JP14 EP.17: Namida - น้ำตา

6:59 PM NidNok Koppoets 2 Comments

17.

NAMIDA น้ำตา 


"ที่นี่ดีจัง รู้สึกเหมือนอยู่ Top of the world..." 

Mount Wakakusa (若草山 Wakakusayama) อยู่ตรงกลางระหว่างที่เที่ยวสำคัญของนาราสองแห่ง คือวัดโทไดจิ และศาลเจ้า Kasuga Shrine มีความสูงประมาณ 350 เมตร ทำให้เขาแห่งนี้เป็นอีกที่ท่องเที่ยวที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองนาราได้ ตัวภูเขาเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนได้ 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงซากุระบาน และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (แหม ช่วงพีคทั้งนั้น) เพื่อรักษาหญ้าที่ขึ้นบนภูเขาไม่ให้ถูกทำลายจากการท่องเที่ยวที่หักโหม จากนั้นในวันเสาร์ที่สี่ของเดือนมกราคมของทุกปี ทุ่งหญ้าบนภูเขาก็จะถูกเผา ในเทศกาลย่างภูเขา Wakakusa Yamayaki (山焼き) โดยพอเผาหญ้าเสร็จก็จะมีการจุดพลุฉลองเพื่อเป็นการปลอบใจคนรักหญ้า ตบบ่าแล้วบอกว่า เออเดี๋ยวมันก็ขึ้นใหม่นะมึง ทำใจซะ

โชคดีที่เรามาที่นี่ในช่วงที่เขาเปิดให้เข้าพอดี จึงไม่รีรอที่จะซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปเดินเขา คุณป้าที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วบอกว่า ป้าว่าหนูซื้อน้ำซักขวดแล้วค่อยเดินขึ้นไปดีกว่า เพราะว่าข้างบนไม่มีอะไรขาย แล้วเดี๋ยวหนูจะเหนื่อย ป้าเป็นห่วงกันล่วงหน้าขนาดนี้ก็เลยเดินไปซื้อน้ำอย่างว่าง่าย ผลคือทำให้เป้กูหนักขึ้นมาอีกประมาณสามขีด ตกลงคิดถูกรึเปล่าวะที่ซื้อน้ำขึ้นมาเนี่ย...

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงพอดี พวกเด็กๆ ที่เจอตรง Nara Park ก็มารวมตัวกันที่นี่เพื่อกินข้าวเที่ยง แต่ละคนก็จะถือเบนโตะอาหารกลางวันที่โอก้าซังเตรียมมาให้อย่างดี นั่งกินกันตรงเนินเขากว้างๆ นั่นแหละ ไม่มีใครกลัวแดด กลัวร้อนอะไรทั้งนั้น ภาพที่เห็นเลยเป็นเนินเขาชันๆ สีเขียวตุ่นๆ ขอบด้านข้างเป็นต้นไม้ใบสีแดงสดเรียงเป็นแถว ด้านบนเป็นท้องฟ้าสีฟ้าจัดเหมือนมันอั้นมาหลายวัน และจุดเล็กๆ สีส้ม สีแดง กระจายอยู่เต็มเนินเขานั้นคือเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังจับกลุ่มกินข้าวกันอยู่

ยังไม่ได้เดินขึ้นก็รู้สึกว่าตรงนี้มีเสน่ห์แล้ว...


เมื่อเปลี่ยนกอเอี๊ยะแผ่นใหม่เพื่อประคบเย็นบรรเทาปวดเรียบร้อย ก็เดินไต่ทางเดินที่เขาทำเป็นบันไดเดินสะดวกมุ่งหน้าสู่ด้านบน มีเพื่อนร่วมเดินทางไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนนี่แหละที่แข่งกันวิ่งขึ้นไป แหม พลังของเด็กเก้าขวบนี่มันแข็งแกร่งเหลือเกินนะมึง อย่าอายุยี่สิบเจ็ดเหมือนกูบ้างนะมึง (ไปแขวะน้องเขาทำไม)

ทางเดินขึ้นไม่มีความลำบากลำบนอะไรเลย เพราะเขาทำทางเอาไว้ให้อย่างดี เลยคิดว่า เวลาอายาเสะขึ้นมาถ่ายละครบนนี้ก็คงต้องเดินขึ้นมาทางนี้เหมือนกันกับเรา เธอคงไม่แกรนด์ถึงขึ้นโรยตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เพราะขี้เกียจเดินหรอกมั้ง พอคิดอย่างนั้นเลยยิ้มกับตัวเองอีกแล้ว คือคิดเอง เออเอง ยิ้มเองอยู่คนเดียวทั้งวันแหละวันนั้น

เดินมาไกลมากจนเหมือนเพิ่งผ่านช่องแคบมะละกาไปเมื่อกี๊ ก็เริ่มได้ยินเสียงคึกคัก มีเด็กวิ่งขึ้นวิ่งลงเยอะขึ้น เป็นสัญญาณว่าเราน่าจะเข้าใกล้อะไรซักอย่าง เลยกัดฟันเดินขึ้นไปต่อ พอก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ภาพข้างหน้าเป็นลานหญ้ากว้างๆ ภาพเดียวกับที่เคยเห็นในซีรีส์ โอ๊ยยยยยยย มาถึงแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ณ จุดนี้ ที่ถึงแม้ว่าจะขึ้นมาโคตรไกล แต่มันเป็นเพียงแค่ครึ่งทางสู่จุดสูงสุดของ Mount Wakakusa แต่หลายคนก็เลือกจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้แล้วล่ะ เพราะว่าไฮไลท์ของลานตรงนี้คือ มันเป็นจุดชมวิวเมืองนาราแบบ 180 องศา ที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้ามาวันที่อากาศเป็นใจอย่างวันนี้ที่เรามา จะมองเห็นเมืองไปไกลแบบสุดลูกหูลูกตา มีบางจังหวะที่คิดว่าเห็นสระบุรีอยู่แว๊บๆ

ตรงเนินนี้แหละ ที่อายาเสะในบทฟุจิวาระ เคยพูดกับทามากิ ฮิโรชิ เอาไว้ประมาณว่า "เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ ฉันก็จะขึ้นมามองเมืองนาราบนนี้ และรู้สึกว่าเมืองมันส่งกำลังใจมาให้ฉัน" ตอนที่ดูละครก็รู้สึกว่า โอ๊ย ไดอาล็อกโคตรเลี่ยน อะไรจะมามองเมืองแล้วได้กำลังใจขนาดนั้น ฟังเพลงพี่เบิร์ดก็ได้กำลังใจเหมือนกัน แต่พอได้มายืน แล้วภาพข้างหน้าเป็นจุดหลังคาเล็กๆ ของบ้านเรือนในเมืองนารา มีภูเขาใหญ่โอบล้อมทั้งเมืองเอาไว้ เออ มันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราหายใจได้เต็มปอดจริงๆ และเราหลงรักเมืองนี้เข้าให้แล้วจริงๆ ด้วย

ภาพข้างหน้าคือวิวเมืองสุดอลังการ แต่พอมองไปข้างหลัง ก็พบสิ่งที่ทำให้ท้อแท้ เพราะมันเป็นทางเดินทอดยาวสู่จุดสูงสุดของภูเขา Mount Wakakusa ประเมินด้วยตาคิดว่าอย่างต่ำก็มีสิบนาทีแหละวะ แต่มาขนาดนี้แล้วยังไงก็ต้องไปต่อ จะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้ ยาแก้ปวดก็มี กอเอี๊ยะก็มี ลุยไปเลยโว้ย อย่าไปกลัว

จึงเดินทางต่อขึ้นมา ซึ่งทางเดินช่วงบนเนี่ยมันดีมากสำหรับการชื่นชมดื่มด่ำระหว่างทาง เพราะเราสามารถมองซ้ายมองขวา หรือครีเอททางเดินของเราเองได้เลย ไม่ได้ถูกบังคับไต่บันไดมาเหมือนเมื่อช่วงต้น ตลอดทางเดิน ยังมีกลุ่มเด็กผู้ชายวิ่งขึ้นเขากันแบบโคตรแข็งแรง ไอ้คนไหนที่มันขึ้นยอดไปแล้วมันก็ตะโกนลงมาเรียกเพื่อน ไอ้พวกเพื่อนก็วิ่งแข่งกันขึ้นไป คิดว่าน้องๆ ก็คงรู้สึกถึงความพีคเหมือนเรา เด็กผู้ชายสามคนมันยืนอยู่บนเนินเขา มองไปทางฝั่งที่เป็นภูเขาอีกลูก แล้วหันมาบอกเพื่อนว่า "สุดยอดไปเลยนะ" แล้วเด็กสามคนก็ป้องปากตะโกน "ยะโฮ้ววววววว" ที่ตรงนั้นมันคงเป็นที่สุดของน้องแล้วจริงๆ พี่ก็รู้สึก พี่เข้าใจ

ในที่สุดก็ปีนขึ้นมาจนถึงยอดสุดของภูเขา ข้างบนนี้มีคนไม่เยอะมาก นอกจากแก๊งค์เด็กที่ขึ้นมาแป๊บๆ แล้วก็ลงไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคุณลุงที่มานั่งคุยกัน ข้างบนนี้มีกวางอยู่เยอะเลย เป็นกลุ่มกวางอินดี้ที่ปฏิเสธการลงไปอยู่ในที่แมสด้านล่าง แกเลยมานั่งเคี้ยวหญ้าหงับๆ อยู่บนยอดเขาซะเลย แต่กวางอินดี้ก็นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เจอพี่คนนึงแกซื้อยากิโซบะใส่กล่องมา คงกะว่าจะมานั่งกินชมวิวชีวิตดี๊ดีอยู่บนยอดเขา แต่กินไปได้สามคำเจอกวางเข้ามาป่วน เราต้องเข้าไปช่วยกันกับแกไล่กวาง จากนั้นแกก็เก็บอาหารทุกสิ่ง แกบอก ไม่กินแล้ว เดี๋ยวไปกินข้างล่างก็ได้ โธ่ลุง...

เราเข้าไปจับจองเก้าอี้ตัวนึงหันหน้าเข้าหาภูเขาอีกลูก เก้าอี้ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ช่วยบังแดด ตรงนี้คงเป็นชัยภูมิที่ดีให้เรานั่งพักซักหน่อย ก่อนจะมาถึงที่นี่ เราเตรียมแผนว่าจะไปชะโงกทัวร์ตรงโน้นตรงนี้ แต่พออยู่ตรงนั้น ตอนนั้น ไม่มีใจอยากไปที่อื่นแล้วเลย เวลาไปเที่ยว เราก็อยากจะเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เที่ยวหลายๆ ที่ จะได้รู้สึกว่าคุ้มที่มา แต่ ณ ตรงนั้น เรารู้สึกแล้วล่ะว่ามันอิ่มแล้ว มันเหมือนหัวใจถูกเติมเต็มแล้ว ฟังดูน้ำเน่าเนอะแต่คิดแบบนั้นจริงๆ

นั่งอยู่เฉยๆ ซักพัก ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดเสียงตัวเองเอาไว้ มาเที่ยวคราวนี้เราใช้วิธีคุยกับตัวเองแล้วบันทึกเสียงเอาไว้ เพราะมันเก็บความคิดเราได้ทันกว่าการเขียน มีบางช่วงที่อยู่บนเครื่องบิน บนรถไฟ และตอนนั่งรอหมอก็จะหยิบไดอารีขึ้นมาเขียนบ้าง แต่พอหมดวันก็ต้องเล่าทุกอย่างที่ตัวเองได้เจอให้ตัวเองฟังบันทึกเก็บไว้ และก็ทำให้เรามีชุดความทรงจำเพียงพอที่จะกลับมาเรียบเรียง เขียนบันทึกลงในบล็อกแห่งนี้อีกทีนึง

เราพูดคุยกับตัวเองอยู่นาน นานจนรู้สึกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าณ ที่ตรงนั้นมีตัวเราอยู่ตรงนั้นจริงๆ อืม...เรามาถึงแล้วจริงๆ ด้วย ที่เคยคิดเคยหวังเอาไว้นี่มันเป็นจริงจนมันจะจบและแยกย้ายกลับบ้านกันแล้วนะ การนั่งคุยกับตัวเองบนยอดเขานั้นช่วยให้เราได้ทบทวนสี่วันก่อนหน้าว่าเราไปเหยียบ ไปเดินที่ไหนมาบ้าง และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เราก็จะโบกมือลาเมืองนี้ ประเทศนี้แล้ว

เราเชื่อว่าถ้าการเดินทางเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง ตอนที่เราอยุ่บนยอดเขานั่นมันเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องแล้วล่ะ สี่วันก่อนหน้ามีทั้งวันที่สนุกมากๆ เนือยมากๆ และเหนื่อยมากๆ บางวันเหมือนเป็นภาพที่เกิดจากการตั้งกล้องทิ้งไว้หนึ่งชั่วโมงแล้วปล่อยให้แอ็คชั่นมันไหลไปโดยไม่มีอะไรมากำกับ แต่กับตอนนั้น ใจเราเต้นแรงที่สุด รู้สึกกับมันที่สุด และอีกเดี๋ยว หนังเรื่องนี้ก็จะเข้าสู่ช่วงคลี่คลาย และจบลง เต็มไปด้วยข้อความขอบคุณมากมายใน End Credit

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . 


วันนี้นั่งเขียนเรื่องของวันนั้น เลยได้เปิดเสียงตัวเองฟัง ตัดเนื้อหาออกไปก็จะเจอว่า วันนั้นเราเสียน้ำตาไปเยอะเหมือนกัน 

แต่เป็นน้ำตาของความสุขนะ
:)

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .








2 comments:

  1. อ่านมาจนจบเลยครับ เขียนสนุกดีครับ

    ReplyDelete