ่นที่มีให้คนที่เขารักอยู่เสมอ…


น่าเสียดายที่ช่วงเวลาความสุขระหว่าง อากิ และ ซากุจัง มีอยู่น้อยเกินไป อากิกำลังจะตายด้วยโรคลูคิเมีย โลกของอากิที่เคยสว่างสดใสและกว้างขวาง ต้องถูกครอบเอาไว้ด้วยม่านพลาสติกปลอดเชื้อ อากิต้องนอนรักษาตัวอยู่ในคอกนั้น สวมผ้าปิดปากปิดจมูก เส้นผมยาวสวยของเธอหลุดร่วงหาย เหลือเพียงศีรษะว่างเปล่าไร้เส้นผม

อากิค่อยๆ สูญเสียความสามารถในร่างกายเธอไปทีละน้อยๆ...



แต่ในห้วงเวลาแห่งความทรมานจากการค่อยๆ สูญเสียการมีชีวิต อากิกลับได้รับความรัก และความห่วงใยจำนวนมากจากผู้คนรอบข้าง พ่อและแม่ ครูและเพื่อนที่โรงเรียน และคนที่เธอเรียกหาเป็นคนสุดท้ายก่อนวาระแห่งความตายจะมาถึง…ซากุจัง

การจากไปของอากิเป็นเหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ “จม” ซากุจังเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ เขาใช้ชีวิตสิบเจ็ดปีต่อมาในแบบที่สองเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ได้พา “ใจ” ของเขาก้าวตามไปด้วย ความรู้สึกผิด…และความรักที่ยึดติด ทำให้ซากุจังไม่สามารถแม้แต่จะคลายมือที่กำเถ้ากระดูกของอากิออกเพื่อปลดปล่อยเธอที่ “อูรูลู” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวอะบอริจินส์เชื่อว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก (และเป็นที่มาของชื่อเรื่อง) ตามที่เธอได้ขอร้องเอาไว้ก่อนตาย

ขวดแก้วใบเล็กที่มีกระดูกของอากิอยู่ข้างใน เป็นเหมือนสิ่งของปลอบใจซากุจังในทุกวัน ว่าเธอคนนั้นยังไม่หายไปไหน เธอยังคงอยู่กับเขาในทุกเวลา ตราบใดที่เขานำพาขวดใบนั้นไปด้วย ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่า การไม่ลืม และไม่เริ่มใหม่ เป็นสิ่งแสดงความรักที่เขามีให้อากิ…


ฉันไม่เชื่อว่าการ “ลืม” จะมีอยู่จริงในโลก แต่การ “ไม่ลืม” ก็ไม่มีอยู่ในโลกเช่นกัน หากเราดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ไม่บิ๊วตัวเองมากจนเกินไป ก็จะพบว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตจะถูกทับถมกันไปตามลำดับเวลา สิ่งที่เกิดก่อนก็จะอยู่ข้างล่าง และถูกทับด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ก็เหมือนกองเสื้อตัวละยี่สิบบาทที่วังหลัง ถ้าอยากได้ตัวที่อยู่ลึกๆ ลงไป ก็ต้องคุ้ยมันขึ้นมา 

ลำบากเอาการ…แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

แต่ที่คนเราทุกข์ ที่ซากุทุกข์ ก็เพราะเราไม่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น เราฝืนดึงเอาเสื้อตัวข้างล่างขึ้นมาทับข้างบนอยู่ตลอดเวลา พอมันลงไปลึก ก็ต้องออกแรงดึงมันขึ้นมาใหม่ เพื่อมาโปะกองเสื้อใหม่ข้างบน…นอกจากจะเหนื่อย เสียแรง เสียเหงื่อ เสียเวลาแล้ว ยังทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นเสื้อตัวใหม่เปิดกระสอบจากโรงเกลือ ที่พ่อค้าเพิ่งเอามาลง

ที่อาจจะสวยกว่า ใหม่กว่าตัวเก่าตัวนั้นก็ได้...


เมื่อความตายคือการที่ใครซักคนได้หายไปจากโลกใบนี้ และยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง สวรรค์จึงเป็นสิ่งที่เรา,ผู้ที่ยังอยู่, สร้างมันขึ้นมาเพื่อปลอบใจ และใช้เป็นเป้าหมายให้กับตัวเอง ว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ไปที่นั่น ที่ที่มีคนที่เรารักรอเราอยู่

แต่ในความเป็นจริง สถานที่เดียวในจักรวาล ที่เราแน่ใจได้ว่าเวลายังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่แน่ๆ คือโลก คือที่ที่เรายืน เดิน วิ่ง นอน ถูกต่อยแล้วก็เจ็บ นั่นก็เพราะว่า เรายังมีชีวิต การทำตัวเป็นแรงเสียดทาน เป็นปลาที่ว่ายทวนน้ำ ขัดขืนไม่ยอมไหลไปตามทิศทางของเวลา นั่นยิ่งทำให้เราลำบาก อยู่อย่างเจ็บปวด และไม่อาจเรียกสิ่งนั้นได้ว่า “ชีวิตที่มีความสุข” 



ดังนั้น การที่ซากุจังกลับมาที่บ้าน เข้าไปรื้อตู้ และเปิดกล่องที่บรรจุสิ่งของแทนความทรงจำระหว่างเขาและอากิออกมาดูอย่างซื่อสัตย์ เพื่อสำรวจความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่เหมาะควรแก่เวลา เขาอยู่โดยปราศจากการตรวจสอบชีวิตมาเท่ากับเวลาที่อากิมีชีวิตอยู่บนโลก นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับรักแรกของเขา

ชีวิตต่อไปข้างหน้าของซากุ ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน กำลังจะเป็นไปตามธรรมชาติของการเคลื่อนที่ การรับรู้ถึงความต้องการของอากิ ที่บอกให้เขา “สู้ต่อไปนะ ซากุจัง” นั่นหมายความถึงการบอกให้เขาวิ่งต่อไป เพราะการไม่หยุดวิ่งคือเครื่องแสดงว่าเรายังไม่หยุดหายใจ

และไม่ว่าซากุจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร แบบไหน การ "ไม่จำ" ก็ไม่ได้ทำให้ความทรงจำเหล่านั้นจากหายไปไหน อย่างที่ใครๆ เรียกกันว่า "ลืม"