The Happynidd Project #0 บทฟุ้งเพ้อ

11:28 PM NidNok Koppoets 0 Comments



The Happynidd Project #0 
บทฟุ้งเพ้อ:  ถ้ามีไฟเราก็จะเขียนต่อไป แต่ถ้าไม่มันก็จะหยุดอยู่แค่นี้


มันเป็นแรงบันดาลใจมาจากหนังสือฝรั่งที่กำลังอ่านอยู่ ชื่อเรื่องว่า "The Happiness Project" เขียนโดยคุณฝรั่ง Gretchen Rubin ฉันไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องเก่าๆ ของเธอหรอก และยอมรับเลยว่าที่ซื้อเล่มนี้มาอ่านเพราะว่าชอบหน้าปก และชื่อหนังสือมันน่ารักดี พอพลิกไปดูราคา สองร้อยกว่าบาท เอ้ออออ...มันก็ไม่แพงเท่าไหร่นี่นะ แถมหนังสือก็ไม่ได้หนามาก ไม่น่าจะเกินความพยายามของเรา สุดท้ายก็ซื้อมา ใช้เวลาอ่านต่อหน้านานกว่าหนังสือภาษาไทยสามเท่า (เป็นอัตราความเร็วที่พัฒนาขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก หนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกๆ ที่อ่าน ช้ากว่านี้อีก x4) และ ณ วันนี้ที่เขียนบล็อกนี้ ก็ยังอ่านไม่จบหรอกนะ แต่คิดอะไรขึ้นมาบางอย่าง ไม่อยากเก็บไว้รอให้อ่านจบ (เพราะไม่แน่ใจว่าจะอ่านจบหรือเปล่า) มัวรีรอคงไม่ดี ก็เลยคิดว่า เริ่มมันซะเลยดีกว่า


หนังสือเล่มที่ว่า มันเป็นเรื่องของคุณเกรทเช่น ที่ชีวิตแกก็ดูจะมีความสุขดี เป็นนักเขียนที่หนังสือของแกเจริญรุ่งเรืองขายดียิ่งกว่าหมูทอดเจ๊จง มีสามีและลูก เป็นครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นดี แต่อยู่ดีๆ คนที่ดูน่าจะโอเคแล้วอย่างเธอ ก็มาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เอ๊ะ! นี่เรามีความสุขแล้วหรือยังนะ?

พอเธอคิดได้ดังนั้น ก็เลยตั้งต้นด้วยการตั้งคำถามอีกทีว่า "อะไรคือความสุข" เธอทำรีเสิร์ช อ่านหนังสือ ยกทฤษฎีงู้นงี้มาเพื่อตอบคำถามอย่างเต็มที่ สุดท้ายเธอก็ได้คำตอบประมาณว่า จริงๆ แล้วเธอก็มีความสุข แต่มันอาจจะยังไม่ใช่ความสุขในแบบที่มันควรจะเป็น นี่! มันอาร์ทมาก ทำให้คลุมเครือเพื่อความติสต์​จากนั้นเธอก็เลยตั้งปณิธานขึ้นมา ว่าในหนึ่งปีข้างหน้า เธอจะปรับปรุงชีวิตของเธอให้มีความสุขในแบบที่ควรจะเป็น -- ในแบบที่เธออยากจะให้เป็น

จากนั้นเธอก็ตั้ง Twelve Commandments เป็นสิ่งนำทางที่จะทำให้เธอพิชิตเป้าหมายความสุขของเธอได้ โดยในหนังสือ เธอจะก็เล่าเป็นเดือนๆ เดือนละหัวข้อสิ่งที่เธอเริ่มปรับปรุงเพื่อมุ่งสู่ "ความสุขที่ควรจะเป็น" เช่น เรื่องงาน, ความรัก, ครอบครัว, เพื่อน ฯลฯ แต่ละเดือนเธอก็จะยกพฤติกรรมบางอย่างที่เธออยากเปลี่ยน เพราะเชื่อว่า ถ้าเปลี่ยนมันได้ ก็จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นกว่านี้

มีประโยคนึงที่เป็นเหมือนช็อท Enlightenment ของคุณเกรทเช่น เธอบอกว่า "To be happy, you need to consider feeling good, feeling bad, and feeling right, in an atmosphere of growth." ฉันอ่านประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมามากกว่าห้ารอบ พยายามแปลเป็นภาษาไทยแล้วเขียน คิดคำที่เหมาะสมไม่ออก แต่รู้สึกว่าเราเข้าใจประโยคนี้ แล้วก็มานั่งคิดว่า ไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันจะพาเราไปเจอความสุขที่แท้จริงได้มั้ยนะ

โดยทั่วไป คนเราจะมีความสุขก็เมื่อเราได้อยู่ในที่ชอบที่ชอบ แต่ในความเป็นจริงเราไม่อาจจะอยู่แต่ในที่ที่เราชอบได้ มันจะต้องมีบ้างแหละที่เราจะเจอกับที่ที่เราอึดอัด ทุกข์ใจ หรือที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า "เฮ้ย นี่มันไม่ใช่" แล้วถ้าชีวิตเราต้องเจอกับที่แบบนั้นมากกว่าที่ชอบที่ชอบล่ะ?​ ถ้าเราเลือกไม่ได้ล่ะ? งั้นก็แปลว่า เราจะไม่มีความสุขน่ะสิ

นั่นแหละที่ทำให้ฉันชอบประโยคเด็ดของคุณเกรทเช่นขึ้นมาเลย เพราะมันไม่ได้เพ้อฝันฟีลกู้ดอะไรมากมาย มันคือแนวคิดที่ให้เราเข้าใจสถานะและความรู้สึกของเราในขณะนั้นๆ แล้วมีความสุขกับมัน หรือจริงๆ แล้วสุดท้ายมันก็คือว่า เราจะรับมือกับชีวิตของเรายังไง ให้มันถูกต้อง และอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

ทีนี้ก็กลับมาที่ตัวฉันเอง ที่เอาเข้าจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตฉันมีความสุขอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ยากลำบากลำบน ร้อนรนกระสับกระส่าย แต่เออ...สรุปแล้วฉันเองก็ยังสรุปไม่ได้เลยว่านี่เรากำลังมีความสุขอยู่รึเปล่า เราโอเคกับชีวิตเราหรือเปล่า บางวัน ไม่สิ บางนาทีเราก็โอเคกับชีวิต และนาทีถัดมา พอมีเรื่องกระทบใจ เราก็จะเริ่มไม่โอเคกับมัน แล้วอีกซักพัก เราก็จะลืมความไม่โอเคนั้น แล้วก็กลับเข้าสู่โหมดแห่งความพึงพอใจนั้นใหม่

ดังนั้น ความแย่ของฉันก็คือ ฉันยังไม่รู้เลยว่าฉันมีความสุขหรือเปล่า แล้วถ้ามีความสุข ความสุขของฉันมันมาถูกทางมั้ย?

เล่ามายืดยาวก็เพื่อตรงนี้แหละ มันถึงเวลาที่ฉันจะต้องสำรวจตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ซักที บางอย่างที่เราคิดหรือเชื่อมันก็อาจจะไม่ได้แย่เกินไป แต่บางอย่างก็อาจจะต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงเพราะมันอาจจะเทิร์นกลับเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่า ตอนนี้ยังคิดฟุ้งๆ อยู่ในหัว ขอเวลาในการจัดระเบียบความคิดซักวันสองวัน แล้วโปรเจ็คต์นี้ของฉันมันน่าจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

แล้วเราจะมามีความสุขไปด้วยกันนะ วัยรุ่น!