แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (One Day)

1:58 AM NidNok Koppoets 3 Comments

แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว (One Day)

(2016, บรรจง ปิสัญธนะกูล, B+) 





*สปอยล์แน่นอน ดูแล้วค่อยมาอ่านก็ได้จย้าาาา

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ในฐานะติ่งน้องมิวก่อน
.
สองปีก่อนเคยเสียดายที่มิวไม่ได้เล่น Timeline (2014) เพราะตอนนั้นเจมส์จิดังมาก และถ้ามิวได้เล่นเรื่องนี้ก็น่าจะดังไปด้วยได้ แต่พอดูหนังจบ ก็กลายเป็นดีใจมากกว่าที่มิวไม่ได้เล่น เพราะมิวในตอนนั้นคงแบกหนังทั้งเรื่องไว้ เหมือนที่เต้ยทำไม่ได้ เพราะส่วนดีที่สุดของหนังคือเต้ยจริงๆ ศักยภาพของมิวตอนนั้นยังไม่ถึงว่ะ ถ้าน้องมาเล่นผลลัพธ์น่าจะแย่มากกว่าดี
.
เราติดตามและเฝ้ามองพัฒนาการของมิวมาตั้งแต่ละครเรื่องแรก (เอาจริงๆ กูก็คือเด่นชัยนี่แหละ ตามอยู่ลับๆ ยังกับซีเคร็ทแอดไมเรอร์) ที่เล่นแข็ง แววตาไม่สื่อสารอะไรกับใครเลย แต่พอถึงซีนที่ต้องยิ้มเมื่อไหร่ก็ตายไปตรงนั้น จนเรื่องที่สอง แม้จะดูผ่อนคลายขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีนะ มาเห็นเปลี่ยนแปลงชัดขึ้นคือตอนที่มิวเล่นเป็นลูกศร ในทรายสีเพลิง อันนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่ใช่ทั้งเรื่อง แต่มันมีบางซีนที่เราดูแล้วแบบ เฮ้ย มิวเก่งขึ้นว่ะ เก่งขึ้นมาก เห็นแล้วสบายใจ แต่อีกใจก็รู้สึกเสียดายความใสๆ ของมิวที่เห็นในเรื่องแรกเหมือนกัน เอาจริงๆ เราก็ยังอยากหยุดมิวไว้ให้เป็นท่านหญิงแข็งๆ แต่ยิ้มตายต่อไปนั่นแหละ
.
จนพอเห็นข่าวว่ามิวมาเล่นหนังเรื่องแรก กับ GDH ก็ดีใจและอุ่นใจนิดหน่อย เชื่อมือ GDH และพี่โต้ง อยู่พอประมาณ แต่ก็กลัวอยู่อีกนิด ว่าน้องจะไหวใช่มั้ยกับหนังใหญ่ แต่เฮ้ย ถ้าไม่ไหวเขาไม่เลือกน้องหรอก และถ้ามันไม่ดีผู้กำกับคงไม่ปล่อยแน่ๆ ว้าวุ่นอยู่คนเดียว เลยตื่นเต้นติดตามและอยากดูหนังมาก อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง นี่น่าจะเป็นหนังที่ตื่นเต้นรอชมมากเป็นลำดับต้นๆ ในชีวิตเลยมั้ง (อาการหนักกว่านี้น่าจะเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ 555)
.
จนเมื่อดูหนังจบ ก็พบว่ามิวยังคงเป็นมิวที่มีรอยยิ้มที่เราชอบคนเดิม ที่เพิ่มเติมคือพัฒนาจนเก่งขึ้นมาก มากแบบที่สบายใจหายห่วงได้แล้ว เราว่าหนังใช้ศักยภาพของมิวได้สุดดี ทั้งในแง่การแสดง และเสน่ห์ แต่ก็ใช้สุดเกินไปเหมือนกัน จนช่วงท้ายๆ รู้สึกว่ามันตันแล้ว มิวยิ้มจนรู้สึกว่ามันเยอะและพยายามไปหน่อยแล้ว อึดอัดนิดหน่อย แต่รวมๆ แล้วไม่ได้ติดอะไรมากมาย ถ้าพูดแบบผ่านๆ คือ แค่เข้าไปดูมิวยิ้ม ก็พอแล้วน่ะ
.
อ้อ และซีนที่มิวพูด "แม่ง" และ "เหี้ย" นี่คือระดับความรุนแรงต่อใจพอๆ กับที่อายาเสะจุดบุหรี่ในซีรี่ส์ Never let me go รู้สึกดีจริงๆ พีคมาก ชอบ ขออีก ขออีกกกก
.
.
ว่าด้วยหนังบ้าง

เสียดายเพราะพล็อตมันดี และอยากให้ขยี้ไปให้สุด เข้าใจว่าคงไม่อยากเสี่ยงมากมั้ง เพราะเป็นหนังเรื่องแรกของค่าย คงอยากจะค่อยๆ จูนความคาดหวังของคนดูเสียใหม่อะไรทำนองนั้นมั้ง ทั้งที่กลิ่นอายความ Stalker ความจิต ความฝัน มันฉุนมาก และถ้าเรื่องมันพาเราดิ่งไปดาร์คกว่านี้อีกซักนิดหน่อยนะ จะเซอร์ไพรส์และคงจะชอบมากกว่านี้ ทั้งที่เราว่าเขาอยากขายยาขมนะ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เลยต้องเอายาขมมาเคลือบน้ำตาล แต่ดันเคลือบหนาไปหน่อย เพลย์เซฟมากไปหน่อย
.
ชอบซีนที่เด่นชัยสารภาพวีรกรรม Stalk ของตัวเอง ในสองบริบทที่ต่างกัน โห ตอนนั้นดีมาก และจะดีไปอีกถ้าซีนสารภาพตรงที่จอดรถนั้นมันจะดาร์คเข้มกว่านี้อีกหน่อย ให้ได้ฟีล "หลอนว่ะ" มากกว่านี้ 5555 บอกแล้วว่าดีใจที่ได้เห็นพล็อตนี้ แต่เสียใจที่มันยังไปไม่สุด ไม่สาแก่ใจเรา (ทำไมมึงเอาแต่ใจจังวะ)
.
ติดขัดความไม่น่าจะเป็นไปได้หลายอย่าง ไม่ถึงขั้นกระทบกับเรื่อง แต่มันดูแล้วไม่ค่อยเชื่อ เช่นฉากที่เด่นชัยแล่นเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะบุฟเฟต์กับพี่ท็อป แม่งดูโคตรเป็นไปไม่ได้ หรือฉากเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่น อย่างการปิดม่านใส่ของเจ้าหน้าที่รถไฟญี่ปุ่น หรือหมอญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ติดสำเนียงญี่ปุ่นเลย แม่งทำไมฟังง่ายจังวะ ตอนไปคุยกับหมอที่ญี่ปุ่นนี่กว่าจะพูดให้เข้าใจ กว่าจะฟังกันออก นี่แสนยากลำบาก แต่นั่นแหละ มันไม่เกี่ยวกับสาระสำคัญของเรื่อง เลยไม่เอาเป็นอารมณ์มาก
.
แต่ที่ติดจริงๆ มีอยู่สองสามอย่าง อันแรกคือซีนในห้องนอน ตอนที่นุ้ยรู้ความจริงจากเด่นชัย เรารู้สึกว่าอารมณ์ตรงนั้นมันเร็วไปหน่อย คือในขณะที่หนัง (ซึ่งความยาวยาวมาก) ใช้เวลาทอดอารมณ์กับหลายๆ ฉากค่อนข้างมาก แต่การเคลื่อนของอารมณ์ในซีนที่ว่ามันเร็วไปอ่ะ เร็วจนเราไม่ค่อยเชื่อว่านุ้ยโกรธหรือรู้สึกอะไรกันแน่ แล้วพอเล่าต่อไป อารมณ์ของนุ้ยก็ไหลลงมาเร็วเช่นกัน แล้วบทจะสืบจนรู้เรื่องโคตรไว ไรวะเฮ้ย น้องตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย
.
อันที่สองคือบรรดาสิ่งจำนู่นนี่ที่หนังหย่อนเอาไว้เยอะมาก ทั้ง CTRL+Z , เพลงพี่แจ้ หนักสุดคือเอฟเวอเรสต์ เราเข้าใจนะว่าเพื่อให้ขายได้ ให้คนจำโควตไปพูดต่อ มันก็ต้องมีกิมมิคให้จำได้พวกนี้เอาไว้บ้าง แต่มันไม่คม ไม่ฮุค เหมือนอย่างที่เรื่องอื่นทำได้อ่ะ อย่างเพลงพี่แจ้นี่เสียดายมาก มาแบบงงๆ แล้วก็ไปแบบงงๆ อี CTRL นี่ก็ไม่ใช่มุกใหม่ ส่วนเอฟเวอเรสต์ เวิลด์เทรดอะไรนี่เสียดายสุดเลย มันไม่ชัด ไม่ใหม่ ไม่เคลียร์ ตอนที่เด่นชัยพูดสิ่งนี้ในซีนไคลแมกซ์ แล้วทุกอย่างคลี่คลาย เราแบบ เอ๊ะ ขึ้นมาเลย หืม เอางี้เลยเหรอ
.
แต่อันที่ชอบและอยากให้ขยี้มากกว่าสามมุกนั้น คือไอ้การเอานิ้วจิ้มเพื่อกดปุ่มพูดตรง อันนั้นดีจะตาย เสียดายที่มันไม่ถูกขยี้ให้จำได้มากนัก
.
อันที่สามคือดนตรีประกอบ ไม่รู้ว่าตั้งใจใส่เพื่อให้เราอึดอัดและพยายามจะสื่อสารอะไรกับคนดูรึเปล่า หรือจะทำให้มันตลกหรือยังไง แต่มันเยอะไปจนรู้สึก จนรำคาญ ทั้งที่อารมณ์ของนักแสดงตรงนั้นมันพอแล้วอ่ะ เพลงไม่จำเป็นเลย
.
สนใจความเป็นเหยื่อของนุ้ยมาก เป็นตัวละครที่น่าสงสารอีกตัว น่าสงสารจนเราอยากจะเป็นเพื่อน และจับมือหรือกอดนุ้ยเพื่อบอกว่ายังมีเรานะ ไอ้ความเมียน้อยที่กำหนดชีวิตตัวเองไม่ได้เลยก็เศร้านึงแล้ว พอมาเจอผู้ชายที่ชอบตัวเอง ก็มาในวิธีการที่แปลกมากจนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าความรักได้มั้ย เราติดใจตอนที่นุ้ยพูดในคลิปว่า "ชีวิตนี้แกได้เจอคนที่รักแกจริงแล้วนะนุ้ย" ซึ่งก็หมายถึงเด่นชัย ที่เคลมว่าตัวเองทำนู่นนี่ให้นุ้ยมาตลอดแต่นุ้ยไม่รู้ เฮ้ย ตรงนั้นโคตรดี และเรายังคิดกับมันอยู่จนถึงตอนที่เขียนอยู่นี่ ไอ้สิ่งที่นุ้ยรับรู้นั่นสามารถเรียกเต็มปากว่าความรักได้เลยเหรอ วันนั้นนุ้ยอาจจะสนุกและรู้สึกดีที่ได้อยู่กับเด่นชัย ได้รับรู้เรื่องต่างๆ ที่เขาทำให้ แต่มันน่าจะจบลงที่ความรู้สึกดีน่ะ ถ้าเทียบกับหนุ่มสาวในกวนมึนโฮ อันนั้นยังได้มีการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และมีหลายโมเมนท์ที่สามารถพัฒนาไปเป็นความรักได้มากกว่าซะอีก แต่เหมือนตัวละครก็ไม่ได้พูดว่ารักกันแบบชัดเจนเท่านุ้ย การที่นุ้ยพูดคำว่า "รัก" มันเลยเหมือนนุ้ยไม่ได้หมายความถึงคำว่ารักในแบบที่เราๆ เข้าใจ นุ้ยอาจจะแค่อยากไขว่คว้าหาอะไรที่จับต้องได้ แล้วบัญญัติเรียกมันว่าความรัก เพื่อปลอบประโลมจิตใจตัวเองก็เท่านั้น
.
แต่โดยรวมแล้วมันเป็นหนังที่สนุก ไม่หวือหวาเท่าเรื่องอื่นๆ ของคุณโต้ง-บรรจง แต่ก็ยังสนุกอยู่ดี และอย่างที่บอกไปรอบที่ร้อย ว่าเสียดายที่มันไปไม่สุดในสิ่งที่เขาเริ่มไว้ อยากให้มืดและขมกว่านี้อีกนี้ดดด นิดเดียวก็ยังดี ไอ้ตอนจบที่นุ้ยและพี่ท็อปนั่งอยู่หน้าคอม ยังแอบคิดว่าไอ้พี่ท็อปมันต้องสวมรอยเป็นเด่นชัยไปอีกที ตอกย้ำความชิบหายของชีวิตนุ้ยไปให้สุด สาแก่ใจผู้ชมสายโหด แต่ก็นะ หนังเลือกจบแบบนี้ก็ดี ถือว่าเซอร์ไพรส์นะ อย่างน้อยก็เหมือนจะบอกกับผู้ชมเป็นนัยๆ ว่าค่ายนี้อาจจะขออนุญาตลดดีกรีความฟีลกู๊ดลงมานิดนึงนะ แต่ไม่ฟีลแบ้ดหรอกนะะะ แค่ขอลดลงมาหน่อย
.
.
ปล. จริงๆ เราว่าเพลง วันหนึ่ง นี่มันก็เพียงพอแล้วนะ เลือกเพลงมาได้โคตรดี จนเพลงพี่แจ้ไม่เห็นจะจำเป็นเลย

ปล2. รู้สึกว่าเคมีของสองคนนี้ไม่ค่อยเกิดเท่าไหร่ ทั้งที่กับเรื่องอื่นของเต๋อ-ฉันทวิชช์ เราซื้อเกือบหมดเลยนะ เต๋อ-ไอซ์, เต๋อ-หนูนา แต่ เต๋อ-มิว ไม่ค่อยมาว่ะ ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยรึเปล่า แต่ยังไม่รู้สึกจริงๆ

3 comments:

  1. ผมดูตอนจบซ้ำอีก 3 รอบ ครับ ไม่สุด ตอนนี้ยังหงุดหงิดอยู่ ลักษณะไม่ต่างกับ กวนมึนโฮ ครับ

    ReplyDelete
  2. This comment has been removed by the author.

    ReplyDelete
    Replies
    1. หนังมันดีอยู่แล้ว จะให้ดาร์คไปถึงไหนหละคุณ วิจารณ์หลายประเด็นสะเลอะเลย..เยอะอะ
      แค่ประเด็นเพลงประกอบฯของพี่แจ้ ที่บอกว่าไม่จำเป็นเลย ก็ไม่ตรงกับความคิดใครหลายๆคนละ
      ทำไมหละ!ในเมื่อเราก็เป็นคนนึงที่อายุไม่เยอะแต่ก็ชอบฟังเพลงเก่าๆเหมือนตัวละครนุ้ยในหนัง แล้วมันแปลกตรงไหนที่ผู้สร้างหนังเค้าจะชูเพลงนี้ขึ้นมา..เพราะเพลงมันก็เกี่ยวกับเนื้อหาในเรื่อง และมันก็สื่อถึงความรู้สึกของเด่นที่มีต่อนุ้ยได้ดีทีเดียว

      Delete