Mitsuko delivers: เคยใช้ชีวิตอยู่กับระเบิดที่ยังไม่ระเบิดไหม?

11:02 PM NidNok Koppoets 0 Comments

...
Mitsuko delivers ハラがコレなんで (2011), B+
Director: Yuya Ishii
Cast: Riisa Naka, Aoi Nakamura, Ryo Ishibashi, Miyoko Inagawa





จะเรียกว่านี่คือ Happy go lucky เวอร์ชั่นของญี่ปุ่นก็คงจะทำให้เห็นภาพหนังเรื่องนี้มากขึ้น (หรืออาจจะไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีกถ้าไม่ได้ดูไอ้เรื่องที่ว่า 555) งั้นเอาเป็นว่า เรื่องใหญ่ใจความของ Mitsuko Delivers คือชีวิตของผู้หญิงคนนึงที่ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี แต่ส่วนใหญ่จะออกไปทางรันทดตีบตันเสียมากกว่า แต่ข้อดี (ล่ะมั้ง) ของเธอ ก็คือ เธอเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก แบบว่า โคตรบวก บวกจนน่าหมั่นไส้ บวกจนดูเหมือนจะหาคนแบบนี้ในชีวิตจริงไม่ได้ หรือถ้ามีจริง อีนี่ก็คงโดนคนอื่นรำคาญจนเสียเซลฟ์ไปบ้างเหมือนกัน (แต่นางอาจจะไม่เสียก็ได้ เพราะว่านางคิดบวก)

เพราะความน่าหมั่นไส้ โลกสวยเกินเหตุเนี่ยแหละมั้ง ที่ทำให้หนังต้องวางตัวเองอยู่ในโทนที่เกินจริงไปซักสองเลเวล โดยใช้วิธีการแสดง สกอร์ประกอบ มุมกล้อง และเทคนิคทางภาพบางอย่างเติมความเกินจริง และลดความตึงเครียดลงมา เพราะเอาจริงๆ แล้วด้วยพลอทผู้หญิงท้อง ไร้เงิน ไร้บ้าน ไร้ผัว เนี่ยจะให้ฮิลลารี่ สแวงก์มาเล่น และลุงคลินท์ อีสต์วู้ด มากำกับเราก็คงได้หนังที่หนักตายเรื่องนึงก็ได้ (คือกูตายตั้งแต่หน้านางเอกแล้ว) แต่ผู้กำกับ Yuya Ishii เลือกที่จะใช้โทนการเล่าเรื่องแบบการ์ตูนมาครอบเรื่องหนักๆ ก็ทำให้เราเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนขึ้นของการใช้ชีวิตแบบคิดบวก (แต่เราก็จะไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกนะว่าจะมีชีวิตแบบนั้นอยู่จริงๆ)


ขยายความเนื้อเรื่องให้ฟังนิดนึง มิทสึโกะเนี่ยเธอท้องได้ 9 เดือนแล้ว เธอเคยตามหนุ่มนิโกรไปอยู่ที่อเมริกาแล้วมีลูกด้วยกัน จากนั้นเธอก็ท้อง ไอ้หนุ่มนั่นทิ้ง เธอกลับมาที่ญี่ปุ่น ใกล้จะคลอดเต็มแก่ เงินก็ร่อยหรอลงไปทุกวัน จนสุดท้าย เธอก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง เลิกสัญญาห้องเช่า แล้วเอาเงินที่ได้ไปจ่ายเป็นค่าฝากครรภ์งวดสุดท้าย จ่ายเป็นค่าขนย้ายข้าวของ แล้วหิ้วกระเป๋าใบเดียวกับเศษเหรียญไม่กี่ร้อยเยน มุ่งหน้ากลับสู่ชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เหมือนไม่มีใครในโตเกียวมองเห็นหรือจดจำ

ที่นั่น เธอได้พบกับยายแก่เจ้าของบ้านเช่าย่านนั้น ที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงเพราะขาเดินไม่ได้ กับสองลุงหลานที่เปิดร้านอาหารอันมีเมนูเด็ดเป็น "ตับผัดกุ่ยช่าย" ทั้งสามชีวิตไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเธอ เพราะเธอและเขาเหล่านั้นเคยได้มีชีวิตเวียนมาบรรจบกันแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ เธอยังเป็นเด็ก เธอต้องตามพ่อแม่มากบดานหนีหนี้ร้านปาจิงโกะอันเป็นธุรกิจครอบครัวอยู่ที่ ชุมชนที่ไม่เคยมีใครจำแห่งนี้ ชุมชนนี้เคยคึกคักมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเข้าสู่ช่วงสงคราม โตเกียวพังย่อยยับจากระเบิดที่ลงมาถล่ม แต่ชุมชนนี้ยังอยู่รอด โดยมีคุณป้าเป็นคนดูแลที่ดินและเก็บค่าเช่าบ้านต่างๆ ที่ดินนี้เป็นของสามีแกที่เป็นทหารและตายไปแล้วในสงคราม จากเดิมที่เคยเป็นชุมชนคึกคักเฟื่องฟู เวลาผ่านไปเรื่อยๆ โตเกียวทั้งเมืองได้รับการบูรณะกลับมามีชีวิตและทันสมัยกว่าแต่ก่อน ตรงกันข้ามกับชุมชนแห่งนี้มีเหมือนกับไม่มีใครมองเห็น ชุมชนก็เลยทรุดโทรม เก่าและเชย บรรยากาศคล้ายๆ ฉากใน Always ภาคแรก ที่บ้านในซอยนั้นยังกังๆ อยู่ อะไรทำนองนั้นเลย
ในตอนที่มิทซึโกะยัง เด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เธอได้เรียนรู้คำว่า "เจ๋ง" จากคุณป้าเจ้าของที่ดิน คุณป้ามักจะวิจารณ์และสั่งสอนคนในชุมชนอยู่เสมอว่า "ต้องใช้ชีวิตให้เจ๋งนะ" หรือ "เธอทำแบบนี้มันไม่เจ๋งเลยนะ" คำว่าเจ๋งของคุณป้าแกนั้นไม่รู้จะอธิบายความหมายออกมาเป็นคำได้ว่าอะไร เพราะมันกินความกว้างใหญ่ จะให้บอกว่าเป็นคนดีก็กว้างไป เป็นคนมีน้ำใจก็เล็กเกิน ตลอดเวลาไม่นานที่อยู่ในชุมชนนั้น มิทสึโกะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้เจ๋งจากสมาชิกในชุมชน จากเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่ยกหนังสือเรียนให้เพื่อนผู้หญิงที่กำลังร้องไห้เพราะกลัวโดนครูว่าที่ไม่ ได้เอาหนังสือมา จากคุณป้าที่มักจะยกเว้นค่าเช่าบ้านให้หากมีใครกำลังลำบาก และจากคุณลุงที่ด้อมๆ มองๆ ไม่กล้าบอกรักสาวมานานหลายสิบปี

ความเจ๋งอีกหนึ่งอย่างของชุมชนนี้ก็คือ มีระเบิดที่ยังไม่ระเบิดนอนอยู่ที่ใต้ผืนดิน อยู่ข้างใต้บ้านของคนในชุมชนนี้ จะระเบิดวันนี้พรุ่งนี้ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครอยากอยู่ที่ที่นานหรอกเพราะทุกคนก็กลัวว่ามันจะระเบิด เมื่อมีทางขยับขยายทุกคนก็ทิ้งชุมชนออกไปอยู่ในที่ที่ดีกว่า สุดท้าย ชุมชนที่เคยคึกคักก็เหลือแต่สองลุงหลาน และคุณป้าเจ้าของที่ ที่ยังยึดมั่นจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แหละปล่อยให้มันเป็นไป เมื่อมิตสึโกะกลับมาที่ชุมชนนี้อีกครั้ง เธอเหมือนกับพาความหวังเข้ามา และพยายามที่จะจัดการทุกเรื่องให้ "เจ๋ง" เหมือนแต่ก่อน
ฉันชอบประเด็นเรื่อง "ระเบิดที่ยังไม่ระเบิด" ที่ดูเหมือนเป็นอีกตัวละครที่สำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องทั้งเรื่อง ระเบิดที่ยังไม่ระเบิดคือความไม่แน่นอนของชีวิต คือสิ่งที่มันมีอยู่ เรารู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นและดับสลายทุกสิ่งเมื่อไหร่ ดังนั้น ด้วยแรงขับบางอย่าง การใช้ชีวิตแบบนี้มีทางออกให้เราสองทาง คือ เราอาจจะนอนอยู่เฉยๆ รอให้มันระเบิด หรือ เราจะใช้ชีวิตเหมือนกับวันนี้มันจะระเบิด ทำทุกสิ่งที่อยากทำ เชื่อในความเป็นไปได้ แม้เมื่อกลับมาบ้านแล้วจะพบว่าทุกสิ่งยังไม่สูญสลาย เราก็ยังมีพรุ่งนี้ให้ลุ้นกันใหม่ ให้เชื่อ ให้ทำ เหมือนเช่นนี่คือวันสุดท้าย

ระเบิดที่ยังไม่ระเบิดสอนให้เรารู้จักคุณค่าของชีวิต ทั้งของเราและของคนอื่น เราจะจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่ได้ทำสิ่งเจ๋งๆ ทิ้งเอาไว้ได้ยังไง เราจะจากโลกนี้ไปโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่คิดและปล่อยเวลาให้ผ่านไป ได้อย่างไร เราจะจากโลกนี้ไปโดยที่นั่งจมอยู่กับปัญหาและปล่อยให้ชีวิตมืดบอดได้อย่างไร ตลอดทั้งเรื่องมิทสึโกะมอบคำตอบนี้ให้กับเรา ด้วยความเชื่อแบบใสๆ ของเธอ นั่นก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกสิ่งจะต้องผ่านพ้นไปได้ เมื่อไม่มีทางออก มองไม่เห็นทางไป อย่าไปคิดกับมันเยอะ พาชีวิตไปตามลมที่พัด เดินต่อไปข้างหน้า มันจะต้องมีทางออกอยู่ซักที่ ถ้ามีปัญหาก็แก้ไป เจอใหม่ก็แก้อีก นี่แหละที่นางผู้หญิงท้องคนนี้สอนเรา

ชีวิตที่เจ๋งคือชีวิตที่ไม่จมอยู่กับความผิดพลาดหากแต่ยังเดินต่อไปข้างหน้าได้ เรื่อยๆ อย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวที่จะแพ้ ชีวิตที่เจ๋งคือชีวิตที่คิดถึงคนอื่นมากเท่าๆ กับที่คิดถึงตัวเอง ชีวิตที่เจ๋งคือชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความเชื่อ และพร้อมเสมอที่จะปล่อยมันไปเมื่อไปจนสุดทาง ชีวิตที่เจ๋งมีความเจ๋งคือทุกคนมีชีวิตที่เจ๋งได้ แม้ในเรื่องเล็กน้อยเราก็ทำให้มันเจ๋งได้ เราเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าชีวิตของเราเจ๋งหรือเปล่า

ว่าแล้วก็กลับมานั่งคิด ชีวิตเราได้ทำอะไรเจ๋งๆ ไปบ้างแล้วหรือยัง...





ปล. ได้ชมหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังพุทธปัญญา (International Buddhist Film Festival 2012, Bangkok) เสียดายนิดเดียวที่ฉายด้วยดีวีดี ภาพเลยโอเวอร์ๆ ฉากที่มิทสึโกะมองท้องฟ้า ก้อนเมฆ ภาพมันเลยไม่ชัด แต่ก็เอาเหอะ ดีกว่าไม่ได้ดู