อาบัติ/อาปัติ: แก้กรรมที่ผิด ด้วยวิธีที่ถูก

6:37 PM NidNok Koppoets 0 Comments

อาบัติ/อาปัติ
(2015, ขนิษฐา ขวัญอยู่, B+)



(มีสปอยล์ ปล่อยผ่านได้)

ถ้าในที่สุดหนังเรื่องนี้โดนแบนขึ้นมาจริงๆ นี่มันจะเป็นการแบนที่ไร้สาระที่สุด (จริงๆ ทุกการแบนก็ไร้สาระนั่นแหละ) แต่แบบ อีห่า ไม่มีอะไรเลย กลัวอะไรวะ กลัวศาสนาจะสั่นคลอนจากหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ กลัวว่าสติปัญญาของคนจะแยกแยะไม่ออกกับหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ เอาจริงๆ หนังอย่างฟรีแลนซ์ ยังมีความน่า controversial มากกว่าอาบัติด้วยซ้ำ

อาบัติ/อาปัติ (ชอบชื่อเดิมมากกว่า แล้วก็ไม่เห็นเหตุอะไรที่จะต้องเปลี่ยนชื่อเลย) โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นหนังผี ที่ว่าด้วยเรื่องกรรม และการอยู่ร่วมกันระหว่างพระกับผี ที่โดยปกติแล้วเราจะเชื่อว่า ถ้าเจอผีกูขอวิ่งไปพึ่งพระก่อน ซึ่งเอาจริงๆ ก่อนหน้านี้สามวัน พระรูปนี้ก็เป็นคนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ แต่พอห่มผ้าเหลืองปุ๊บรู้สึกว่าท่านพึ่งพาได้ขึ้นมาทันที การบวชพระเลยอาจจะต้องทำใจเอาไว้ว่าเรามีโอกาสเห็นผีสูง ต้องเข้าไปเกี่ยวดองกับผี ทั้งป้องกันและสื่อสารกับผี เอ๊ะ นี่มันอยู่ใน Job description ก่อนบวชรึเปล่า ต้องเตรียมใจมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ ก่อนจะบวชน่ะ

เราสนใจความสัมพันธ์ระหว่างพระกับชาวบ้านในแบบชนบทจริงๆ คือถ้าเรื่องนี้มีฉากหลังอยู่แถวเขตปทุมวัน หรืออำเภอบางบัวทองเรื่องจะไม่เป็นแบบนี้ละ แต่ในอาบัติ หนังมันปราศจากความเมือง เป็นภาพชนบทแบบที่วิถีชีวิตของคนยังผูกพันกับวัดมากๆ มีความสนิทกันในแบบที่คนเมืองจะไม่ทำแบบนี้ คือยังไงดี ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัดและพระในแบบสังคมเมืองเนี่ย มันมีความเป็นทางการ มีพิธีรีตอง อันทำให้เกิดความไม่สนิทต่อกัน พระเป็นเครื่องมือที่เราใช้พาไปสู่บุญ สู่สวรรค์ ทุกข์ใจก็ไปทำบุญ โดยเชื่อว่าพระท่านจะนำเอาสิ่งที่เราทำไปส่งต่อ แล้วเทิร์นกลับมาเป็นบุญให้เราอีกที เป็นฟังก์ชันแบบนั้น ซึ่งต่างจากชนบทแบบที่พระซัน (พระเอกของเรื่อง /แน็ค ชาลี) ไปบวชอยู่ คือ พระมีความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่า วัตรปฏิบัติอาจไม่ได้วิจิตรงดงามประดิษฐ์ประดอยเหมือนพระเมือง แต่จะสนิทสนมและเป็นที่พึ่งแบบใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่า ภาพของเด็กแบบฝ้าย ที่จะเข้าไปเป็นเพื่อน สนิทกับพระ เลยจะไม่ค่อยเห็นในเมือง เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่ามีพระเป็นเพื่อนได้ (แต่แค่อีฝ้ายคิดไปเกินเพื่อนแค่นั้นแหละ)

ชอบงานภาพและบรรยากาศที่สรรหามาเสริมความเปรต ทั้งต้นไม้ไร้ใบกลางทุ่งหญ้า และบรรยาต้นไม้สูงทั้งหลาย เราว่าฉลาดใช้ภาพดี ที่ชอบอีกอย่างคือการเล่นกับความมืด แบบอีสัส มืดทั้งจอ อึดอัด เสียว ลุ้น กลัว อันนี้ดีมาก เพราะแสงจริงมันก็ต้องแค่นี้ แต่กระนั้นก็เถอะ บางฉากแม่งก็มีแสงลึกลับมาจากไหนก็ไม่รู้ หน้าสว่างเลย อีห่า มึงอยู่ในป่า เอาไอ้มืดๆ แบบเมื่อกี๊กลับมาสิว้อย จะท้อปฟอร์มอยู่แล้ว

ที่ติดขัดคงเป็นการลำดับเรื่องราวที่ไม่ค่อยลื่นไหลเท่าที่ควร ดูแล้วมีจุดสะดุดกึกอยู่หลายที ทั้งที่อารมณ์กำลังจะมาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นที่การตัดบางฉากออกไปด้วยรึเปล่า และด้วยวิธีการเล่าแบบที่แบทุกอย่างให้คนดูรู้หมด มันเลยเดาเรื่องง่ายไปหน่อย พอมาถึงครึ่งเรื่องก็พอเดาออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร อาจจะด้วยว่าเรื่องมันเกิดในระบบปิดด้วยแหละ ตัวละครมีอยู่แค่นั้น มันพอจะเดาได้อยู่แล้ว

อีกอย่างที่ติดมาก คือดนตรีประกอบ ที่ไม่รู้ว่าพี่จะประโคมเข้ามาทำไมให้หนักหนาขนาดนั้น คือถ้าเบากว่านี้นิดนึงอาจจะกำลังดี พอสร้างความอึดอัดได้ แต่นี่มันเยอะไปหน่อย กลายเป็นว่าบางฉากที่ตัวมันเองก็มีศักยภาพจะน่ากลัวของมันอยู่แล้ว มาเจอกับซาวด์หนักๆ ของพี่เข้าไปอีก จากน่ากลัวกลายเป็นหนวกหูไปเลย ให้ความเงียบทำงานบ้างพี่ หนังพี่แม่งน่ากลัวอยู่แล้ว

พาร์ทที่เป็นหนังผีก็ทำได้ดีตามมาตรฐานผีหน้าเละกระดูกกร๊อบแกร๊บ แต่ที่ชอบกว่าคือผีเปรต อันเป็นดวงใจของเรื่อง เรารีเลทกับผีเปรตมากกว่า ตามประสาเด็กไทยที่โดนหลอกโดนเล่าเรื่องความน่ากลัวสยดสยองในเชิงรูปลักษณ์ของเหล่าผีเปรต แต่เราจะไม่กลัวมาก เพราะผีเปรตไม่ทำร้าย แค่มาขอส่วนบุญเฉยๆ มันเลยรู้สึกกับผีเปรตแบบกลัวปนสงสาร ตอนเด็กๆ จำได้ว่าเวลาดึกๆ พ่อแม่นอนหมดแล้ว แล้วเรายังไม่นอน จะชอบไปเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า แทนที่จะดูดาว คือดูว่ามีเปรตมั้ย มึงเป็นเด็กแบบไหนทำไมถึงมีพฤติกรรมแบบนี้วะ ฮะ!

ความดราม่าอีกอย่างของผีเปรต คือเป็นผีด้วยกรรม ผีอื่นมาหลอกมาหลอนด้วยสตอรี่ต่างๆ นาๆ แต่ผีเปรตนั้นจะ "กลายเป็น" เมื่อเราก่อกรรมหนัก เป็นชีวิตหลังความตายที่น่าเศร้า เพราะเราต้องติดอยู่ตรงนั้น ไปไหนไม่ได้ ไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ แถมยังต้องอยู่ในกายภาพที่ไม่สวยงามนัก (เมื่อเทียบกับผีอื่น) ดำรงอยู่ได้ด้วยการร้องขอส่วนบุญ แบบนั้นมันเศร้า นั่นคือปลายทางแห่งกรรมที่ศาสนาพุทธสอนเราไว้ว่า ต่อให้ทั้งชีวิตมึงที่ทำกรรมมาตลอดจะได้ดิบได้ดี แต่ความผีเปรตรอมึงอยู่ที่โลกหน้านะ ยังไงก็หนีไม่พ้น

กับอีกทางก็คือการรับกรรมในชาตินี้ อย่างที่ตัวละครในเรื่องต้องเผชิญ สิ่งที่ทำให้ต่างคือ "การยอมรับ" หรือศัพท์พระคือ การปลงอาบัติ อันเป็นการยอมรับในกรรมที่ทำ สารภาพและยอมรับต่อความผิด เพื่อมีชีวิตต่อไป เพราะกรรมเมื่อก่อไปแล้วก็เรียกคืนกลับมาไม่ได้ หากแก้ให้ถูกทาง ก็คงมีบทสรุปแบบพระซันในตอนท้ายเรื่อง แต่หากยังมืดบอดและไม่ยอมรับในกรรมที่ก่อ ก็คงต้องนั่งปลงอาบัติทุกวี่วันโดยที่ไม่มีสติรู้ตัวเหมือนอย่างไอ้บ้าในหนัง

เนี่ยแหละ ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกแบนเข้าจริงๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการ ไม่ยอมรับถึงกรรมที่ปรากฏอยู่ แล้วด้นแก้ปัญหาแบบซุกทุกอย่างไว้ในหีบ ฝังไว้ในผืนดิน โดยหวังว่าสิ่งที่อยู่ใต้โลกจะไม่มีวันปรากฏออกมาให้เห็น ดั่งหนังหรือความจริงที่ไม่ได้ฉาย และหวังว่าผู้คนจะคิดว่ามันไม่มีอยู่ มืดบอดอยู่ในความคิดคร่ำครึ คับแคบ เห็นแก่ตัว มัวเมากับภาพฉาบหน้า ที่พาออกไปไกลจากแก่นแท้ของมันเข้าทุกที แล้วก็นั่นแหละ หลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้เรื่องที่ผิดด้วยวิธีที่ผิดยิ่งกว่า สุดท้ายก็กลายเป็นไอ้บ้าใบ้ ไร้ซึ่งสติ หลอนอยู่กับโลกจอมปลอมที่ตัวเองสร้างขึ้น วิ่งหนีกรรมเป็นงูกินหาง สิ่งที่ฉาบหน้าไว้ลอกหลุด เหลือเพียงผิวจริงเปลือยเปล่า รอวันสูญสลายและตายดับ ไร้ซึ่งคุณค่า ปราศจากการจดจำ

จุดจบรออยู่แบบนั้น ท่านจะเอางั้นหรือ?

0 comments: