วงกฎ: ไม่ใช่ทางออก หรือไม่มีทางออก

3:36 PM NidNok Koppoets 0 Comments

วงกฎ, 2012 (A) 


ปกติจะไปดูละครนิเทศเหมือนเป็นธรรมเนียมเป็นหน้าที่ ยิ่งช่วงสมัยเรียนที่เราต้องทำละคร ยิ่งต้องไปดู ช่วหลังๆ มานี้ไปดูทุกปี (ยกเว้นปีที่แล้ว) แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่เราสนใจกับเนื้อหาละครที่ประชาสัมพันธ์ออกมา ดูแปลกตาแตกต่างจากละครนิเทศทุกๆ ปี ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจเพิ่มเติมให้ซื้อตั๋วไปดู และเมื่อดูจบก็ไม่รู้สึกว่าผิดหวังแต่อย่างใด

วงกฎเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแบบสมมติ (ที่ผู้สร้างออกตัวเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเล่นเลยว่าไม่ได้มีความตั้งใจจะไปพาดพิงหรือหมายถึงสิ่งใดเป็นพิเศษ นี่คือเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น) ณ เมืองวฤตต์ ประเทศที่ผู้สร้างใบ้ให้เราพอนึกภาพออกว่ามันคงจะเป็นหมู่เกาะอยู่แถวๆ เอเชียใต้ใกล้กับมัลดีฟส์ ประเทศที่ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ (หรือที่เรียกกันว่าคิง) ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ประชาชนอกอยากปากแห้ง และกำลังถูกไล่ที่เพื่อก่อสร้างอะไรซักอย่าง ทำให้ประชาชนไม่พอใจในผู้ปครอง และเริ่มออกมาเรียกร้องให้ผู้ปกครองเห็นใจและช่วยเหลือพวกตนบ้าง

ขนานกับเหตุการณ์ข้างบน "ธรรศ" ผู้บัญชาการทหารของวฤตต์ ร่วมกันกับ "พฤกษ์" วางแผนอย่างลับๆ ที่จะทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะเขามองเห็นข้อบกพร่องหลายอย่างในการบริหารบ้านเมืองของคิง หากแผนดังกล่าวสดใสเป็นจริงขึ้นมาได้ คิง ควีน และเหล่ารัชทายาทก็จะต้องคืนอำนาจ และลดลงมาเป็นสามัญชนคนธรรมดาทั่วไป และบ้านเมืองก็จะก้าวสู่การปกครองแบบใหม่โดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ 

แต่แผนของธรรศไม่เป็นไปดังหวัง ด้วยอะไรก็ตามแต่ ในวันที่เขากำลังจะลงมือเปลี่ยนการปกครอง เขากลับถูกกล่าวหาจาก "ญาดา" องค์รัชทายาทและคนรักของเขา ทำให้เขาต้องโทษจำคุกในข้อหา "ล่วงเกินองค์รัชทายาท" ชีวิตบทถัดไปของทรรศจึงไปเกิดขึ้นในคุก ซึ่งที่นั่น เขาได้เจอกับอาทิตย์ อดีตผู้นำฝ่ายบริหาร ที่ถูกเขาจับเข้าคุกด้วยข้อหากบฏ ทั้งสองได้พบความจริงบางอย่าง และร่วมมือกันที่จะทำการใหญ่ ล้มอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อเมืองวฤตต์อีกครั้ง

ในขณะที่นอกคุก ทุกฝั่งอำนาจต่างก็กำลังพยายามทำทุกอย่างที่จะรักษาอำนาจ หรือขึ้นไปสู่อำนาจให้ได้ ทางวัง ที่แม้คิงจิรัสย์วรทัตจะกำลังล้มป่วยด้วยอาการประหลาดที่ไม่หายขาดซักที แต่องค์ญาดารัชทายาทผู้เป็นลูกรักของพ่อ ก็ได้ลองใช้วิธีการ "แจกเงิน" เพื่อช่วยเหลือประชาชนแบบเฉพาะหน้าไปก่อน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ประชาชนลดความเคืองแข้นต่อผู้ปกครองลงมาแล้ว และอีกด้าน พฤกษ์ ก็ยังคงดำเนินการสานต่อความตั้งใจที่จะปฏิวัติล้มราชบัลลังก์ ด้วยเพราะเขาคิดว่า "ประเทศชาติรอไม่ได้แล้ว" 

ความซับซ้อนเกี่ยวพันกันของขั้วอำนาจ กับชื่อละคร "วงกฎ" เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดี ต้องชมการตั้งชื่อละครปีนี้เลยแหละที่เราเชื่อว่าคงคิดมาเยอะ คำว่า "วงกต" "วง" กฎ" มันวนเวียนเป็นวงกลม และให้ความรู้สึกที่มีความหมายทุกครั้งที่ได้อ่านหรือเห็น และมันก็ขมวดรวมละครทั้งเรื่องเอาไว้ได้ในคำเดียว รวมไปจนถึงฉากจบ ที่ถ้าเราย้อนกลับมานึกว่า อ๋อ นี่เรากำลังดูละครเรื่อง "วงกฎ" เราก็จะไม่แปลกใจในตอนจบที่เราได้ดูเลย 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบเห็นละครนักศึกษา/นิสิต ที่ให้ประเด็นบางอย่างที่ชวนให้คนดูกลับมาคิดทบทวนและมองออกไปในสังคมที่เราอยู่ อย่างตอนที่เราทำเอง เราก็ทำก็เขียนด้วยความคิดแบบนั้น (แม้ว่ามันจะออกมาแบบอ่อนและเบาบางมากก็ตาม) ดังนั้น กับ "วงกฎ" เลยต้องถือว่าแหวกขนบละครนิเทศเท่าที่ฉันเคยเห็นเคยดูมา ละครปีนี้กล้าที่จะเอาเรื่องหนักอย่างเรื่องการเมือง การปกครอบ ระบอบ และอำนาจ ขึ้นมาเล่าโดยยังรักษาจุดแข็งของความเป็นละครนิเทศคือฉากมิวสิคัล และความโรมานซ์เอาไว้ได้ และอีกอย่างที่ดีคือ ละครไม่ได้จะชี้นำหรือเข้าข้างสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษ ไม่ได้พยายามจะโน้มน้าวคนดูให้เข้าข้างใคร ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากและเรามองเห็นเหตุผลในทุกการเลือกตัดสินใจของพวกเขา คือเอาง่ายๆ ว่าไม่ได้มีใครดีสุดขั้วชั่วสุดขีด ทุกคนมีเหตุผลของตน และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนดูจะตัดสินเอาเองว่า เราควรเลือกที่จะเข้าข้างและสร้างทางออกให้กับเรื่องในแบบของตัวเองอย่างไร 

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เราชอบมากก็คือเพลงประกอบทั้งหมดที่เพราะเลอค่ามาก ดนตรีมีความหลากหลายแต่ก็ยังเข้ากับเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่อง และพออยู่ในฉากมิวสิคัลแล้วมันดูมืออาชีพมาก และอีกอย่างคือคอสตูมทั้งหมดทั้งมวล โดยเฉพาะของฝ่ายหญิงที่ดีงามมาก อยากจะติดต่อขอซื้อกระโปรงของอองซอมหญิงที่เล่นเป็นนางกำนัล

เรื่องมุขตลกปีนี้ก็ไม่ได้แพรวพราวมากเท่าไหร่  อาจด้วยเพราะแนวเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจริงจัง แต่ผู้สร้างแกก็ยังมีแก่ใจปั้นตัวละคร "สมควร" มากะเอาฮาและเบรคอารมณ์ผู้ชมไม่ให้ขมเกินไป แล้วก็ยังมีนักโทษสาวสองคนที่ผู้ชมจะชอบเป็นพิเศษ เราไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าจะเต้นอะไรขนาดนั้น (คือมันดูหลุดจากฉากนั้นไปเลย) แต่เราชอบในแง่ที่มันก็เป็นความสมจริงอย่างหนึ่งของฉากในคุกชาย ที่แน่นอนว่ามันคงไม่ได้มีแต่ผู้ชายอย่างเดียวหรอก เป็นอีกเรื่องที่ถ้าเอามาเป็นอีกประเด็นหนักได้เลยนะ เช่นเดียวกันกับการสร้างตัวละครผู้หญิงทุกคนในเรื่องนี้ให้มีบางอย่างที่ค่อนข้างจะก้าวหน้า และมีบทบาทมากในเรื่อง ซึ่งฉันว่าผู้สร้างน่าจะตั้งใจ

จะมีติดอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องเสียง ที่มันยิ่งเป็นปัญหามากกับวงกฎเพราะว่าละครดำเนินเรื่องด้วยไดอาล็อกเสียเป็นส่วนใหญ่ (ฉากมิวสิคัล โชว์พลังอองซอมมีน้อยมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ) ดังนั้น ในหลายฉากโดยเฉพาะฉากสำคัญ ผู้ชมมีโอกาสที่จะตามเรื่องไม่ทัน หรือไม่เข้าใจความคิดของตัวละครนั้นไปเลย (คุณพี่ที่นั่งข้างๆ ฉันต้องหันไปถามลูกสาวข้างๆ บ่อยมากว่าเมื่อกี๊เค้าพูดอะไรนะ เอาจริงๆ บางฉากฉันก็ฟังไม่รู้เรื่อง) บวกกับ Blocking ในบางฉากที่ไม่ช่วยให้เสียงมันออก, ไมค์ดันไปรับเสียงของตัวละครที่ไม่ใช่ตัวสำคัญในฉากนั้นมากกว่า เช่นฉากที่คิงแกครางๆ ร้องไห้อยู่บนเตียง กลายเป็นเสียง Ambience ที่คนดูมองหาว่ามันคือเสียงอะไร เพราะมันดังและเด่นมาก ฉันเดาเอาว่า ถ้าแก้ Blocking และนักแสดงโปรเจ็คต์เสียงออกมามากกว่านี้ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง (แต่ก็เห็นใจนะเพราะว่าโรงละครใหญ่มาก ถ้าเทียบกับหอเล็ก ของละคอนวารสารฯ เราแล้วมันเล็กกว่ากันเยอะเลย) 

ส่วนรอบที่เราดู (รอบ 6) มีคิวลั่น, ผิดคิว เอฟเฟ็คต์พลาดเยอะมากจนสามารถเปลี่ยนฉากเคร่งเครียดให้ตลกได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่จนใจ เชื่อว่าพยายามกันเต็มที่แล้วแต่หน้างานอะไรมันก็เกิดขึ้นได้จริงๆ แต่ก็ชื่นชมที่แก้ไขสถานการณ์กันได้ดี โดยเฉพาะไหวพริบและแอ็คติ้งของน้องที่เล่นเป็น "เรือนอำไพ" นั้นช่วยละครเอาไว้ได้เยอะ 

รู้สึกโอเคมากกับละครนิเทศปีนี้ ชื่นชอบ ชื่นชม เป็นกำลังใจให้ และปรบมือให้ดังๆ เลย


ปล. ส่วนเจ้า "ธรรศ" พระเอกของเรื่อง เธอเปล่งประกายมากจริงๆ ภูมิใจในตัวเธอ แต่ถ้ากล้ามเธอจะล่ำกว่านี้อีกหน่อยคงจะดูเป็นทหารหาญมากกว่านี้นะ :P