Harry Potter and the Cursed Child: งานรียูเนียนแห่งโลกเวทมนตร์

7:18 PM NidNok Koppoets 0 Comments

Harry Potter and the Cursed Child

(2016, Jack Thorne, John Tiffany)




เนื่องจากไม่ได้จองอะไรไว้ล่วงหน้า เช้าวันอาทิตย์เลยไปดักรอตั้งแต่ห้างเปิด แล้วปรี่เข้าคิโนะด้วยความว่องไว เดาภาพในใจไว้ว่าคนต้องมุงๆ ยื้อแย่งกันหยิบหนังสือน่าดู แต่พอไปถึงร้าน อ้าว ก็ธรรมดาหนิ คิวก็ไม่มี คนก็มาหยิบหนังสือกันเรื่อยๆ ไรวะ ไม่สนุกเลย 555

ทีแรกคิดว่าคงจะใช้เวลามากกว่านี้ เพราะเล่มก่อนเวอร์ชันภาษาอังกฤษ อีนิดนกอ่านอยู่ประมาณสามชาติกว่าจะจบ ดีว่าเล่มนี้มันเป็นบทละครเวที เลยมีแต่บทพูด กับบทบรรยายนิดหน่อย ไม่ได้พร่ำพรรณาโวหารเป็นวรรณกรรมเยาวชนเหมือนเล่มพี่ ก็เลยอ่านง่ายหน่อย ใช้กลางคืนวันอาทิตย์ กับช่วงพักเที่ยงสองวันอ่านก็จบ แต่เห็นข่าว เด็กอังกฤษเก้าขวบแม่งกดไป 59 นาทีจบทั้งเล่ม น้องมีสามตาเหรอ จะเร็วไปไหน

ตัดมาที่เนื้อหา มีความเป็นงานรียูเนียนมากกว่าจะเป็นภาคต่อ คือเรื่องมันไม่ได้พาเราไปข้างหน้า เหมือนเล่ม 1-7 อันเป็นเล่มที่ J.K. เขียนเอง แต่กับ Harry Potter and the Cursed Child มันไม่ใช่เล่ม 8 ไม่ใช่เล่มที่เจ๊เขียน และจะว่าเป็นภาคต่อก็ไม่เชิงนัก (ไม่นับว่ามันเป็นบทละครเวทีด้วยนะ) แต่มันเป็นแฟนฟิค ที่เขียนด้วยความรักและคิดถึงโลกเวทมนตร์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ มากกว่า เลยทำให้ตอนอ่าน เราไม่ได้รู้สึกสนุก หรือลุ้นว่าจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราในหน้าถัดไป แต่เป็นการตื่นเต้นว่า มันจะพาเรากลับไปรียูเนี่ยนกับตัวละคร หรือฉากไหน แบบนั้นมากกว่า

(จากนี้ไปจะสปอยล์)
เล่มนี้เริ่มฉากแรกที่การฉายซ้ำบทส่งท้ายของเล่มเจ็ด ก่อนจะพาเราไปข้างหน้า พร้อมกับตัวละครหลักคืออัลบัส เซเวอรัส ลูกชายคนกลางของแฮร์รี่กับจินนี่ คนที่ถามพ่อก่อนขึ้นรถไฟไปฮอกวอตส์ในเล่มเจ็ดนั่นแหละ ว่ากลัวตัวเองจะได้อยู่บ้านสลิธิริน แล้วความน่าตกใจ (แต่พอจะเดาได้นิดหน่อย) ก็คือ อัลบัสได้เข้าสลิธิรินแบบช็อคกันทั้งตำบล เออ อ่านถึงตรงนี้แล้วร้องออกเสียงเหมือนกันนะ แล้วก็อยากติดตามต่อละ ว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง

อัลบัสไปเป็นเพื่อนสนิทกับสกอร์เปียส ลูกชายของมัลฟอย ที่ด้วยคาแรกเตอร์ที่เขาสร้างมานี่โคตรจะมีเสน่ห์ ต่างจากอัลบัสที่น่ารำคาญพอๆ กับแฮร์รี่ในเล่มสี่เล่มห้า สองคนนี้แพ็คคู่ไปเจอเรื่องราวโน่นนี่ จนบางทีอ่านแล้วก็แบบ นี่มึงเป็นเพื่อนกันจริงมั้ยเนี่ย ทำไมถึงได้พูดจาอะไรสยิวๆ ใส่กันอยู่บ่อยๆ จนตอนท้ายเรื่องนั่นแหละ ถึงมีซีนที่เฉลยว่าหนึ่งในชอบผู้หญิงจริงๆ (แต่อีกคนก็ไม่แน่)

เราตะหงิดนิดหน่อยตอนที่เรื่องมันพาไปถึงจุดที่ตัวละครจะย้อนเวลาไปช่วยเซดดริก ดิกกอรี คือเรารู้สึกว่าในมหากาพย์แฮร์รี่เนี่ยมันมีอีกหลายจุดเลยที่น่าจะกลับไป แล้วแค่พ่อเซดดริกมาบ่นๆ มันดูไม่น่าจะจูงใจให้อัลบัสอยากจะลุยไปช่วยอ่ะ แบบเข้าใจถึงความอยากจะดื้อจะเซี้ยวใส่พ่อ แต่ทำไมเรายังไม่รู้สึกว่าเหตุผลนี้มันจะ drive การกระทำได้

แต่ถ้าตัดจุดนั้นไป เราก็เพลิดเพลินกับการรวมมิตรทั้งฉากและตัวละครที่เราคิดถึงนะ เพราะเป็นการย้อนเวลา เราเลยจะกลับไปหาไปเจอใครก็ได้ ชอบตอนที่ตัดภาพกลับมายังปัจจุบัน ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามอดีตที่เข้าไปแก้ไข ฟินสุดก็คงเป็นพาร์ทรอนกับเฮอร์ไมโอนี่แหละมั้ง เขียนมาเพื่อสาวกได้จิกหมอน เออ แล้วรอนนี่ก็ขยันขโมยซีนมาก อยากดูเวอร์ชั่นละครเลยว่าคนที่เล่นเป็นรอนจะเล่นสนุกขนาดไหน

ชอบองก์ 4 นะ อาจเพราะมันเป็นช่วงขมวดสู่ความเข้มข้นก่อนจะคลี่คลายแล้วด้วย ถ้าตัดเรื่องเดลฟี ที่มึงมายังไงวะ แล้วพ่อแม่มึงไปได้กันตอนไหนวะ ออกไปประเด็นเดียว เราชอบความงดงามตอนที่แฮร์รี่ได้เห็นภาพวาระสุดท้ายของเจมส์และลิลลี่มากเลยนะ แบบในเจ็ดเล่มที่ผ่านมา ด้วยความเป็นโลกเวทมนตร์ แฮร์รี่มีหลายโอกาสแหละที่ได้มีทแอนด์กรีทกับพ่อแม่ ซึ่งคนธรรมดาอย่างเราคงจะไม่ได้มีโอกาสอะไรแบบนี้ไง แต่สิ่งเดียวที่ขาดไปก็คือการได้เห็นฉากวาระสุดท้ายแบบ Live เนี่ยแหละ ซึ่งมันมาเกิดในเล่มนี้ ในช่วงวัยที่แฮร์รี่กลายเป็นพ่อคนไปแล้ว

รวมๆ แล้วเพลิดเพลินดี แม้จะไม่ได้มีอะไรให้น่าตื่นเต้นมาก แต่โลกเวทมนตร์ของแฮร์รี่ยังไงก็ไม่เคยน่าเบื่อสำหรับเราอยู่ดี นี่อยากจะเก็บเงินไปดูละครเวทีขึ้นมาเลย เพราะคิดว่าเล่มนี้ถ้าเป็นหนังก็คงกร่อยอยู่ ถ้าไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา แต่พอเป็นละครเวที แล้วมาเจอไอ้พวกซีนต่อสู้กันด้วยคาถาทั้งหลาย อยากรู้เลยว่าภาพมันจะออกมาเป็นยังไง คงจะสนุกไปอีกแบบ

0 comments: