Colorless Tsukuru Tazaki and his years of pilgrimage

9:51 PM NidNok Koppoets 0 Comments

Colorless Tsukuru Tazaki and his years of pilgrimage
Year: 2013
Author: Haruki Murakami
Translate to English: Philip Gabriel
Published: 2014 by KNOPF


ดูจะเป็นเล่มที่เนือยๆ เอื่อยๆ ไม่ได้เอพิคบ้าพลัง เต็มไปด้วยสัญญะซับซ้อนเหมือน 1Q84 บางคนให้ความเห็นว่ามันคล้ายกับตอนอ่าน Norwegian Wood ซึ่งเราเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งคือรู้สึกว่า Coloeless Tsukuru Tazaki นั้นตัวละครมันโตและมีวุฒิภาวะมากกว่า เหมือนหนังสือมันโตตามเรา ตอนวัยรุ่นเราสดใส และสับสน เราอ่าน Norwegian Wood แล้วเราอินกับมัน ผ่านมาหลายปีเราโตขึ้น นิ่งขึ้น เรื่องมันก็นิ่งไปกับเรา แต่ข้างในนั้นซับซ้อนและประนีประนอมกับโลกจริงมากกว่าตอนเด็ก ซึ่ง Colorless Tsukuru Tazaki เป็นเรื่องแบบนั้น

สิ่งที่บ่งชี้ว่ามันเป็นหนังสือของมุราคามิยังอยู่ครบถ้วนนะ ทั้งเรื่องความฝันอันแปลกประหลาด, การปรากฏตัวและหายไปของตัวละครบางตัวที่ไม่มีคำอธิบาย, เซ็กส์และเพลงแจ๊ส และการบรรยายอย่างนิ่งเรียบและโวหารตรรกะแปลกๆ ของแก ทั้งหมดนั้นยังมีอยู่ในเรื่องนี้ แต่อย่างที่บอกคือเรารู้สึกว่าตัวละครมันโต และเราทันความคิดของเขาไปแทบจะทุกเรื่อง ทสีคุรุ แตกต่างจากตัวละครนำของมุราคามิส่วนใหญ่ในเล่มอื่นๆ ตอนต้นๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นมนุษย์กลางๆ ทั่วไป แต่ไปๆ มาๆ ตัวละครนำของมุราคามิคราวนี้กลับเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบมากหากมองจากข้างนอกเข้าไป แต่ผู้เขียนพาเราเข้าไปสำรวจข้างในของคนที่ดูครบ ว่าแท้จริงแล้วมันมีช่องว่างและบาดแผลที่ไม่เคยได้เปิดออกดูซ่อนอยู่

ทสึคุรุเคยมีกลุ่มเพื่อนอีกสี่คนสมัยเรียนมัธยม ที่น่าแปลกคือชื่อของเพื่อนแต่ละคนจะออกเสียงเป็นชื่อสีต่างๆ อากะ (แดง), อาโอะ (ฟ้า), ชิโระ (ขาว) และคุโระ (ดำ) เป็นสิ่งเล็กๆ สิ่งแรกที่แยกทสึคุรุออกจากความรู้สึกเป็นกลุ่ม เพราะทสึคุรุไม่มีเฉดสี วันหนึ่งเขาถูกปฏิเสธความเป็นสมาชิกในกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่เขาเองไม่มีวันรู้ได้ ทิ้งความสงสัยเอาไว้ และเขาจะเป็นจะตายกับชีวิตในช่วงนั้น

ผ่านมาสิบกว่าปี แผลสดนั้นหายเจ็บแล้วตามเวลาที่ผ่าน แต่มันยังทิ้งร่องรอยไว้กับเขาเสมอ แม้ชีวิตจะเดินหน้าไปด้วยดีก็ตาม ทสึคุรุได้รับคำแนะนำจากซาระแฟนสาวของเขา ให้กลับไปเผชิญหน้ากับอดีต และไปรับรู้เหตุผลที่เคยเกือบทำลายชีวิตเขา เพื่อปลดล็อกและพาตัวเขาให้ไปข้างหน้าได้อย่างจริงๆ ซักที

ในครึ่งหลังจึงเป็นการจาริกของทสึคุรุย้อนกลับเส้นทางสายอดีต เพื่อพบว่าเวลาสิบกว่าปีนำพาชีวิตคนเรา และเพื่อนของเขากระจัดกระจายไปทางไหนต่อไหน มันไม่ใช่การเดินทางจาริกเพื่อเรียกหามิตรภาพในอดีต รียูเนียน และนั่งพูดคุยเรื่องเก่าเคล้าน้ำตา (แหงสิ มุราคามิไม่เขียนเรื่องแบบนี้หรอก) แต่เป็นการไปเพื่อค้นพบ และซ่อมสร้างตัวเองของทสึคุรุมากกว่า

เอาจริงๆ เรายังรู้สึกว่าเก็บประเด็นได้ไม่ครบหมด และยังต้องค้นหาความหมายของเรื่องเล่าแปลกประหลาดของไฮดะและมิโดริคาวะให้ถ้วนถี่กว่านี้ แต่เราค่อนข้างรู้สึกในทางที่ดีกับ Colorless Tsukuru Tazaki ที่ว่ารู้สึกดีคือเรารู้สึกกับมันมาก เพราะครั้งนึงเราก็เคยเป็นอย่างที่ทสึคุรุเป็นเหมือนกัน แม้จะไม่ได้ถูกโยนออกมาจากกลุ่มโดยไม่รู้เหตุผล แต่ช่วงนึงของชีวิตเราเคยเลือกเดินออกมาอยู่ห่างๆ อย่างไม่มีเหตุผลเหมือนกัน เป็นช่วงที่ติสต์แดกและไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากสันโดษขนาดนั้น เป็นชีวิตช่วงที่เซนซิทีฟมากถึงขั้นที่รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกับตัวละครตัวหนึ่งที่ชีวิตเขาน่าสงสาร อยากกอดตัวละครนั้นแล้วบอกว่า มีเราอยู่อีกคนนะ แต่ยังไม่ทันได้กอด ตัวละครนั้นก็ได้รับของขวัญเป็นตอนจบในละครที่แฮปปี้เอนดิ้ง ทิ้งให้เรากลายเป็นตัวละครที่น่าเศร้านั้นแทน

เรารู้สึกมาตลอดว่าตัวละครของมุราคามินั้นจะเปราะบาง และดูเหมือนพวกเขาจะตั้งอยู่ในระบบความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง จนทำให้พวกเขาไม่มั่นใจจะไปทางไหนซักทาง เป็นคนครึ่งๆ กลางๆ ที่กลับตัวไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง บาดแผลของพวกเขาเหล่านั้นชัดเจนบ้างไม่ชัดเจนบ้าง บางทีก็มีเหตุผล บางทีก็ไม่มีคำอธิบาย แต่สำหรับทสึคุรุนั้นมันค่อนข้างจะพัฒนาไปอย่างเป็นระบบ ปมของตัวละครนี้มีที่มาที่ไปชัดเจน และสุดท้ายมันจะคลี่คลายไปในลู่ในทางที่เรานึกภาพออก ไม่ได้เป็นภาพฝันแปลกบนโลกประหลาดแต่อย่างใด

ทสึคุรุเองก็เริ่มต้นจากการเข็ดขยาดกับความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบฝากใจเอาไว้ที่ใคร บาดแผลในวัยรุ่นทำให้เขากลายเป็นคนแบบนั้น ส่วนที่เหลือจนถึงตอนคลี่คลายมันจึงเป็นการพยายามโตขึ้นของตัวละครของมุราคามิ คือไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ใดเลยนอกจากเรื่องข้างในของตัวเอง เป็นการพยายามข้ามผ่านอดีตเพื่อก้าวไปข้างหน้า และทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต และคนรอบข้างว่ามันก็ต่างต้องมีทางที่ไป บางช่วงตอนและบางตัวละครสะท้อนสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ แต่ไม่พยายามตัดสิน เป็นมุราคามิในแบบที่พาเราไหลไปตามโลกอย่างเข้าใจ ด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยไม่มีประจุ

สีสันที่เคยฉูดฉาด เมื่อปล่อยทิ้งไว้ให้มันโดนอากาศ โดนความร้อน เฉดสีเหล่านั้นมันก็มีวันจางไป สิ่งที่เคยสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา เมื่อถึงวันนึงมันอาจจะเล็กมาก เหมือนลูกโป่งที่เคยถูกอัดลมเต็มและเมื่อทิ้งไว้มันก็ฟีบ...

โดยส่วนตัวเราค่อนข้างชอบ เพราะเหตุผลข้างต้นว่ามันทำให้เรานึกถึงตัวเองช่วงหนึ่ง และก็คงเพราะเราโตขึ้นและประสาทรับรสเรามันโอเคแล้วกับรสชาติไม่จัดจ้าน ไม่ฉูดฉาดประมาณนี้ มุราคามิแกอาจจะแค่เขียนเรื่องนี้โดยใช้พลังงานระดับวอร์มสมอง รอเรื่องหน้ามาแบบเอพิคเลยก็เป็นได้ ทิ้งให้สาวกอย่างเรานั่งซึมเซาและทอดถอนใจอยู่กับตัวเอง


0 comments: