ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ: วิกฤตกลางคนไว

5:11 PM NidNok Koppoets 0 Comments

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (Heart Attack) 
(2015, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, A+) 




ก่อนจะดูพยายามเลี่ยงไม่อ่านอะไรเลย เข้าเฟซบุ๊กแบบผ่านๆ ทวิตเตอร์ก็ไม่อ่าน พันทิปยิ่งไม่เข้าเลย จะหนีการรู้อะไรเกี่ยวกับหนังให้มากที่สุด เพราะไม่อยากตั้งค่าอะไรเอาไว้ในใจเลย ดูเทรลเลอร์ไปแค่สองรอบได้มั้ง ที่มากหน่อยคือฟังเพลง Vacation time แบบไม่ดูภาพ คือทำยิ่งกว่าหนีหนี้ เอาจริงกับหนังหลายๆ เรื่องก็ทำแบบนี้ เพราะอยากไปดูแบบรู้อะไรน้อยที่สุด เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าโลกนี้ไม่ต้องมีตัวอย่างหนังก็น่าจะดี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกในการฉายหนังเชิงธุรกิจ เชิงไม่ธุรกิจก็ทำไม่ได้มั้ง เป็นรสนิยมประหลาดของมึงเองเนี่ยแหละ อีบ้า

เลยไม่มีความรู้สึกแนวแบบ นี่มันหนัง GTH นี่มันใหม่ นี่มันซันนี่ อะไรแบบนั้น สิ่งเดียวที่รู้สึกก่อนไปดู คือ another หนังพี่เต๋อ ที่บังเอิญเข้าฉายหลายโรงหน่อย ไม่ต้องถ่อไปเฮ้าส์ หรือไปดูแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนตอนไปดู 36 เลยคิดว่า สำหรับเรา แบรนด์นวพลน่าจะมีผลจูงใจ และแข็งแรงมากกว่าแบรนด์ GTH (นั่นแหละ แค่กับเรา)

ซึ่งสำหรับฟรีแลนซ์เนี่ย มันเล่าเรื่องสุดๆ แล้ว และมันก็เพลิดเพลิน มีช่วงหย่อนนิดหน่อยแต่ไม่ได้ส่งผลอะไรมาก แค่ว่ามันไม่ได้ตามใจคนดู เหมือนอย่างที่หนังไทยแทบทุกเรื่องทำ มันเล่าเรื่อง แต่ก็เล่าบนพื้นฐานเงื่อนไขที่หนังสร้างเอาไว้ (ความสัมพันธ์แบบหมอ/คนไข้/ผื่น) มันมีอะไรที่ถ้าเป็นละครไทย หรือหนังที่อยากขยี้ความรอมคอมให้สุดทาง คงข้ามเส้นพวกนี้แล้วพาคนดูออกไปแฟนตาซีให้สุด แต่กับฟรีแลนซ์เราจะอึดอัด เราจะยิ้มแต่ไม่สุด เราใจเต้นแต่ลึกๆ แล้วก็กังวล นั่นเพราะเราถูกเงื่อนไขของหนังครอบไว้ และเราเข้าใจมันได้ คือเราต้องหัดหาทางฟินในรูปแบบใหม่ๆ บ้างน่ะ เพราะความรักมันไม่ได้มีอยู่แค่รูปแบบเดียว (ซึ่งสำหรับพนิตชนกแล้ว มีความสุขและใจเต้นแรงมาก)

สิ่งที่ชอบมากคือไดอาล็อกทั้งหลาย โดยเฉพาะในห้องตรวจระหว่างยุ่นกับหมออิม คือจะว่ามันเป็นบทสนทนามาตรฐานที่เราคุยกับหมอแบบนั้นก็ได้ ซึ่งมันจะธรรมดามากถ้าไม่ได้การแสดงของซันนี่และใหม่ช่วยเอาไว้ ทำให้เราเห็นมุมโรแมนติกพิเศษซ่อนอยู่ให้รู้สึกฉวัดเฉวียนในอารมณ์ตลอด ซึ่งมันดีไง เรารู้สึกมากๆ รอว่าเมื่อไหร่จะนัดเจอหมออีก เมื่อไหร่จะคุยกันอีก และบทสนทนาพวกนี้จะพาเรื่องไปถึงไหน เราแบบดิ่งไปกับพาร์ทความสัมพันธ์ของยุ่นกับหมอเลยแหละ

แต่ก่อนไม่ได้รู้สึกอะไรกับใหม่ ดาวิกาเลย ใครบอกว่าสวยก็เฉยๆ จนพอเจอหมออิมเข้าไป ปลุกพลังทอมในตัวกูขึ้นมาแล้วเรียบร้อย สวย สวยมาก สวยที่สุด สวยที่แท้คือสวยแบบนี้ ยิ่งกับการแสดงแบบนี้ ไม่ช่องเจ็ด ไม่นางนาก เชี่ย หมอร็อคมาก คิดนิดหน่อยว่าเราจะหาหมอแบบนี้ได้จริงๆ เหรอ เป็นหมอที่น่ารัก ไม่ได้สวยแบบเป็นลีดแพทย์ แต่น่ารัก เล่นด้วยได้ ถึงทีจะเนิร์ดก็เนิร์ดได้ แต่ไม่ใช่แนวใส่แว่นพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งหมดนั้นเราเห็นจากใหม่ดาวิกาได้ไง แค่เป็นหมอที่น่ารักแต่ไม่สวยก็ผิดแล้วอ่ะ แต่เราคิดแบบนั้นจริงๆ หมออิมไม่ใช่แนวหมอสวย แต่ดูแล้วสวย อยากคุยด้วย อยากเป็นสิวไปให้หมอบีบ เออ เนี่ย ไม่งั้นไอ้ยุ่นมันจะอยากไปหาหมอทุกเดือนได้ไง ขอบคุณอะไรก็ได้ที่เอาใหม่มาเล่นบทนี้ ดีมากๆ ใหม่เองก็น่าจะดีใจมากๆ ที่ได้เป็นตัวเองในโหมดนี้ เพราะมันมีเสน่ห์มากจริงๆ

ส่วนซันนี่ ช่วงต้นๆ เรายังเอาภาพซันนี่ออกไปจากยุ่นไม่ได้ จนถึงฉากนึงที่ถ่ายยุ่นจากด้านหลัง กำลังเดินเข้าห้องตรวจ ท่าเดินนั้นแม่งไม่ใช่ซันนี่แล้ว ดูเป็นท่าเดินของพี่เต๋อมาก (เท่าที่เคยเจอแกบ้าง)​ ตรงนั้นแหละที่ยอมรับว่าซันนี่คือยุ่น จากนั้นไปจนจบ ก็ยอมรับขึ้นเรื่อยๆ ทำดีและแบกหนักเอาไว้หนักขึ้นเรื่อยๆ จนฉากไคลแม็กซ์ เราว่ามีคนสรรเสริญฉากนั้นไว้เยอะแล้ว คงเขียนได้ไม่ดีเท่า บรรยายได้เพียงว่าตกใจสัส รุนแรงสัส หนักมากที่เอาภาพนี้มาให้ดูแบบไม่ปล่อยให้ตั้งตัว คือคิดไว้บ้างจากการเร้าหนักๆ ด้วยภาพก็ดี เพลงก็ดี แต่ไม่คิดว่าจะออกมาในรูปนี้

เราอาจจะอยู่ในช่วงวัยใกล้ๆ กับยุ่น เป็นรุ่นน้องอยู่ปีสองปี ก็ถือว่าพอเข้าใจกันแหละ แค่ว่าเราไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์โดยตรงที่ชีวิตต้องพึ่งพา ภาวนาให้งานเข้าตลอดเวลาแบบนั้น และที่แน่ๆ คือปรัชญาการทำงานของเรากับยุ่นคงต่างกันจนในใจเราก็จะคอยเถียงตลอด ว่ามึงพอได้แล้ว หยุดได้แล้ว ทำไปทำไมเนี่ย จากที่เหมือนจะเข้าใจกลายเป็นไม่เข้าใจไปเลย

ไอ้แรงขับของฟรีแลนซ์เรื่องกลัวงานขาดตอนนี่เราเข้าใจนะ เพราะไม่นานมานี้ก็เพิ่งลุ้นแทบตายกลัวเขาเลิกจ้างต่อ (แน่นอนว่างานฝิ่น) คิดเยอะมาก เพราะไม่งั้นจะหมุนเงินไม่ทัน ชีวิตจะเปลี่ยนทันที คือชีวิตที่เคลื่อนด้วยเงินมันเปราะบางมาก พร้อมที่จะเข้าช่วงวิกฤตตลอดเวลา แต่กับยุ่นทำไมถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินละ ช่วงที่ยุ่นว่างสัสๆ ในใจเราคิดถึงเงินในบัญชียุ่นตลอด เป็นห่วงมาก เอ๊ะนี่จะมีเงินจ่ายค่าห้องมั้ย เอาเงินที่ไหนกิน แมคบุ๊กมึงผ่อนหมดรึยัง และเสือกมีสองเครื่องอีก ค่าฟิตเนสตลอดชีพจะยังไง คิดไปสารพัดเลย น่าจะเป็นช่วงเดียวในหนังที่เรารู้สึกว่ามันไม่จริง แม้ว่าจักรวาลของยุ่นมันจะเวียร์ดขนาดไหน แต่มันก็ยังจริงนะ โอเคมันเกิดขึ้นได้ยากหน่อยที่จะไปตีแบตกับไอ้ไก่หน้าเซเว่น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะไม่เกิด แต่ไอ้การอยู่ว่างๆ ไปหกเดือนโดยไม่พูดถึงเงินเลยนี่เราโคตรรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่หนังไม่แตะอะไรถึงเรื่องนี้เลย เราเลยสนใจตรงนี้ (จริงๆ คือเป็นห่วง เพราะแทนค่าตัวเองเข้าไปมากไป ฮ่าาา)

เราชอบชั้นหนังสือทำจากเหล็กเส้นบนหัวนอนของยุ่น เพราะมันเหมือนชั้นวางที่บ้านเก่าที่แม่เราประกอบเอง หน้าตาเป็นแบบนี้เลย แค่ไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือเท่ๆ แบบในห้องยุ่น แล้วก็เลยสงสัยว่ายุ่นแม่งเอาเวลาที่ไหนมาอ่าน ถึงได้มีหนังสือพวกนี้เต็มชั้นขนาดนี้ มันคงเป็นคลังสมบัติสมัยที่ที่ยุ่นยังเป็นเด็กแบบไอ้เจิด ยังมีไฟ ยังเป็นกราฟฟิกที่หาอะไรเติมเข้าตัวเองตลอด เป็นดาวรุ่งแหละนะว่าง่ายๆ แต่พอยิ่งโต ยิ่งทำงานไป กลายเป็นว่าแรงขับให้เราทำงานมันไม่ใช่เรื่องเพื่อสร้างผลงาน เพื่อความภูมิใจอะไรแล้ว แถมหนังยังเปิดช่องไว้อีกหน่อยว่า เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่เพราะเงินด้วย แต่ทำเพื่อรักษาเพื่อให้ยังมีงานต่อๆ ไป เราไม่ได้คิดถึงเงินวันนี้แล้ว แต่คิดถึงเงินข้างหน้า งานหมูงานหมาอะไรเข้ามาเราก็ทำให้เต็มที่ รับเข้ามาให้หมด เพื่อหวังว่าสองสามอาทิตย์ข้างหน้าจะยังมีอะไรเข้ามาต่อชีวิตไปอีก

เราเป็นพวกคนรุ่นกลาง เกิดวิกฤติวัยคนกลาง คือไม่ก็วัยกลางคนมันเขยิบเข้ามาไวขึ้นกว่าคำจำกัดความเดิม เราทำงานมาจนงานมีมาตรฐานแต่อาจไม่สดใหม่ เราสู้เด็กที่กำลังขึ้นมาไม่ได้ แต่เราก็มีบุญเก่าให้เก็บกินอยู่โดยไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อไหร่ เรามีงานต้องทำ มีภาระให้ต้องรับผิดชอบ แถมเราต้องหาวัตถุดิบใหม่ๆ ต้องเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง เราอยากทำทุกอย่างให้ดีเหมือนตอนอายุยี่สิบ อยากเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร่งเท่าเดิม แต่ร่างกายมันไม่ไปด้วย แถมยังเดินถอยหลังอีกแหนะ

ทีนี้เราจะยังไง ถ้าเราเก็บทุกอย่างไว้ เราก็จะพังร่างกายเราไปทีละนิด โดยไม่รู้ว่าที่แลกมามันจะคุ้มรึเปล่า แต่ถ้าเราตัดบางสิ่งทิ้งไป เราจะยังเหลือความภูมิใจในตัวเองมั้ย เราเข้าสู่วัย settle เร็วไปรึเปล่า คนรุ่นใกล้ๆ กันคงเริ่มคิดแบบนี้ มองจากข้างนอกเราอาจดูโอเคดี แต่ข้างในเราหวั่นไหวไม่แแพ้ตอนแอบชอบพี่ม.ปลาย ตอนเลือกคณะเอ็นทรานซ์ แค่โจทย์มันใหญ่ขึ้นมาหน่อย

จะเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานออฟฟิศเราว่าก็ต้องแก้โจทย์นี้เหมือนกัน เราเองก็แก้อยู่ หาทางให้เรามีชีวิตที่โอเคได้ โดยที่ยังเหลือความภูมิใจในตัวเองหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ใช่ยุ่น เราขี้เกียจกว่าเยอะ เราเห็นแก่ตัว ถ้าเดินออกมาจากออฟฟิศแล้วเราก็ปิดโหมดทำงานเลย ไม่รู้ว่าดีรึเปล่า แต่โดยไม่ได้ตั้งใจ เรากลายเป็นคนแบบนั้น ทั้งที่ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ จะต้องเอาคอมกลับบ้านทำงานเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่ามันเท่ เราดูมีความทุ่มเท แต่ผ่านไปไม่กี่ปี เหมือนน็อตหลุด เจอปุ่มเปิดปิดตัวเอง แล้วก็ใช้ปุ่มนั้นเรื่อยมา ถ้าจะทำก็ทำให้ตาย แล้วทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ เหยียบออกมานอกตึกเมื่อไหร่ก็เป็นอีนิดนกผู้โหยหิวของอร่อย และอยากกลับบ้านไปอ้อนผัว นั่นแหละ ดูไม่ใช่นักทำงานในอุดมคติเท่าไหร่ แต่ไอ้น็อตตัวนั้นมันหลุดไปแล้ว และเรากลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว และก็ทั้งรู้สึกดีและแย่กับตัวเอง อยู่ที่ว่าอารมณ์ในตอนนั้นเป็นยังไง

ส่วนตัวเองในโหมดฟรีแลนซ์ ก็ทำได้ไม่ดี เพราะทุกวันนี้ยังต้องให้บก. ทวงต้นฉบับจากทุกวิธีที่เป็นไปได้อยู่เลย นั่นแหละ กูก็เอาตัวไม่รอด ไปก่อนนะ ผื่นขึ้นแล้ว



ปล. อนึ่งในแง่คุณูปการของการเปิดแนวทางใหม่ๆ ในตลาดหนังไทยแมสไม่ต้องเขียนแล้ว เขาเขียนกันไปหมดแล้ว หวังว่าเราจะได้หวังอะไรที่มากขึ้นกว่านี้ต่อไป

ปล2. ได้ดูเรื่องนี้ที่เมเจอร์น่าน เพราะมาทำงานที่นี่พอดี ประทับใจมาก ก่อนไปถามพนักงานโรงแรม (ที่ตั้งวงก๊งเบียร์กันตอนหกโมงเย็น) ถามทางไปโรงหนัง พอบอกทางเสร็จ พี่เขาก็ถามว่า ไปดูเรื่องอะไร เราบอกว่า ฟรีแลนซ์ พี่ไม่รู้จัก เราเลยบอก ซันนี่เล่น พี่ก็ยังไม่รู้จัก เลยเปิดการ์ดไม้ตาย ใหม่ ดาวิกา นางชฎาค่ะพี่ เท่านั้นรู้เรื่อง พี่จัดแจงเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งถึงโรงหนัง ก่อนไปแกยังบอก ดูจบแล้วมาเล่าให้พี่ฟังด้วย ตั้งแต่โรงหนังเปิดยังไม่เคยไปดูเลย 
 

0 comments: