จงรักษาแววตาวิบวับเอาไว้ให้นานที่สุด

8:10 PM NidNok Koppoets 0 Comments

เป็นอีกวันที่รู้สึกภูมิใจที่จะบอกใครว่าเราเคยทำงานที่ดีแทค...

วันนี้เชิญพี่โจ้-ธนา มาบรรยายให้ที่งานออฟฟิศ พนักงานมาฟังกันแน่น มีทั้งแฟนคลับที่ตั้งตารอจะมาฟัง กับคนที่เพิ่งเคยฟังพี่โจ้พูดครั้งแรก แต่เท่าที่เห็นคือทุกคนดูตั้งใจฟัง และมีแววตาปิ๊งปั๊งแพรวพราวแว๊บขึ้นมา


แววตาปิ๊งปั๊งแบบนั้นเคยเกิดกับตัวเราเมื่อเจ็ดปีก่อน สมัยที่ยังเป็นเด็กเอกฟิล์มห้าวๆ แต่ทะลึ่งไปฝึกงานในบริษัทใหญ่โคตรๆ อย่างดีแทค ไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับฟิล์มที่เรียนมา (อ๋อ เคยโดนใช้ให้ถ่ายวิดีโองานนึง แล้วโดนด่าเพราะภาพสั่นมาก) แต่เป็นการฝึกงานที่เปิดทุกทวารการรับรู้ของเรา ได้รู้ว่าโลกที่เราเคยอยู่แม่งโคตรแคบก็วันนั้น

แววตาแบบนั้นเราได้เห็นจากน้องฝึกงานที่เราดูแลตั้งแต่รุ่น 3 ยัน รุ่น 5 ทุกครั้งที่พี่ๆ ผู้ใหญ่มาพูด การได้อยู่ท่ามกลางเด็กๆไฟแรงเป็นความโชคดีมากเรื่องหนึ่งในชีวิตการทำงาน และยังโชคดีสองชั้นที่เราได้นั่งฟังคนเก่งๆ ที่เชิญมา ไปพร้อมกับน้อง น้องได้เชื้อไฟ ส่วนพี่ได้เติมไฟ

ช่วงเวลาที่เกิดแววตาแบบนั้นเราว่ามันสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่เราเสียดายมากเพราะมันไม่เกิดกับเราบ่อยๆ ซะแล้วช่วงนี้ ตอนที่แววตาแบบนั้นแว๊บขึ้นมาเป็นโมเมนท์ที่เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เป็นโมเมนท์แห่งความร้อนแรง ลุกเป็นไฟ อยากจะตบโต๊ะ ลุกผึง แล้วเดินไปทำอะไรที่อยากทำ จะเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกยิ่งใหญ่มาก มีพลังจริงๆ

แต่ความโหดร้ายของช่วงเวลาแววตาแว๊บคือมันมีโอกาสที่จะหายไปได้เร็วมาก มันบอบบาง ถ้ามีอะไรมากระทบนิดเดียวแววตาแว๊บของเราจะหายไปจนเราลืมว่าเคยรู้สึกตัวใหญ่คับโลก เราสามารถหดร่างกลับมาเป็นคนเดิมได้เร็วมากเสียจนตัวเองยังตกใจ

อาจเป็นข้อเสียของเราเองที่ไม่อาจรักษาแววตาแว๊บนั้นเอาไว้ได้นาน เป็นข้อดีที่รู้ข้อเสียของตัวเอง แต่ก็เป็นข้อเสียที่แม้รู้แต่ก็แก้ไขไม่ได้ จากนี้ก่อนจะฝันใหญ่คิดไกล อาจจะเริ่มกับเรื่องเล็กอย่างการรักษาแววตาแว๊บเอาไว้ให้นานขึ้น เพื่อต่อเวลาให้เรามีพลังมากขึ้น น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี 

สิ่งที่ได้ฟังวันนี้ กับหลายๆ ภาพที่เห็นทำให้คิดถึงการทำงานที่ดีแทค ยิ่งรู้สึกโชคดีว่าเราได้ฝึกงาน และเริ่มทำงานที่แรกที่นั่น เคยคุยกับอั๋นว่าเราสองคนโชคดี เพราะบทเรียน ประสบการณ์ที่ใช้ที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็มาจากการสั่งสอน เรียนรู้จากพี่ๆ ที่รวมงาน จากนายที่เก่ง ที่เคี่ยวเข็ญกันมา สิ่งที่อยู่กับเรามากที่สุดคือเรื่อง Mindset ที่ถูกสอนตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก มันเหมือนกับการตั้งเกียร์ ถ้าเราเริ่มทำอะไรซักอย่างด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เราจะไม่กังวลว่าปลายทางจะเป็นยังไง เพราะที่เราสนใจคือสิ่งที่เก็บได้ระหว่างทางมากกว่า

วันนี้แววตาเราปิ๊งปั๊งขึ้นมาอีกแล้ว การบ้านที่ต้องทำก็คือ เก็บอาการโด่ แบบนี้เอาไว้ให้ได้นาน เหมือนมาริโอ้กินเห็ดแล้วตัวใหญ่ ช่วงเวลาดั่งทองขนาดนี้อยากทำอะไรต้องทำ เพราะถ้าฟีบเมื่อไหร่ ไม่รู้จะไปหาแรงบันดาลใจที่ไหนมาทำให้ตาเราวิบวับได้อีก

ขอบคุณความโชคดีครั้งนั้นอีกที โชคดีจริงๆ :)



0 comments: