Crying Out for Love in the Center of the World: แด่เธอ…ผู้ล่วงหน้าไปก่อน

9:30 PM NidNok Koppoets 0 Comments


คนเราจะ “ลืม” อะไรซักอย่างได้จริงหรือเปล่า? ...


ฉันนั่งทบทวน ครุ่นคิด หาคำตอบให้กับคำถามนี้ตลอดทั้ง ขณะ และหลัง ดูซีรีส์ Crying Out for Love in the Center of the World (世界の中心で、愛をさけぶ, Sekai no Chūshin de, Ai o Sakebu) หรือชื่อไทยที่ใครนะช่างตั้งว่า "อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก" 


โปสเตอร์เวอร์ชั่นภาพยนตร์

อันที่จริง ฉันเคยได้มีโอกาสดูหนังที่ชื่อเรื่องมีความยาวระดับมโหฬารเรื่องนี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว และเมื่อเวลาสองชั่วโมงกว่าของหนังจบลง ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะหยิบมันขึ้นมาดูซ้ำอีกแม้เพียงสักครึ่งรอบ ไม่มีคำอธิบายเหตุผลที่แน่ชัด แค่บอกกับตัวเองคร่าวๆ ว่า “พอแล้ว”

และเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ทิ้งตัวเองให้อยู่กับซีรีส์ความยาว 11 ตอนเรื่องเดียวกันนี้แบบ นัน-สต็อป ด้วยเหตุผลแรกเริ่มที่เลือกดูว่าอยากดูนางเอกของเรื่องนี้ "อายาเสะ ฮารุกะ" (綾瀬はるか)

 


ซีรี่ส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากเมื่อมันออกฉาย และยังแจ้งเกิด อายาเสะ ฮารุกะ (ที่รักยิ่งของผู้เขียน) ในฐานะนักแสดงนำหญิงที่มีความสามารถคนหนึ่งในวงการ (ที่แต่ก่อนคนจะมองว่าเธอมีดีที่ “แตงโม”ของเธอเท่านั้น) แถมเธอและ ทาคายูกิ ยามาดะ (
山田孝之) ก็ยังถูกวางตัวเอาไว้เป็นคู่ขวัญที่ลงตัวอีกคู่หนึ่งของวงการ และได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับทีมงานชุดเดิมใน Byakuyakou (ที่จะหาโอกาสเขียนถึงในภายหลัง)

เพราะสร้างจากนวนิยายขายดีที่มีชื่อแปลกประหลาด “Socrates in Love” ของ เคียวอิจิ คาตายามะ ทำให้โครงเรื่องหลักของทั้งหนัง และซีรี่ส์ไม่แตกต่างกันมากนัก แถมทั้งสองสื่อก็ใช้ความได้เปรียบในสรรพคุณ และข้อจำกัดของตัวเองมาเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด


ในรูปแบบหนัง ใช้การเล่าเรื่องแบบรวบรัด ขมวดความสัมพันธ์ของตัวละคร ให้เกี่ยวพันใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อง่ายต่อการเล่าเรื่องในความยาวจำกัดที่สองชั่วโมง แต่ก็มีเสน่ห์ตรงที่เลือกใช้สีโทนร้อนบอกความสดใสในฤดูร้อน และความแตกซ่านของเกรนในฟิล์มภาพยนตร์ โปรดักชั่นถูกออกแบบมาอย่างดี และที่สำคัญ คือสไตล์การเล่าเรื่องแบบทิ้งที่ว่างของ อิซาโอะ ยูกิซาดะ จึงทำให้ใครต่อใครหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก (นี่ยังไม่รวมความน่ารักน่าชังของ มาซามิ นากาซาวะ นะ)




ส่วนในเวอร์ชั่นซีรี่่ส์ เรื่องราวถูกอัดขยายและให้รายละเอียดกับสิ่งล้อมรอบ “ฮิโรเสะ อากิ” และ “ซากุจัง” สองตัวละครที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง ตัวละครอื่นๆ ถูกทำให้มีมิติ มีเหตุผลที่มาที่ไป แต่สุดท้ายก็จะถูกเชื่อมโยงเข้าหาจุดศูนย์กลางของเรื่องได้อย่างไม่ขัดเขิน และเพราะอิสระทางด้านเวลาที่มีเกือบสิบชั่วโมง ทำให้ซีรี่ส์ไม่ต้องเกรงใจที่จะพูดเยอะ บิ๊วหนัก และค่อยๆ ต่อเติมความเข้าใจให้กับผู้ชม

“ฮิโรเสะ อากิ” เป็นเด็กสาวประเภทที่ หยิบจับอะไรก็ดีไปเสียหมด (หรือพูดง่ายๆ ว่า “เพอร์เฟ็คต์”) เธอหน้าตาดี บ้านมีฐานะ เป็นหัวหน้าห้อง เป็นนักกีฬาวิ่งที่เก่งที่สุดในโรงเรียน ถูกเลือกให้เป็น “จูเลียต” ในการแสดงละครประจำปีของโรงเรียน แถมยังได้เป็นตัวแทนนักเรียน กล่าวคำอำลาในพิธีศพของอาจารย์ใหญ่

เป็นตัวละครประเภทที่ ถ้าตายไปคงเสียดายแย่…




อากิเป็นแฟนกับซากุทาโร่ หรือที่เธอเรียกเขาว่า “ซากุจัง” เขาไม่ได้ห่วยแตก แต่ก็ไม่ได้เพียบพร้อมเพอร์เฟ็คต์ราวหนุ่มคลีโอ ก็แค่เป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่ค่อนไปทางแย่ ซากุเป็นคนไม่หนักแน่น ไม่มีภาวะผู้นำ ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองยากเต็มที แต่จะมีอยู่อย่างที่ทำให้เราหลงรักเขาคนนี้ คือ

แววตาอบอุ่นที่มีให้คนที่เขารักอยู่เสมอ…


น่าเสียดายที่ช่วงเวลาความสุขระหว่าง อากิ และ ซากุจัง มีอยู่น้อยเกินไป อากิกำลังจะตายด้วยโรคลูคิเมีย โลกของอากิที่เคยสว่างสดใสและกว้างขวาง ต้องถูกครอบเอาไว้ด้วยม่านพลาสติกปลอดเชื้อ อากิต้องนอนรักษาตัวอยู่ในคอกนั้น สวมผ้าปิดปากปิดจมูก เส้นผมยาวสวยของเธอหลุดร่วงหาย เหลือเพียงศีรษะว่างเปล่าไร้เส้นผม

อากิค่อยๆ สูญเสียความสามารถในร่างกายเธอไปทีละน้อยๆ...



แต่ในห้วงเวลาแห่งความทรมานจากการค่อยๆ สูญเสียการมีชีวิต อากิกลับได้รับความรัก และความห่วงใยจำนวนมากจากผู้คนรอบข้าง พ่อและแม่ ครูและเพื่อนที่โรงเรียน และคนที่เธอเรียกหาเป็นคนสุดท้ายก่อนวาระแห่งความตายจะมาถึง…ซากุจัง

การจากไปของอากิเป็นเหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ “จม” ซากุจังเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ เขาใช้ชีวิตสิบเจ็ดปีต่อมาในแบบที่สองเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ได้พา “ใจ” ของเขาก้าวตามไปด้วย ความรู้สึกผิด…และความรักที่ยึดติด ทำให้ซากุจังไม่สามารถแม้แต่จะคลายมือที่กำเถ้ากระดูกของอากิออกเพื่อปลดปล่อยเธอที่ “อูรูลู” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวอะบอริจินส์เชื่อว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก (และเป็นที่มาของชื่อเรื่อง) ตามที่เธอได้ขอร้องเอาไว้ก่อนตาย

ขวดแก้วใบเล็กที่มีกระดูกของอากิอยู่ข้างใน เป็นเหมือนสิ่งของปลอบใจซากุจังในทุกวัน ว่าเธอคนนั้นยังไม่หายไปไหน เธอยังคงอยู่กับเขาในทุกเวลา ตราบใดที่เขานำพาขวดใบนั้นไปด้วย ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่า การไม่ลืม และไม่เริ่มใหม่ เป็นสิ่งแสดงความรักที่เขามีให้อากิ…


ฉันไม่เชื่อว่าการ “ลืม” จะมีอยู่จริงในโลก แต่การ “ไม่ลืม” ก็ไม่มีอยู่ในโลกเช่นกัน หากเราดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ไม่บิ๊วตัวเองมากจนเกินไป ก็จะพบว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตจะถูกทับถมกันไปตามลำดับเวลา สิ่งที่เกิดก่อนก็จะอยู่ข้างล่าง และถูกทับด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ก็เหมือนกองเสื้อตัวละยี่สิบบาทที่วังหลัง ถ้าอยากได้ตัวที่อยู่ลึกๆ ลงไป ก็ต้องคุ้ยมันขึ้นมา 

ลำบากเอาการ…แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

แต่ที่คนเราทุกข์ ที่ซากุทุกข์ ก็เพราะเราไม่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น เราฝืนดึงเอาเสื้อตัวข้างล่างขึ้นมาทับข้างบนอยู่ตลอดเวลา พอมันลงไปลึก ก็ต้องออกแรงดึงมันขึ้นมาใหม่ เพื่อมาโปะกองเสื้อใหม่ข้างบน…นอกจากจะเหนื่อย เสียแรง เสียเหงื่อ เสียเวลาแล้ว ยังทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นเสื้อตัวใหม่เปิดกระสอบจากโรงเกลือ ที่พ่อค้าเพิ่งเอามาลง

ที่อาจจะสวยกว่า ใหม่กว่าตัวเก่าตัวนั้นก็ได้...


เมื่อความตายคือการที่ใครซักคนได้หายไปจากโลกใบนี้ และยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง สวรรค์จึงเป็นสิ่งที่เรา,ผู้ที่ยังอยู่, สร้างมันขึ้นมาเพื่อปลอบใจ และใช้เป็นเป้าหมายให้กับตัวเอง ว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ไปที่นั่น ที่ที่มีคนที่เรารักรอเราอยู่

แต่ในความเป็นจริง สถานที่เดียวในจักรวาล ที่เราแน่ใจได้ว่าเวลายังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่แน่ๆ คือโลก คือที่ที่เรายืน เดิน วิ่ง นอน ถูกต่อยแล้วก็เจ็บ นั่นก็เพราะว่า เรายังมีชีวิต การทำตัวเป็นแรงเสียดทาน เป็นปลาที่ว่ายทวนน้ำ ขัดขืนไม่ยอมไหลไปตามทิศทางของเวลา นั่นยิ่งทำให้เราลำบาก อยู่อย่างเจ็บปวด และไม่อาจเรียกสิ่งนั้นได้ว่า “ชีวิตที่มีความสุข” 



ดังนั้น การที่ซากุจังกลับมาที่บ้าน เข้าไปรื้อตู้ และเปิดกล่องที่บรรจุสิ่งของแทนความทรงจำระหว่างเขาและอากิออกมาดูอย่างซื่อสัตย์ เพื่อสำรวจความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่เหมาะควรแก่เวลา เขาอยู่โดยปราศจากการตรวจสอบชีวิตมาเท่ากับเวลาที่อากิมีชีวิตอยู่บนโลก นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับรักแรกของเขา

ชีวิตต่อไปข้างหน้าของซากุ ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน กำลังจะเป็นไปตามธรรมชาติของการเคลื่อนที่ การรับรู้ถึงความต้องการของอากิ ที่บอกให้เขา “สู้ต่อไปนะ ซากุจัง” นั่นหมายความถึงการบอกให้เขาวิ่งต่อไป เพราะการไม่หยุดวิ่งคือเครื่องแสดงว่าเรายังไม่หยุดหายใจ

และไม่ว่าซากุจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร แบบไหน การ "ไม่จำ" ก็ไม่ได้ทำให้ความทรงจำเหล่านั้นจากหายไปไหน อย่างที่ใครๆ เรียกกันว่า "ลืม"