JP14 EP.14: Tomodachi - เพื่อน

7:35 PM NidNok Koppoets 0 Comments

14.
友達
TOMODACHI เพื่อน





การเดินทางทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่...

บ่ายแก่ๆ วันนั้นเราลากขาเป๋ของตัวเองกลับมาที่สถานี Sannomiya อันถือเป็นศูนย์กลางแห่งการคมนาคมทั้งปวงในเมืองโกเบ จากนั้นก็เดินไกลไปให้ถึงที่ Harborland ซึ่งต้องถือว่าแม่งไกลสัส ตอนขาปกติก็คงจะพอเดินไหว แต่นี่ขาพังไปแล้วข้างนึง แต่ละก้าวนี่โคตรมีความหมายเลย

ที่เคยวางแผนไว้ โกเบในแพลนเที่ยวเรามันจะไม่แมสขนาดนี้ แต่เพราะอาการปวดจึงต้องล้มเลิกทุกอย่าง ยอมแพ้ และมุ่งหน้าสู่แลนด์มาร์คประจำเมืองที่ใครๆ ก็ต้องมา เริ่มที่ Meriken Park ก่อนแล้วค่อยข้ามฝั่งไป Harborland จากนั้นก็ลุยต่อไป Kobe's Anpanman Children's Museum & Mall ซึ่งเมื่อถึงตรงนั้นแล้วคือเหมือนเนิร์สเซอรีแตก เป็นแหล่งรวมวัยกลัดมันฟันน้ำนมวิ่งกันอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งพอตอนที่มาสคอตคุณลุงแยม (Jam Ojisan) แกออกมาโชว์ตัว ไอ้ตัวจิ๋วไม่รู้ว่าออกมาจากแหล่งที่มาไหน มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายตรงลานกิจกรรม แล้วก็เต้น ก็กรี๊ด ก็จับไม้จับมือลุงแยมกันอย่างเสียสติ ผู้ปกครองก็ถ่ายรูปบุตรหลานกันอย่างเสียสติ ดิชั้นก็ยืนเสียสติอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน นี่ก็ว่ารักเด็กแล้วนะ แต่โห มากันเป็นหมู่เหล่าแบบนี้อันตรายต่ออารมณ์มาก รู้สึกอยากจะเอาดอกเข็มไปกราบเท้าคุณครูอนุบาล ครูแกยู่ท่ามกลางเด็กจำนวนมากแบบนี้ได้อย่างไรกัน

พวกของขายในช้อปอันปังแมนนั้นน่ารักไปหมดทุกสิ่งอย่าง แต่ราคาก็แพงใช่เล่น ไม่มีปัญญาซื้ออะไรติดมือกลับมาเลย (แน่สิ เมื่อเช้ามึงเสียค่าหมอไปไง) แต่คุณพ่อคุณแม่ชาวญี่ปุ่นนี่ซื้อกันแบบเหมือนเวลาเราซื้อพวกคิตตี้ปลอมตามตลาดนัดให้ลูกเราอย่างนั้นเลยอ่ะ คือผลิตภัณฑ์พวกนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อให้คุณหนูๆ เอาไปใช้ที่โรงเรียน หรือเอาไว้เล่นที่บ้านอย่างนั้นเลย มันคงธรรมดามากสำหรับเขา แต่แพงมากสำหรับเราจริงๆ

อย่างไรก็ดี บรรดาคุณพ่อที่อันปังแมนมอลล์นั้น หน้าตาดีแทบทุกคน เป็นเรื่องน่ายินดี แต่พอคิดอีกที อ้าว มีเมียมีลูกกันหมดแล้วนี่หว่า บายยยยยย.

เนื่องจากต้องการเซฟข้อเท้า (ที่ผ่านมานี่มึงเซฟมาก) เลยกะว่าจะไม่เดินแล้ว หารถเมล์กลับไปที่ Sannomiya แล้วกลับบ้านเราที่โอซากาเลยดีกว่า เลยเดินแบบไร้จุดหมายถามทางคนเขาไปทั่วเหมือนที่ทำมาตลอด จนเจอป้ายรถเมล์นึง ไอ้เราก็ไม่ชัวร์เท่าไหร่ว่ามันป้ายนี้รึเปล่า เดี๋ยวจะเหวอซ้ำรอยเหมือนตอนที่อยู่เกียวโตที่รอผิดป้ายไปชั่วโมงนึง เลยหาคนแถวนั้นถามซะหน่อย

เป้าหมายเป็นคุณลุงใส่แว่นท่านนึงท่าทางภูมิฐานแต่งตัวดีเชียว เลยเข้าไปสุมิมาเซน อ้าวปรากฏว่าลุงแกไม่แน่ใจ แกเลยบอกว่า หนูๆ รอแป๊บนึง แล้วก็หันไปเรียกเพื่อนแกอีกสองคนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ห่างออกไปหน่อย

หลังจากนั้น ธนบุรีคาเฟ่ก็เปิด...

ตัวละครในเรื่องนี้มีสามคน คนแรกคือลุงที่เราบอกว่าแกภูมิฐาน อีกคนเป็นลุงแจ็คเก็ตสีส้ม และคนสุดท้ายแกใส่สูททรงลุงหลวมโพรก ลุงสูทใหญ่แกก็เดินมาเลย จะไปสถานีรถไฟใช่มั้ย มาๆๆ เดี๋ยวดูให้ ว่าแล้วแกก็จัดแจงดึงแว่นที่ใส่ขึ้นไปทัดผม แล้วยื่นหน้าเข้าไปจนจะแนบกับป้ายบอกทางตรงเสา ตอนนั้นสงสัยแล้วว่า นี่แกสายตาสั้นขนาดนั้น หรือลุงมุขวะเนี่ย แล้วก็หลุดขำออกมา

พอแกเห็นเราขำ เอ้ายื่นหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมอีก ทีนี้ลุงเสื้อส้มเริ่มทำงาน แกก็ยื่นแผนที่ขึ้นมาแล้วบอกลุงสูทใหญ่ว่า เฮ้ยๆๆ ดูนี่ก็ได้ นั่นไง มึงมีชงมีตบกันด้วย มืออาชีพชัดๆ

พอมุขนั้นผ่านไป แกก็หันมาบอกว่า หนู ป้ายนี้เนี่ยมันไปได้ แต่ไม่ถึงสถานีรถไฟนะ หนูจะต้องลงที่ "นันกิงมาจิ" (Nankinmachi - China Town)) ดูปากลุงนะ นันกิงมาจิ นะ จำไว้นะ นันกิงมาจิ นันกิง... พอแล้วลุง เข้าใจแล้ว คือคุณภาพมุขแกนี่ขนาดเล่นเป็นภาษาญี่ปุ่นยังฮาขี้แตกข้ามประเทศได้เลย อีลุงเสื้อส้มก็หัวเราะชอบใจอยู่ข้างๆ ส่วนลุงแว่นขรึมคนแรกแกมาดดีสุด ยังรักษาฟอร์มได้

พอหมดช่วงตลก เคยคุยกับลุงขรึมรอรถเมล์ (อีกสองคนไปสูบบุหรี่แล้ว) ลุงขรึมแกคุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนเราจะฝึกภาษาญี่ปุ่นด้วยการตอบเป็นญี่ปุ่นกลับไปแบบมั่วๆ คุยกันแบบสองภาษาอย่างงี้เลย ลุงงขรึมเป็นนักธุรกิจ จริงๆ ก็เป็นทั้งสามคนนี่แหละ สามลุงมาจากฮอกไกโด หนีหนาวมาเที่ยวแถบคันไซ พอแกถามเราว่ามาจากไหน เราบอกเมืองไทย แกบอกว่าแกมาเมืองไทยทุกปี มาตีกอล์ฟที่พัทยา (และน่าจะตีอย่างอื่นด้วย) แกถามว่ามีทะเลที่ไหนแนะนำอีกมั้ย เราเลยบอกว่าเราชอบภูเก็ต เราก็ไปภูเก็ตทุกปีเหมือนกัน

คุยกับลุงนานมาก ถามกันตั้งแต่คืนนี้นอนที่ไหน จะไปเที่ยวที่ไหนต่อ กลับบ้านเมื่อไหร่ แล้วเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไหน อ้าวหนูแต่งงานแล้วเหรอ ทำไมสามีไม่มาด้วย คุยกันยาวจนรถเมล์มา ก็ขึ้นไปยืนโหนอยู่กับลุงนี่แหละ พวกลุงแกก็ให้ทายอายุ เราทายว่าห้าสิบ แกบอกผิด เห็นอย่างนี้จะเจ็ดสิบกันแล้วนะ โห หน้าโคตรเด็กเลยลุง

ลุงสูทใหญ่ถามพนักงานประจำรถซุบซิบๆ แล้วหันมาบอกเราว่า เออ ตกลงรถคันนี้มันจอดที่สถานีรถไฟนะหนู นันกิงมาจินี่ไม่ต้องลงแล้ว แต่พวกลุงจะลงป้ายนั้น ก่อนลงคุณลุงตัวฮาหันมาบอกว่า "แฮฟ อะ ไนซ์ ทริป" แล้วยื่นมือมาให้เราจับ ยิ้มฟันหลอมาเลย ลุงอีกคนบอกเดินทางดีๆ นะ อีกคนบอก กู้ด ลัค เราจับมือลุงสามคนแล้วบอกซาโยนาระแกไปแบบอิ่มๆ ใจนิดนึง

รู้สึกว่ามีเพื่อนต่างวัยเพิ่มมาอีกสามคน


กลับมาถึงโอซากา วันนี้เรามีนัดกับปุ๊กกี้ทานอาหารเย็นด้วยกัน เพราะตั้งแต่มายังไม่ได้กินข้าวด้วยกันเลยซักมื้อ นัดเจอที่ย่าน Umeda แล้วเดินเลือกร้านไปด้วยกัน ลงเอยที่ร้าน Botejyu เชนโอโคโนมิยากิที่มีสาขาที่สิงคโปร์ด้วย ได้ที่นั่งหน้าบาร์ ว่าแล้วก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มมารับทานกันตามสไตล์สาวไซส์ใหญ่ ไม่มีคำว่าพอ 

เรากับปุ๊กกี้เรียนที่เดียวกันมาตลอดตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลาย อยู่ห้องเดียวกันบ้าง คนละห้องบ้างแล้วแต่ดวง พอเข้ามหาลัย ก็เรียนที่เดียวกันแต่คนละคณะ มีช่วงนึงที่บ้านเราอยู่ใกล้บ้านปุ๊กกี้มากโดยสามารถเจอกันได้ตามตลาดนัด 

ปุ๊กกี้มีพระคุณในด้านการช่วยเหลือด้านที่พักแก่เรา อย่างน้อยครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกเกิดเมื่อตอน ม.3 เป็นการไปเที่ยวทะเลครั้งแรกของกลุ่มเด็กสาวหญิงล้วนที่นมขึ้นและเริ่มก๋ากั่น แต่ผู้ปกครองยังไม่ค่อยวางใจ มันจึงเป็นการไปเที่ยวหัวหินกับกลุ่มเพื่อนแบบที่ บ้านพักแม่ปุ๊กกี้เป็นคนจัดหาให้ นั่งรถตู้ไปโดยให้ตำรวจลูกน้องพ่อเพื่อนอีกคนขับ ไปทะเลแต่ไม่ได้เล่นทะเล เล่นละครอยู่ในห้องแอร์แทน นั่นคือการไปเที่ยวกับเพื่อนครั้งแรกของเรา 

ปุ๊กกี้มาทำงานที่ญี่ปุ่นได้หลายเดือนแล้ว ก่อนจะมาที่นี่ ออฟฟิศปุ๊กกี้ก็อยู่ห่างจากเราไปเพียงข้ามถนน เป็นบริษัทคู่แข่งกันจะว่างั้นก็ได้ ปุ๊กกี้ทำงานเก่ง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ เลยได้มาอยู่ญี่ปุ่น กลายเป็นเป้าให้เรามาขออาศัย ตอนแรกก็เกรงใจเหมือนกัน แต่พอนางเซย์เยส ความเกรงใจก็หดหายทันที 

เรากับปุ๊กกี้อาจจะไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยไกลจากความระลึกนึกถึง วันนั้นที่หน้าเตาเทปปันยากิ เราได้คุยกันหลายเรื่อง อัพเดตหลายปีที่ผ่านมาให้ย่นย่อในเวลาไม่ถึงชั่วโมง พูดถึงเรื่องเก่าบ้าง เรื่องใหม่บ้าง เรื่องเมื่อวานบ้าง เรื่องของวันพรุ่งนี้บ้าง แม้จะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เราก็ยังสบายใจที่จะแชร์บางเรื่องให้ฟัง เพื่อนคงเป็นคนที่เราสามารถพูดด้วยโดยเป็นตัวของตัวเองได้ วันนั้นเราคิดอย่างนั้น 

ออกจากร้านมาแบบอิ่มแปล้ เดินคุยกันมาตลอดทาง ภารกิจของเราเมื่อกลับถึงบ้านคืนนี้คือจะต้องแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านแล้ว เพราะพรุ่งนี้เช้าจะเอากระเป๋าออกมาเลย ไม่ได้แวะกลับมาที่ห้องปุ๊กกี้อีก การเก็บกระเป๋ากลับบ้านยากเสมอ ยากแรกคือยากที่เราต้องยัดทุกสิ่งที่ซื้อมาโดยคิดว่ากระเป๋าเราใหญ่เท่าบ้าน แต่จริงๆ แล้วมันก็แค่กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้วธรรมดาใบนึง ส่วนยากที่สองคือยากที่จะคิดว่าเราเดินทางมาจนถึงวันสุดท้ายแล้ว 

คิดถึงแก๊งค์ลุงวูลฟ์แพ็คที่โกเบเมื่อเย็น ลุงมาเที่ยวกับเพื่อนแกคงสนุกน่าดู ระหว่างทางแกคงได้คุยกับใครต่อใครเหมือนที่บังเอิญได้คุยกับเรา ได้เป็นเพื่อนกันสิบห้านาที แล้วก็แยกย้ายกันไป คิดถึงปุ๊กกี้ที่อยู่ดีๆ ก็ต้องรับแขกเป็นเพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันนาน แต่ก็ยังมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ เราคิดเสมอว่าเราโชคดีที่มีเพื่อนดี 

การเดินทางทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ 
และการเดินทางก็ทำให้เราได้เจอ...เพื่อนเก่า : ) 






0 comments: