The Tribe: เงียบแล้วจะหนาว

12:10 AM NidNok Koppoets 0 Comments

The Tribe 
(2014, Myroslav Slaboshpytskiy, A) 


ก่อนหนังเริ่ม พอมันขึ้นว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีบทบรรยาย ไม่มีเสียง ไม่มีซับ ก็กังวลละ อ้าวสัส แล้วกูจะรู้เรื่องได้ไงวะ ยิ่งไม่ค่อยฉลาดอยู่ ตาย กูหลับแน่นอน 

แต่กลายเป็นว่าบรรยากาศเยือกเย็น และทุกเสียงที่เกิดขึ้นในหนัง อันปราศจากเสียงพูด เพียงพอให้เราติดตามหนังต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ได้ รู้สึกตระหนก ตื่น เสียว ไปกับหนังได้ตลอดเลย แม่งมหัศจรรย์มาก

พลอทไม่มีอะไร แต่ที่มันอะไรคือความเงียบ เงียบแบบที่ไม่เงียบฉี่ แต่เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นในโลกจริง เพราะฉากในหนังเกิดในโรงเรียนสอนคนหูหนวกเป็นใบ้ มันเลยเงียบ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีเสียงคุย สมัยเรียนเคยได้ยินใครพูดทำนองว่า ถ้าอยู่โรงเรียนคนใบ้คงไม่ต้องรำคาญใจเวลานักเรียนคุยกัน แต่พอดูเรื่องนี้แล้ว แม้ไม่ได้คุยกัน แต่ไอ้การก่อกวนในชั้นเรียนแม่งน่ารำคาญไม่ต่างจากการคุยจุ๊กจิ๊กเลย 

หลังจากเตือนเราว่าหนังจะไม่มีเสียงและไม่มีตัวช่วยเลยนะเอ็ง เราก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวให้เข้าใจเงื่อนไขนี้ที่หนังวางไว้ ซึ่งตัวหนังเองมันก็ค่อยๆ ตะล่อมเราแหละ มันเหมือนมีสองโลกทับกันอยู่ในเรื่องนี้ โลกที่เงียบจริงที่ตัวละครอยู่ กับโลกที่เงียบไม่จริงที่เราอยู่ เลยทำให้ความรู้สึกต่อสถานการณ์ข้างหน้าไม่เหมือนกัน เราจะเผลอตกใจกับบางอย่างบนหน้าจอ ก่อนที่อีกวินาทีนึงให้หลังเราจะเข้าใจว่า อ่อ เรากำลังมองมันจากโลกเงียบไม่จริง ซึ่งไม่ใช่โลกเดียวกับที่ตัวละครอยู่ 

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่ชินอยู่ดี ไอ้ความรุนแรงอันเกิดจากความเงียบจริง มันเลยทำปฏิกิริยากับเราได้เรื่อยๆ เซอร์ไพรส์เราได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงท้าย นิ่งไปเลย เชี่ย กูเข้าใจแล้วว่าความเงียบมันน่ากลัว

ที่ชอบมากคืออีนางเอก ไม่รู้จะเรียกนางว่าอะไร แทนไปว่ามึงคือนางเอกก็แล้วกัน แดกซีนอยู่คนเดียวเลย ชอบความเป็นกะหรี่มืออาชีพของตัวละครนี้มาก แน่วแน่ มั่นคง มีจรรยาบรรณในอาชีพสัสๆ คือเราเซอร์ไพรส์กับมันตลอดเลยอ่ะ ก่อนนี้เป็นกะหรี่แรดๆ ขายตัวหาเงิน แต่พอดูเหมือนจะเริ่มมีใจให้ไอ้หนุ่มพระเอก ถ้าน้ำเน่าหน่อยก็คงยอมเป็นของพระเอกตามใจปรารถนา แต่อีนี่ไม่ เงินเท่านั้นที่จะขับเคลื่อนเซ็กซ์ได้ เลยไม่แปลกที่คนดูผู้เสพความน้ำเน่าเป็นอาหารเย็นอย่างเราจะแปลกใจกับอีนี่ได้เรื่อยๆ เราว่าตัวละครนี้มันน่าสนใจมาก แต่ละฉากที่ออกแบบมาทดสอบจิตใจอีนี่แม่งโหดสัสๆ ผ่านอะไรมาเยอะขนาดนี้ ถ้ากูเป็นสถานทูตอิตาลี จะมอบวีซ่าถาวรให้มาเดินสายสอนวิชาเพศศึกษาในโรงเรียนแม่งเลย อีสไปรท์มึงดูอีนี่ไว้เป็นตัวอย่าง

(อีกอย่างที่อีนี่ทำให้เรารู้สึกดี คืออย่างน้อยก็รู้ว่า บนโลกนี้มีคนนมเล็กกว่ากูแน่นอน /หยิบเฟิร์สท์บรายื่นให้นาง และยิ้มให้เบาๆ) 

หนังสอนให้เราอดทน เพราะนอกจากจะต้องอดทนกับความเงียบ อึดอัด ไม่รู้เรื่องว่ามึงสื่อสารอะไรกัน แล้วยังต้องอดทนรอคอย เพราะกล้องและการตัดต่อมันไม่ปล่อยให้เราออกไปจากฉากนั้นๆ ซักที เอากูเสียบคาเอาไว้อย่างนั้น อย่าให้เรียกว่าติดตามเลย เป็นการอดทนดูสิ่งที่จะเกิดในซีนมากกว่า เพราะบางทีเราไม่อยากดูแล้ว เราพอแล้ว มึงคัทซักทีแล้วไปต่อเถอะ แต่หนังบังคับให้เราต้องทนดู อย่างตอนรื้อของในบ้านครูช่างนี่อึดอัดมาก อยากออกไปจากบ้านหลังนั้นเต็มที่ ไอ้หนุ่มมึงพอเถอะ หยุดเถอะ คิดวนเวียนอยู่แบบนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้ หนังไม่อนาทรร้อนใจกับคำวิงวอนของเราเลย

แม้จะน่าทรมาน แต่เราสนุกกับมัน และอยู่กับหนังจนตลอดรอดฝั่ง แปลกดีที่เราติดตามความเงียบได้เป็นนานสองนาน เราเหมือนจะรู้เรื่องแต่ก็ไม่รู้เรื่องทั้งหมด และหนังคงมันตั้งใจให้เรารู้สึกแบบนั้น ถ้าเราเข้าใจภาษามือ อาจจะคิดกับหนังไปอีกแบบนึงเลยก็ได้ 





0 comments: