สุขศาลา : มากกว่านี้ได้อีกน่าาา

5:43 PM NidNok Koppoets 0 Comments


สุขศาลา (2012, B)


"คืนอันโหดร้ายในโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ถูกปิดตายเพื่อป้องกันคนข้างในจากพายุโหมกระหน่ำ แต่ขณะเดียวเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อพบศพปริศนาปรากฏขึ้นภายในโรงพยาบาล เหตุการณ์โกลาหลจึงเกิดขึ้น สัญชาตญาณบีบบังคับให้ทุกคนเอาตัวรอด สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยความสุข บัดนี้เต็มไปด้วยเงือนงำและกลิ่นคาวเลือด อะไรคือต้นเหตุทั้งหมดของเรื่องที่เกิดขึ้น  ใครคือฆาตกร ใครจะรอดหรือใครจะตาย เรื่องราวทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดเผย ณ ที่แห่งนี้.......สุขศาลา"

ตั้งความหวังเอาไว้กับ "สุขศาลา" ละคอนเวทีประจำปี 2555 ของชาววารสารฯ ธรรมศาสตร์ เอาไว้ค่อนข้างเยอะ เพราะด้วยการตอบรับที่ค่อนข้างดี อันเป็นผลมาจากการทำประชาสัมพันธ์ชั้นเยี่ยม ที่ทำให้บัตรละคอนปีนี้ขายหมดก่อนเริ่มแสดง รูปแบบการประชาสัมพันธ์ก็แปลกใหม่และสร้างสรรค์มาก แถมยังได้ลงในสื่อที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งลงไทยรัฐ, a day, สปอตที่ Digital Gateway คือมันไปไกลมากในปีนี้ ต้องขอชื่นชมน้องๆ ทีมพีอาร์, สปอนเซอร์ ที่ทุ่มเททำกันสุดตัวจริงๆ 

ปีนี้เราตั้งใจไปดูสองรอบ รอบแรกจะดูในฐานะผู้ชม ส่วนรอบสองซึ่งเป็นรอบสุดท้าย จะไปเม้ามอยมิงเกิ้ลกับพี่น้องชาวคณะ คงไม่ได้ตั้งใจดูเท่าไหร่ พอกลับจากดูครั้งแรก (รอบที่5) ก็เลยขอเขียนแนะนำติชมในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง แล้วเดี๋ยวรอบสุดท้าย จะไปแรดๆๆ ให้เต็มที่เลย เย้!

บท
จะว่าเป็นส่วนที่น่าเสียดายที่สุดของละครปีนี้ก็ได้เลยแหละ เพราะดูเหมือนว่าจะใช้พล็อต "หมอ, โรงพยาบาล" ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งถ้าอ่านจากเรื่องย่อที่ปล่อยออกมาประชาสัมพันธ์ เราจะรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากเลย เรื่องราวที่ออกแนวสอบสวน ตามล่าหาความจริง หลอนนิดๆ แล้วเล่นกับ Space and Time จะยิ่งทำให้เรื่องมันสนุกและน่าติดตามขึ้นอีกเยอะ แต่สุขศาลาไม่ได้เดินตามพล็อตอันนั้น ข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา (โรงพยาบาล, ช่วงเวลาที่พายุเข้าแล้วออกไปไหนไม่ได้) ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ กลายเป็นว่าพายุฝนนั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะทุกคนก็อยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว 

ครึ่งแรกของละครดำเนินไปโดยที่เรื่องไม่ได้เคลื่อนไปข้างหน้าเท่าที่ควร แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจ บางฉากหมดเวลาไปกับไดอาล็อกที่ตัวละครพูดซ้ำไปซ้ำมาแต่เนื้อหาเหมือนเดิม (นฤมลพูดกับหมอปวิธ) จนพอเข้าครึ่งหลังเนี่ยแหละที่เรื่องมันค่อยหน้าติดตามมากขึ้น ปมทั้งหลายแหล่ผุดขึ้นและคลี่คลายลงในครึ่งหลังทั้งหมด ซึ่งเราก็เข้าใจนะว่าครึ่งแรกเนี่ยพยายาม บอกใบ้ คาแรกเตอร์ตัวละครและปมปัญหาทุกอย่างเอาไว้แบบเทาๆ กะว่าให้คนดูไปปะติดปะต่อกันเอาเอง มันก็เป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบนึงแหละ แต่ถ้าสามารถทำให้มันมีจุดน่าสนใจเพิ่มขึ้นมาได้ก็จะมีผลต่อความสนุกของผู้ชมมากขึ้น

เรื่องยุคสมัยก็เป็นอีกอย่างที่ยัง "ได้อีก" เราชอบบรรยากาศความโบราณเมื่อสมัย 50-60 ปีก่อนที่เห็นได้ผ่านฉาก เสื้อผ้า พร็อพ กระทั่งเพลงประกอบในเรื่องที่ก็เอาจุดเด่นของดนตรีในยุคนั้นมาล้อได้ดี แต่การออกแบบตัวละครเหมือนยังไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนั้นมากเท่าไหร่ เช่นบทนางพยาบาลนฤมล ที่ดูไม่เห็นจะเป็นผู้หญิงเมื่อห้าสิบปีก่อน หรือถ้ามีจริงๆ เธอก็คงจะเป็นอะไรที่เปรี้ยวน่าดูในสมัยนั้น วิธีคิด วิธีพูดและวิธีที่เธอแสดงออกมันเหมือนออกมาจาก MV ของปานธนพรซะมากกว่า และอีกเรื่องที่เราติดใจนิดหน่อยคือเรื่องการผลิตยา คือเรายังไม่ค่อยเชื่อ (คนอื่นอาจจะเชื่อก็ได้นะ) ว่าสุขศาลาเล็กๆ ในต่างจังหวัดจะมีศักยภาพถึงขั้นที่จะผลิตยาขึ้นมาได้ ทีนี้พอเราไม่เชื่อเรื่องนี้แล้ว เราก็ไปต่อไม่ได้แล้วอ่ะ เพราะว่ายังไงก็ยังติดอยู่ที่ว่า สุขศาลานี่เก่งพอที่จะผลิตยาได้เลยเหรอ 

ส่วนประเด็นเรื่องการตั้งถามถึงจรรยาบรรณแพทย์กับผู้ป่วยที่เป็นพลเมืองชั้น 2-3 ของสังคม ก็เห็นชัดขึ้นมาแต่ว่ามันไปได้ไม่สุด ถ้าจะขยี้เรื่องนี้แรงๆ เพื่อให้คนดูยังเอากลับบ้านไปคิดต่อแล้วส่งแรงกระเพื่อมบางอย่างต่อสังคม ก็น่าจะเพิ่มมิติ เพิ่มรายละเอียดให้เหล่าคนไข้ผู้ยากไร้เหล่านั้นซะหน่อย ให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย นี่ก็ประชาชน นี่ก็มนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า บทละครเองก็ได้ทำหน้าที่ตัดสินคนเหล่านั้นไปแล้วว่าเป็นคนชั้นสองผ่านการยัดคำพูดใส่ปากหมอไปเลยว่า "คนพวกนี้ไม่มีประโยชน์อันใดในสังคม" โยนความคิดสำเร็จรูปให้คนดูไปซะแล้ว 

มุขล้อเลียนการเมืองก็มีได้ยินบ้างประปราย เช่น "ดูไบ" หรือ "112" แต่มันก็ผิวเผินมาก ซึ่งก็โอเคแหละ เพราะว่าละครปีนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาสายการเมืองจ๋าอยู่แล้ว 

จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจว่าประเด็นหลักๆ ของเรื่องเนี่ยต้องการที่จะตั้งคำถาม หรือโยนประเด็นเรื่องจรรยาบรรณของแพทย์, เรื่องชนชั้นในสังคม หรือว่าจริงๆ ก็เป็นเรื่องความรักธรรมดาๆ กันแน่ เพราะว่าละคอนมันยังพาเราไปไม่สุดในซักทาง ทั้งๆ ที่ด้วยธีมเรื่องหมอ คนไข้ โรงพยาบาลเนี่ยมันทำอะไรได้เยอะมาก จะไปทางผีเลยก็ได้ เป็นทริลเลอร์ สืบสวน หรืออะไรก็ได้ มันเป็นได้หมด แต่ว่าสุขศาลา ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นอะไรในซักอย่างเลย

ส่วนที่ชอบก็มีนะ เราชอบที่ออกแบบเอาไว้เป็นสององก์ คือความลับ และความจริง แล้วมาเล่นกับการเปลี่ยนรายละเอียดฉากในละครครึ่งหลัง อันนี้ทำได้ดี แต่ถ้าบทแข็งแรงขึ้นมากว่านี้อีกหน่อยก็จะยิ่งดีมาก 

ฉาก 
ในรายละเอียดฉากทำได้สวยดี แต่ว่ามันดูแบนราบแล้วก็เตี้ยไปหน่อย เราอาจจะชินเพราะละครปีหลังๆ ถ้าไม่มีสองชั้นก็จะมีเล่นกับ Perspective ไปเลย แต่ปีนี้ฉากมันมาแบนๆ เรียบๆ แล้วก็พวกพร็อพบางอย่าง เช่น เคาน์เตอร์นางพยาบาล เอาออกบ้างก็ได้ อย่างเช่นฉากที่หมอปวิธเข็นพัทธมาชมแสงจันทร์ แต่พื้นที่ฉากตรงนั้นยังมีเคาน์เตอร์ตั้งอยู่ มันก็เสียอารมณ์ไปนิดนึง แต่เราเข้าใจว่ามันคงลำบากมากถ้าจะยกเข้ายกออก ถ้าแก้ได้ก็แก้ละกัน

ไฟ
การออกแบบแสงทำได้ดี สามารถกำหนดอารมณ์ของเรื่องได้ แล้วก็มีรูปแบบไฟที่สร้างสรรค์เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่เรามีอยู่น้อยนิด แต่รอบที่เราไปดู (รอบ 5) มีปัญหาเรื่องการเฟดไฟอยู่เหมือนกัน คือจังหวะการเฟดเอาท์มัน 1-2-3 ชัดมากจนเราเดาทางออก หรือบางทีการเติมไฟก็วูบวาบมากไปหน่อย 

การแสดง 
หมอปวิธเล่นได้ดี แต่ในบางฉากก็จะดูโดดออกมาจากฉากไปเลย เหมือนกับพยายามอยู่คนเดียว รีแอ็คของตัวอื่นในฉากไม่ได้เท่ากับหรือมากกว่าหมอปวิธ มันก็เลยดูตลกๆ แล้วก็ คนดูหลายคน (ที่นั่งข้างๆ เรา) ยังแยกไม่ออกระหว่างพยาบาลวิภา กับพยาบาลนฤมล อาจจะด้วยรูปร่างหน้าตา ความสูงเท่ากัน ชุดก็ใส่เหมือนกัน เสียงก็คล้ายๆ กัน มันก็เลยจะสับสนนิดหน่อย 

เพลง
ตั้งแต่ปล่อยเพลง "คร่ำครวญ" ออกมาก็ประทับใจเลย เพลงเนื้อหาดีมาก แล้วก็เห็นกว่ากระแสต่อเพลงนี้ได้รับคำชื่นชมมาเยอะอยู่ ส่วนเพลงในเรื่องมันไม่ได้มีพื้นที่ให้โชว์เท่าไหร่ เพราะฉากมิวสิคัลมีแค่ 2-3 ฉากเอง แต่ชอบที่ออกแบบเพลงให้มันเข้ากับยุคสมัยนั้น มีสีสันและสนุกดี เห็นว่ามีคีย์บอร์ดเล่นสดอยู่ข้างหลังด้วย ชื่นชมจ้ะ

อื่นๆ ใดๆ 
นอกจากเรื่องข้างบน ส่วนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เช่นสูจิบัตรและของที่ระลึกดีมากเลย เข้ากับคอปเซ็ปต์แล้วก็มีประโยชน์ให้คนใช้กรอกแบบประเมินได้ด้วย น้องๆ น่าจะคิดมาดี (ใช่มั้ย 555) เรื่องการพีอาร์พูดไปแล้วว่ามันสุดยอดมาก นอกจากนั้นก็สวยงามตามสมควร 


ถ้านับตั้งแต่เราเข้าคณะมา เห็นละครคณะมาหลายเรื่อง ทุกๆ ปีมันก็จะมีพัฒนาการใหม่ๆ มาทำให้เราตื่นเต้นได้อยู่เสมอ วิธีคิด วิธีทำของแต่ละปีมันก็จะเป็นความทรงจำส่วนตัวของแต่ละปีที่ทำยังไงก็ไม่มีทางเหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างนึงก็คือความตั้งใจแล้วก็ความฝัน เราสร้างทุกอย่างขึ้นมาจากศูนย์จนกระทั่งถึงวันที่คนดูปรบมือให้กับฉากสุดท้ายของละคร ประสบการณ์ระหว่างทางตรงนี้จะทำให้เราเก่งและแกร่งขึ้น และคำวิจารณ์จากผู้ชมไม่ใช่หอกดาบที่ทิ่มแทง แต่เป็นใบมีดที่จะเหลาให้เราแหลมคมขึ้น ต้องเปิดใจ ยอมรับ และปรับปรุงตัวเองให้ได้ในทุกทีที่มีโอกาสนะ

ถ้าผ่านละครเวทีมาได้ เธอก็เป็นเด็กวารสารฯ ที่แข็งแกร่งคนนึงแล้วล่ะ ยินดีด้วย :)