Our little Sister: โชคดีที่ไม่เดียวดาย

8:40 PM NidNok Koppoets 0 Comments

海街diary (Umimachi Diary , Our Little Sister) 
(2015, Hirokazu Koreeda, A) 



เรารอคอยจะดู Umimachi Diary (ชื่อฝรั่งว่า Our Little Sister) มาเป็นปี ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยภาพนิ่งออกมาก็ใจเต้นแล้ว หนึ่งคือเพราะในนั้นมี Ayase Haruka อยู่ (ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณแล้วว่ารักผู้หญิงคนนี้มากขนาดไหน) สองคือมีมาซามิ นากาซาวะ อยู่ในเฟรมเดียวกับอายาเสะ สามคือเป็นหนังของโคเระเอดะ ที่ก็ยังคงเล่าเรื่องครอบครัว และเด็กกับบาดแผลในชีวิตที่พวกเขาต้องเติบโตไปกับมัน พ่อที่ไม่ได้เรื่อง แม่ที่ใช้ไม่ได้ คนรอบข้างที่พึ่งพาไม่ได้ เด็กในหนังของโคเรเอดะมักจะต้องพบกับผู้ใหญ่แบบนั้น แล้วเขาก็ปล่อยให้เราเฝ้าดูว่า เด็กๆ จะจัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ายังไง 

ลูกสาวสามคนของครอบครัวโคดะก็โตมาแบบดูแลกันเองอย่างนั้น จนวันนึงที่พ่อเสีย ก็ได้รับน้องสาวต่างแม่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่อีกคน น้องสาวที่มาพร้อมบาดแผลใหม่ เรื่องเล่าใหม่ เป็นโจทย์ให้ครอบครัวต้องปรับสมดุลกัน ทำความเข้าใจกันอีกครั้ง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป 

จะว่าไป พี่น้องโคดะก็คือพี่น้องฟุคุชิมะ ใน Nobody knows (2004) ที่โชคดีกว่า ซาจิคืออากิระ ที่ต้องแบกรับภาระใหญ่ในวัยที่ไม่ควร แต่พวกเธอโชคดีอยู่มาก ที่ยังพอมีหลักให้ยึด จนไม่ต้องมีตอนจบที่น่าเศร้าแบบที่อีกครอบครัวนึงได้เจอ

ได้อ่านมังงะจนหมด ตอนอ่านก็เสียน้ำตาไปเยอะ และก็คิดอยู่ว่าพอเป็นหนังมันจะออกมาเป็นยังไง ในเมื่อประเด็นมันยุบยับ และมีเหตุการณ์หลายอย่างที่น่าเล่า ซึ่งหนังตัดสิ่งเบี้ยบ้ายรายทางออกไปหลายอย่าง และยึดมั่นกับความเป็นพี่น้อง ความเป็นครอบครัวของสี่ตัวละครหลัก โดยมีส่วนเสริมคือความละเมียดละไมของอาหาร และบรรยากาศเมืองทะเลอย่างคามาคุระ

ตอนไปญี่ปุ่นรอบล่าสุดเราไปคามาคุระก็เพื่อเซอร์เวย์ก่อนดูหนังเรื่องนี้แหละ แวะไปเยี่ยมสถานี Gukurakuji เพราะบ้านโคดะอยู่ตรงสถานีนี้ ไปเดินริมทะเล และไปเอโนะชิมะ ทะเลที่คามาคุระคลื่นลมแรงแต่ก็สงบจนเราไปนอนหลับตรงนั้นได้ เมืองตรงริมชายฝั่งเจริญและพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษา แต่พอลึกเข้าไปหน่อยก็เงียบสงบ เหมือนอย่างบ้านโคดะที่เห็นในหนัง เราเลยไม่เชิงว่าชอบเมืองที่เท่าไหร่ เพราะติดที่คนเยอะ แต่ไอ้ความกึ่งเก่ากึ่งใหม่ กึ่งเจริญกึ่งสงบ และชายทะเลที่มีคนไปใช้มันหย่อนใจในตอนเย็นนั้นทำให้เราลืมเมืองนี้ไม่ได้ 

อย่างไม่ลำเอียงเลยนะ อายาเสะเป็นโคดะ ซาจิ ที่มีชีวิตชีวากว่าที่คิดว่าตัวละครนี้จะเป็นได้ (เขียนแบบมึงอวยเว่อร์ ฮ่าๆ) ซัจจังในหนังทำให้เราเห็นเด็กผู้หญิงอายุ 15 ที่โตมาโดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลน้องๆ ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นภาระของเธอด้วยซ้ำ อายาเสะเล่นให้เราเห็นมุมนั้นได้

คือซาจิจะไม่ทำให้ดีก็ได้นะ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ เป็นแค่พี่สาวทำให้มึงแค่นี้ก็บุญแล้ว แต่สิ่งที่ซาจิแบกไว้และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบมันใหญ่กว่านั้น หนักกว่านั้น ซึ่งมันก็ออกมาโดยสิ่งที่เธอทำนั่นแหละ อาหารก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าเธอจริงจังกับมันแค่ไหน และที่ผ่านมาเธอเจ็บปวดยังไง ซึ่งมันก็จะโยงไปจบที่ซึสึอีกที (เห็นมั้ย บอกแล้วว่าอายาเสะทำได้ดี /มึงอวยอีกแล้วววว)

ได้ฟังอายาเสะสัมภาษณ์ตอนไปเมืองคานส์ เธอบอกว่า ทีแรกเธอเล่นจนโคเรเอดะต้องมาเตือนว่า มึงเป็นซาจิที่ดุเกินไปแล้ว เธอเลยลดดีกรีความเข้มงวดตรงนั้นลงมา จนเป็นซาจิที่จู้จี้เป็นมนุษย์ป้า ดุ เหวี่ยง แต่ก็อ่อนโยนเสมอ

ความรู้สึกสุดท้ายเมื่อหนังจบคือ เราอยากให้ซาจิกอดเราซักครั้ง นั่นคงเป็นอ้อมกอดของพี่สาวที่อบอุ่นมากๆ 

แต่ที่โคตรดีคือน้องซึสึ น้องไปมีบาดแผลชีวิตมาจากไหนถึงเล่นได้แบบนี้ ซึสึที่ไม่ร้องไห้แต่ดูยังไงก็เศร้าชิบหายตลอดทั้งเรื่องนั่นเป็นการแสดงที่น่าจดจำมากสำหรับหนังเรื่องแรกของน้อง 

คาโฮะไม่มีที่ให้ปล่อยของมาก แต่พอถึงคราวของเธอก็ทำได้ดี (บนรถไฟก็หนึ่ง แกงกะหรี่ก็อีกหนึ่ง) จากเดิมที่ไม่คิดว่าชิกะมีอะไร กลายเป็นสงสารตัวละครนี้ไปเลย เพราะเอาจริงๆ ชิกะไม่มีใครเลย เธอเด็กเกินกว่าจะมีความทรงจำใดๆ ต่อพ่อและแม่เหลืออยู่ เศร้าไม่แพ้พี่น้องหรอก ส่วนมาซามิก็เป็นมาซามิที่สดใส ขโมยไปหลายซีน คือด้วยบทโยชิโนะ ตั้งแต่ในมังงะ มันเป็นตัวละครที่เราจะสนุกไปกับเธออยู่แล้ว มันเลยไม่ต้องคาดหวังอะไร

มีงานภาพในหลายฉากที่น่าจดจำ ฉากอุโมงค์ซากุระก็หนึ่ง มันมาถูกจังหวะและดี ฉากทิ้งเฟรมตอนหลังงานครบรอบวันตายของคุณยายนั่นก็ดี แต่มันก็มีเฟรมน้ำเน่าอยู่เยอะนะ แบบโผล่ออกมาจากหน้าต่างเล่าเรื่องอย่างมีความหวัง ซึ่งก็ยังดีว่ามันมาไม่บ่อย ไม่งั้นเราจะเริ่มเลี่ยนละ

ช่วงแรกหนังมันเล่าไปเรื่อยๆ สะเปะสะปะพอประมาณ ดูเพลินก็จริงอยู่ แต่เราจะคิดนิดนึงว่า มึงเล่าแบบนี้แล้วจะพาเราไปที่ไหนวะ จะขึ้นสู่จุดพีคยังไง ซึ่งหนังโคเรเอดะแม่งเป็นอย่างนี้หมด คือมันมีจุดหนักของมันอยู่ แต่มันไม่โฉ่งฉ่าง มันล่อหลอกพาอารมณ์เราขึ้นมาเรื่อยๆ จนพอถึงจุดที่เขาเล็งไว้ ก็ตบหัวเราเบาๆ แต่ทำเราล้มได้ 

Umimachi Diary ก็เป็นแบบนั้นแหละ เราไม่รู้ตัวเลยว่าเราอินแล้ว รู้อีกทีคือช่วงท้ายเราหน่วงมากๆ ข้างในใจมันแน่นไปหมด บางคนร้องไห้ไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็มี แต่กับเรา พอ End credit ขึ้นเราก็ทำได้แค่มองจอ ฟังเพลง แล้วน้ำตามันก็ไหลของมันเอง คิดไปหลายอย่างอยู่ในหัว และที่แน่ๆ คือคิดถึงเรื่องของตัวเองด้วย และตรงนั้นน่าจะเป็นส่วนใหญ่ที่ทำให้รู้สึกกับหนังมากเป็นพิเศษ

คิดถึงตอนที่แม่เสีย เคยคิดหลายทีว่า ถ้าตอนนั้นแม่ไม่ได้จากไป ตัวเราตอนนี้คงไม่ได้เป็นแบบนี้ อาจจะดีกว่านี้ หรือแย่กว่านี้ บุคลิกแบบนี้ หรือไม่ใช่แบบนี้ แต่ที่รู้คือต้องไม่ใช่ตัวเราในวันนี้แน่ๆ ไม่รู้ว่ามันดีรึเปล่าที่ต้องโตขึ้นมาด้วยเงื่อนไขแบบนั้น แต่เราก็ผ่านพ้นมันมาได้ คนที่จากไปบางทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้จัดการอะไรเอาไว้ให้เราก่อน และเขายังนึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่าการจากไปนั้น ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย มันทิ้งร่องรอยไม่เล็กก็ใหญ่เอาไว้กับคนรอบข้างเสมอ แต่เอาเข้าจริงมันก็ชีวิตแหละ จะด้วยเงื่อนไขอะไร ยังไงทุกวันมันก็มีเรื่องเข้ามาให้เราต้องเจอ ต้องแก้ปัญหาอยู่แล้ว จะไปโทษใครที่มาทิ้งบาดแผลให้เราไม่ได้หรอก เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่า เราเองก็เคยไปทิ้งปัญหาเอาไว้ให้คนอื่นเหมือนกัน

แต่อย่างน้อย ถ้าจะต้องเจออะไรหนักหนา แต่กลับบ้านมายังมีคนทำกับข้าวให้ นั่งคุย ทะเลาะ และชวนกันกินเหล้าบ๊วยที่ช่วยกันหมักในหน้าร้อน นั่นก็น่าจะดีกว่าเรานั่งแก้ปัญหาอยู่คนเดียว




ปล. พอดูจบแล้วกลับบ้านไปดู Photobook ที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นยิ่งดีหนัก ดูก่อนหนังฉายไม่ได้อารมณ์เลย อะไรเล็กน้อยในหนัง แต่พอมาเห็นในหนังสือแล้วรู้เลยว่ามันเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ใหญ่มากๆ ดีมากๆ โอ๊ยยยยย (เสียสติไปแล้ว) 



0 comments: