Transcendence: ร้ายที่สุดคือความกลัว

11:50 PM NidNok Koppoets 0 Comments

Transcendence
(2014, Wally Pfister, A+)






*เปิดเผยบางส่วนของหนัง*

Wally Pfister แกเคยบอกเอาไว้แล้ว ว่าแม้แกจะเป็นตากล้องคู่บุญคู่บาปกับโนแลน แต่ในหนังที่แกโดดมากำกับเองเป็นเรื่องแรก มันก็จะเป็นหนังของแกนี่แหละ เพราะแกกับโนแลนน่ะคนละรุ่นกัน ไม่ใช่ว่าใครเก่งกว่าใครนะ แกแค่อยากบอกว่า แกเป็นคนยุคเก่า (ตอนนี้ฟิสเตอร์อายุ 53) หนัง Transcendence ก็เลยจะเป็นหนังที่พูดถึงเทคโนโลยีในสายตาของคนรุ่นแกนี่แหละ

เออ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในหนังมันถูกเล่าแบบระมัดระวังมากว่าเดี๋ยวมันจะไม่จริง เดี๋ยวมันจะไม่มีเหตุผล เดี๋ยวมันจะเป็นไปไม่ได้ มันเลยไม่ได้ล้ำหรือเป็นเรื่องใหม่ แค่จำลองภาพความทะเยอะทะยานของนักวิทยาศาสตร์เท่าที่พอจะเคยได้ยินข่าวมาบ้างในปัจจุบันให้เป็นจริงแค่นั้นเอง ซึ่งเราผู้ไม่ค่อยเชื่อในหนังไซไฟล้ำๆ จึงโอเคกับเทคโนโลยีในเรื่องนี้ พอๆ กับที่รู้สึกกับ Her อาจจะเป็นเพราะมันเล่าเรื่องความก้าวล้ำผ่านความสัมพันธ์ของมนุษย์ในแบบที่ดูจริงมากๆ ด้วยแหละ เราเลยรับได้

ขณะที่ Her พูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ไปไกลจนทำให้เกิดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่คือคนกับเอไอรักกัน เป็นเพื่อนกันได้ แต่ Transcendence เล่าในทางกลับกัน ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาไปสุดขั้นได้นั้นมันขับเคลื่อนไปได้ด้วยความรักล้วนๆ คือมันไม่ได้ทะเยอะทะยานอยากเอาชนะธรรมชาติ ป้องกันกองทัพหรือสร้างชาติหรืออะไรเลย คือมันเกิดขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆ คือแค่อยากต่อเวลาที่จะอยู่กับคนรักให้มากขึ้นแค่นั้น แถมยังสามารถอัพเกรดตัวเองได้อีกเพื่อพยายามทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับมนุษย์เป็นไปได้เหมือนจริงที่สุด (จากออฟไลน์ไปออนไลน์ > ปรากฏตัวบนจอภาพและขยับปากสมจริงขึ้นเรื่อยๆ > ใช้ระบบตัวแทน (หรือแบบไทยๆ ก็สิงร่างเนี่ยแหละ) เพื่อสื่อสารกับเมียให้สมจริงยิ่งขึ้น แต่เมียรับไม่ได้ > พัฒนาจนสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ > กลายเป็นตัวจริงจนได้ในที่สุด ทั้งหมดนี้เพื่อเมีย) พอจนถึงตอนจบ การคลี่คลายของมันเลยเรียบง่ายแต่งดงามมาก ไม่ต้องต่อสู้บ้าบออะไรเลย มันเพื่อเหตุผลเดียวเลย คือเพื่อคนคนเดียว จบเลยค่ะ

เราชอบที่หนังพยายามจะทำความเข้าใจคนฝั่งอยากก้าวหน้า นักวิทยาศาสตร์ที่ทะเยอทะยานจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี บอกว่าพวกเขาแม่งคิดดีนะ แล้วก็สร้างให้มีกลุ่มต่อต้านเอไอแบบสุดโต่ง ซึ่งก็มากำจัดความก้าวหน้าด้วยการใช้เทคโนโลยีแบบของตัวเองเหมือนกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรมได้ทั้งคู่ แต่เออ ถ้าเราเป็นอีเอฟเวอลีนก็คงนอยด์แดกเหมือนกัน ว่าที่กูเป็นบ้าเป็นบอจะอัพโหลดผัวกูไปเป็นคอมพิวเตอร์นี่ก็เพราะพวกมึงมาฆ่าผัวกูก่อนป่ะวะ แล้วพอผัวกูในร่างคอมพิวเตอร์เสือกพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ยังจะมาไล่ล่าผัวกูอีก เป็นไงล่ะ ไฟดับเลยมั้ยล่ะมึง...

"คนเรามักกลัวสิ่งที่เราไม่เข้าใจ"
ประโยคที่ได้ยินซ้ำๆๆ ในหนัง มันก็อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดี ความกลัวว่าวันนึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าจนคนเราควบคุมไม่ได้ มันต้องไม่ได้แก้ไขด้วยการงั้นเราก็กำจัดไม่ให้แม่งเกิดขึ้นเลยแล้วกัน (คล้ายๆ กับกลัวได้นักการเมืองไม่ดีงั้นก็ไม่ต้องเลือกตั้งมันเลยแล้วกันเลยเนอะ 555) เรากลัวได้แต่เราไม่สามารถกำจัดอะไรแบบถอนรากถอนโคนได้ ความรู้สึกเราโดนท้าทายตลอด เราเชื่อในตัววิลและเอฟเวอลีนมาตลอด เชื่อเพราะเราเชื่อว่าวิลเป็นคนเก่งๆ ที่เป็นคนดีจริงๆ เป็นผัวเมียที่รักกันจริงๆ และลึกๆ เราจะเชื่อแบบนี้ตลอดนะ แล้วเราก็ถูกทำให้ไขว้เขวว่าเฮ้ แกเชื่อเหรอว่าเอไอนั่นเป็นวิลจริงๆ ไม่หรอกนี่มันโดนแฮ็คและจะกลายเป็นหนังไซไฟระเบิกภูเขาเผากระท่อมในไม่ช้า ยิ่งไอ้เอไอนี่ก็เหิมเกริมยิ่งนักพัฒนาตัวเองในระดับนาโนเทคโนโลยีไปแล้ว แม่งต้องเลวแน่ๆ คิดจะครองโลก เราถูกดึงให้ความรู้สึกเป๋ไปเรื่อยๆ คิดว่าความทะเยอะทะยานมันต้องเกิดจากความต้องการอำนาจแน่ๆ อยากเป็นพระเจ้าแหงๆ มองค้านด้วยชุดความคิดเดิมๆ เราจึงจัดการกำจัดสิ่งที่เราไม่ไว้ใจด้วยวิธีการเดิมๆ แต่ปกติฝ่ายที่คิดแบบนี้มักจะชนะใช่มั้ย แต่ในเรื่องนี้แพ้ไง แพ้เลย สม

เทคโนโลยี, ความก้าวหน้า, เอไอ จึงไม่ใช่ตัวร้าย ความกลัวของคนเรานี่แหละที่ร้ายที่สุด

Rebecca Hall มีเสน่ห์มากและเราเชื่อว่าเธอและ Johny Depp เป็นผัวเมียที่รักกันมากตั้งแต่ฉากเปิดนั่นเลย เชื่อมากว่ามึงรักกัน ทรมานมากตอนที่ผัวนางจะตายและนางนึกแผนส่งผัวเข้าระบบขึ้นมา จนนางเป็นเจ๊คุมโรงงาน จนนางได้อยู่ร่วมกับผัวอีกครั้ง จนนางเริ่มระแวงสงสัย จนทางตัดสินใจหยุดผัว จนการตัดสินใจในท้าย ทำทั้งหมดนี้คนเดียวนี่เหนื่อยนะ

เราว่าถ้าคนจะไม่ชอบหรือเบื่อๆ เรื่องนี้ตรงที่มันไม่ตื่นเต้นมั้ง เพราะหนังไม่ขยี้อะไรเลย ไม่มีจังหวะโฉ่งฉ่างหรือให้ลุ้นใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และผ่านไปแบบไม่เหนือกว่าความคาดหมาย (มันตลกมากที่ซิลเลียน เมอร์ฟีที่โดนอานุภาคนาโนโจมตี ลุกขึ้นมาแบบงงๆ ว่า อ้าวนี่จบแล้วเหรอ ไม่มีใครตายเลย 555) ตื่นเต้นที่สุดคือตอนที่มีทีมพังประตูเข้ามาจับตัวนางเอกในโรงแรม แค่นั้นเลย แล้วก็มาตายคาเบาะอีกทีก็คือตอนจบ ไม่รักก็เกลียดเลยนะเรื่องนี้ แต่สำหรับเราค่อนไปทางรักค่ะ